บทที่ 21 ความรู้สีกที่กักเก็บไว้
“ก็เผื่ออยากจะกลับไปนอนพัก”
“ผมหายดีแล้วครับ”
น้ำเสียงที่ใช้ต่อกันช่างนุ่มนวลและดูเอื้ออาทรจนทั้งสองต่างก็รู้สึกดี วีรพัทธ์ยกแก้ว Dirty Coffee ขึ้นดื่มกลบเกลื่อน ในขณะที่สหัสสะก็ยก Americano ขึ้นจ่อที่ริมฝีปากเช่นกัน
“แค่ก ๆ ๆ ๆ”
แต่เพราะมันร้อนและลืมเป่าจึงตกใจจนสำลัก ทำให้คนที่ถือแก้ว Dirty Coffee อยู่ต้องรีบวาง แล้วดึงกระดาษทิชชูมาช่วยซับรอบปากที่เลอะให้
สัมผัสอ่อนโยนทำให้คนได้รับรู้สึกวาบหวามเพราะมีความรักเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว สีหน้าและแววตาที่มีความสุขจึงถูกปิดไว้ไม่มิด มันแสดงออกมาเป็นรอยสีเรื่อที่โหนกแก้มและความแวววาวในดวงตาสีนิล
วีรพัทธ์เองก็ไม่ต่างกัน แม้กำลังอยู่ในภาวะสับสน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาหวงแหนและโหยหาทั้งอ้อมกอดเช่นเมื่อคืนที่ผ่านมา และรอยยิ้ม หรือแม้แต่อาการเขินอายของคนตรงหน้า มากกว่าท่าทางแข็ง ๆ และคำพูดท้าทายในยามที่ปะทะคารมกัน ความแข็งกระด้างของเขาจึงลดลงและถูกแทนที่ด้วยความอ่อนโยนที่มันเป็นตัวตนที่แท้จริงของเขา
ราวกับห้วงเวลาในอดีตมันได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง ยามที่ทั้งสองได้สบตากัน ในวินาทีนั้นสหัสสะอยากจะบอกเล่าเรื่องราวทุกอย่างที่ผ่านมาเหลือเกิน หากวีรพัทธ์เพียงเอ่ยออกมาว่าต้องการ เขาจะเล่าทุกอย่างให้ฟังเดี๋ยวนี้
“ไมล์”
“พี่วีร์ครับ”
“กูเข้ามาขัดจังหวะหรือเปล่าวะ?”
ทั้งสามเสียงนั้นถูกเอ่ยขึ้นมาพร้อมกัน แต่ดูเหมือนว่าเสียงของชานนท์จะดังที่สุด และหยุดทุกอย่าง มันทำให้ทั้งวีรพัทธ์และสหัสสะหันมาสนใจมากกว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังจะพูด หรืออาจเพราะกลัวคำตอบที่จะได้รับ ทั้งสองจึงพร้อมใจที่จะปล่อยผ่าน
“เปล่านี่” วีรพัทธ์ยักไหล่ให้เพื่อนหนึ่งที พร้อมกับถอยเท้าไปด้านหลัง “มาแต่เช้าเชียวนะมึง”
“สวัสดีครับพี่นนท์” สหัสสะเองก็รีบยิ้มกว้าง ทักทายรุ่นพี่ด้วยน้ำเสียงสดใส
“หน้าตาสดใสเชียวนะ มีอะไรดี ๆ เหรอ” ชานนท์ที่เห็นท่าทีของทั้งสองเมื่อครู่จึงอดแซวไม่ได้ คิดด่าตัวเองในใจว่าไม่น่าพรวดพราดเข้ามาเลย แต่ทำไงได้ก็เขาเข้ามาแล้วนี่นา
“ก็หายดีแล้วไงครับ” สหัสสะยังคงรอยยิ้มไว้เต็มหน้า แววตาสุกใสราวกับไม่ใช่คนที่เป็นเหยื่ออารมณ์ของวีรพัทธ์เมื่อคืนก่อน แถมสายตาที่มองคนกระทำเมื่อครู่ก็ตอกย้ำว่าสหัสสะไม่เคยไม่รักวีรพัทธ์เลย
“เฮ้อ!” คนมาใหม่ถอนหายใจเฮือกใหญ่คล้ายโล่งใจที่หนุ่มรุ่นน้องหายดีและดูจะไม่ติดใจเอาความ แต่มันก็มีความหนักใจเจืออยู่ด้วย เพราะเมื่อลอบมองอาการของเพื่อนรัก ดูวีรพัทธ์จะกำลังสับสนอยู่มาก คงทั้งรักทั้งแค้นจนแยกไม่ออกอยู่กระมัง “เห็นแบบนี้พี่ก็ดีใจ” ชานนท์เหล่มองเพื่อนรัก “หวังว่าคงไม่มีเรื่องอะไรแบบนั้นเกิดขึ้นอีกนะ”
“ต่อไปผมจะระวังครับ จะได้ไม่ลื่นล้มในห้องน้ำอีก”
“นี่จะบอกพี่ว่าที่เจ็บขนาดนั้นเพราะลื่นล้มในห้องน้ำอย่างนั้นเหรอ” ชานนท์เลิกคิ้วถามคนพูดปดตาใส
“ก็… ครับ” ตอบรับแต่กลับหลบสายตา แม้จะรู้ว่าชานนท์ไม่เชื่อ แต่สหัสสะก็ยังยืนยัน “คืนนั้นผมรีบ ๆ จนลืมกินข้าวเย็นน่ะครับ ก็เลยหน้ามืดนิดหน่อย”
“เอาเถอะ ๆ วันหลังก็กินข้าวให้ตรงเวลาล่ะ กินให้มันเยอะ ๆ ด้วย พี่เป็นห่วง”
เมื่อชานนท์แสดงความห่วงใยคนป่วยจนออกนอกหน้า ก็เริ่มมีเสียงกระแอมกระไอออกมาจากคนที่ยืนกอดอกมองอยู่ห่าง ๆ
“อะไรติดคอ ให้หมอดูหน่อยมั้ย” ชานนท์หันไปถามเพื่อนด้วยท่าทางกวน ๆ พร้อมกับขยับเข้าไปใกล้สหัสสะเพื่อกระตุ้นต่อมหึงหวงของวีรพัทธ์
“ว่างมากเหรอ ไม่มีงานทำหรือไง” แม้จะรู้ดีว่าชานนท์ไม่ได้คิดเกินเลยกับสหัสสะเกินกว่ารุ่นน้องคนหนึ่ง แต่วีรพัทธ์ก็อดรู้สึกแปลก ๆ ไม่ได้ที่ทั้งสองใกล้ชิดสนิทสนมกันมากขนาดนั้น และดูมันจะมากขึ้นทุกวันตั้งแต่ที่เขาเริ่มเอาคืนสหัสสะ ยิ่งยามที่ผิวขาว ๆ บนร่างเล็กนั่นปรากฏรอยแม้เพียงเล็กน้อย ชานนท์ก็มักจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ “มายุ่งกับเมียชาวบ้านอยู่ได้” ประโยคสุดท้ายวีรพัทธ์กดเสียงต่ำลอดไรฟันขณะก้าวเท้าเข้ามาใกล้แล้วกระแทกไหล่ใส่ชานนท์ ตั้งใจให้เพื่อนได้ยินแค่คนเดียว
“ว่าไงนะ ใครเมียใครนะ” แต่มนุษย์ MC อย่างชานนท์ที่ปกติชอบส่งเสียงดังอยู่แล้ว มีหรือที่จะได้ยินแล้วเงียบ ต้องบอกให้โลกรู้สิถึงจะถูก
นั่นทำคนเพิ่งหายเจ็บหมาด ๆ ที่นั่งอยู่บนเตียงคนไข้เงยหน้าขึ้นมามองหน้าชานนท์สลับกับวีรพัทธ์ทันที
“เมียมึงน่ะ ไม่ว่าหรือไง” วีรพัทธ์กลบเกลื่อนด้วยการอ้างว่าเขาหมายถึงคนรักของชานนท์
“ว่าอะไรล่ะ นี่ปลุกกูขึ้นมาตั้งแต่ไก่โห่ บอกให้รีบมาดูไมล์ เอิงคงกลัวว่ามึงจะทำอะไรไมล์ละมั้ง” แม้จะรู้ดีว่าในทีแรกวีรพัทธ์จะไม่ได้หมายถึงคนรักของตน แต่ชานนท์ก็รับลูก และขอจิกกัดสักนิดหน่อย
“มึงเล่าให้เอิงฟังเหรอ”
