บทที่ 3 หึง
“แล้วมึงเสือกอะไรด้วย!”
น้ำเสียงขุ่นมัวดังขึ้นด้านหลังของชานนท์ ไม่ต้องหันกลับไปมองก็รู้ว่าเจ้าของเสียงคุ้นหูคนนั้นเป็นใคร “ไอ้หมาบ้า!” ชานนท์หันไปด่าอย่างไม่ไว้หน้า ไม่สนว่าคนตรงหน้าจะเป็นนักแสดงผู้โด่งดัง เพราะทั้งสองเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย และชานนท์ก็อยู่ในทุกโมเมนต์ของคนเป็นเพื่อน รวมทั้งชายหนุ่มรุ่นน้องที่เขาทั้งเอ็นดูทั้งสงสาร “เมื่อไรมึงจะเลิกกัด…” ชานนท์เพิ่งนึกได้ว่าตัวเองอยู่ในงานอีเวนต์ มีทั้งทีมงาน เจ้าของแบรนด์และแฟนคลับมากมายรุมล้อมอยู่ด้านหน้า เขาจึงลดเสียงลงไม่ให้ดังจนคนอื่นได้ยิน “…น้องมันสักที” ท้ายประโยคชานนท์เหลือบมองไปทางสหัสสะ
“แล้วมึงเดือดร้อนอะไรด้วย เจ้าตัวเขายังไม่เคยว่าอะไรเลย กูได้ยินแต่เสียงคราง”
น้ำเสียงนั้นฟังดูเยาะหยันจนคนฟังรู้สึกได้ ชานนท์นั้นรู้สึกหมั่นไส้เพราะรู้จักนิสัยเพื่อนรักดี แม้วีรพัทธ์จะปากหมา แต่ที่ยืนด่าเขาอยู่นี่ก็เพราะหวง ส่วนอีกคนที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ยืนกำหมัดแน่น ความโกรธ ความน้อยใจ เริ่มตีตื้นขึ้นมาเป็นระลอก คงเกลียดเขามากสินะ เมื่อครู่ก็จะขับรถชน ตอนนี้ก็ยังจะพูดให้อายอีก
“ปากมึงเนี่ยนะ” ชานนท์ได้แต่กัดฟันกรอด อยากจะต่อยหน้าหล่อ ๆ นั่นสักหมัด แต่เพราะเป็นเพื่อนรักและเข้าใจในบางมุมแม้จะไม่ทั้งหมด เขาจึงทำไม่ลง “ไปแต่งหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้วไป งานใกล้จะเริ่มแล้ว”
พูดจบชานนท์ก็ผละออกไปคุยกับทีมงาน เพราะเขารับหน้าที่เป็นพิธีกรจึงต้องเปิดงานก่อน ส่วนวีรพัทธ์ยังไม่ถึงคิว มีเวลาให้แต่งหน้า เปลี่ยนเสื้อผ้าและอ่านสคริปต์อีกครั้ง
พอเพื่อนรักให้หลังวีรพัทธ์ก็ตวัดสายตาใส่สหัสสะอย่างไม่พอใจ เขาก้าวยาว ๆ เข้าไปหา แล้วคว้าร่างเล็กกว่าเข้าไปด้านใน เต็นท์กระโจมที่เตรียมไว้สำหรับให้เปลี่ยนเสื้อผ้าถูกใช้เป็นห้องเชือดในทันที
“ทำไม ไปฟ้องอะไรไอ้นนท์อีก คิดว่ามันจะช่วยอะไรได้งั้นเหรอ ฮะ!?”
ฝ่ามือหนาบีบรอบลำคอขาวอีกครั้งซ้ำรอยเดิมที่ยังไม่หายช้ำ ทำให้ใบหน้าหวานนัยน์ตาเศร้าของเจ้าของมันตื่นตระหนก ทั้งตกใจทั้งน้อยใจในการกระทำของรุ่นพี่ที่สถานะตอนนี้ระหว่างกันมันเปลี่ยนไปแล้ว จากคนเคยรักกลายเป็นเกลียดชัง หาเรื่องทำร้ายกันอยู่ร่ำไป
“เปล่านะครับ”
สหัสสะปฏิเสธพร้อมกับความรู้สึกร้อนผ่าวตรงกระบอกตา ดวงตาเศร้ามองคนตรงหน้าอย่างตัดพ้อและเหนื่อยที่จะอธิบาย เพราะไม่ว่าจะพูดอย่างไร วีรพัทธ์ก็ไม่เคยฟัง
“ยังมีหน้ามาปฏิเสธทั้ง ๆ ที่ก็เห็นกันอยู่ นายนี่มันไว้ใจไม่ได้ เชื่อใจไม่เคยได้ ไม่เคยเลย”
ไม่เพียงแต่คนถูกกระทำอย่างสหัสสะที่มองหน้าคนทำอย่างเจ็บปวด ทุกครั้งที่ผิวขาว ๆ ของคนตรงหน้ามีร่องรอยบอบช้ำจากน้ำมือ ริมฝีปาก หรือร่องรอยจากคมฟันของคนที่เป็นฝ่ายกระทำอย่างเขา วีรพัทธ์เองก็เจ็บปวดเช่นกัน แต่กระนั้นมันก็ไม่ถึงเศษเสี้ยวของสิ่งที่เขาเคยได้รับจากสหัสสะเมื่อสามปีก่อน
ชายหนุ่มกัดฟันกรอด ก่อนจะเมินสายตาตัดพ้อของอีกฝ่ายด้วยการกดใบหน้าเข้าไปหา บดขยี้ริมฝีปากสีเรื่ออย่างรุนแรงจนสัมผัสได้ถึงรสปร่าของเลือดที่ซึมออกมา
สหัสสะไม่ร้องสักแอะ ไม่ต่อว่า ไม่ต่อต้าน เขายอมจำนนเพราะรู้ดีว่ามันเป็นหนทางเดียวที่วีรพัทธ์จะได้สติคืนมา และรู้ว่าหน้าที่ของตัวเองในตอนนี้คืออะไร
“น้องวีร์อยู่ในนี้หรือเปล่าคะ หยิบชุดเข้าไปผิดมั้ย หนูต้องใส่ชุดสีขาวนะลูก”
เสียงทีมงานสาวประเภทสองคนหนึ่งดังเข้ามา ทำให้วีรพัทธ์ผละใบหน้าออกมาจากสหัสสะ แล้วตอบรับออกไปอย่างพยายามจะทำให้น้ำเสียงเป็นปกติ
“ครับพี่ลูกน้ำ”
“พี่เข้าไปได้มั้ยคะ? โป๊อยู่หรือเปล่าเอ่ย” เสียงถามยังไม่ทันจบประโยค ซิปของเต็นท์กระโจมก็ถูกรูดลงมาพร้อมกับใบหน้าอวบอูมหลากสีสัน “อ้าว! น้องไมล์ก็อยู่ในนี้ด้วยเหรอคะ?” ลูกน้ำถามอย่างแปลกใจ ไม่คิดว่าผู้จัดการส่วนตัวของศิลปินจำเป็นจะต้องตามติดใกล้ชิดขนาดนี้
“กำลังจะออกไปแล้วครับ”
สหัสสะพยายามเม้มริมฝีปากที่รู้ดีว่าตอนนี้มันมีบาดแผล แล้วเดินเลี่ยงออกมาก่อนที่ลูกน้ำจะสงสัยไปมากกว่านี้
“มีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะน้องวีร์?”
วีรพัทธ์ที่กำลังมองตามแผ่นหลังบอบบางอย่างลืมตัว รีบหันมาปฏิเสธ “ไม่มีอะไรมากหรอกครับ เถียงกันเรื่องสีเสื้อนิดหน่อย”
“อ้อ” ลูกน้ำพยักหน้าหงึกหงัก พลางก็ลอบสำรวจการแต่งตัวมางานของวีรพัทธ์ ปกติศิลปินหนุ่มคนดังจะคุมโทนขาวดำ แต่วันนี้ใส่เสื้อสีส้มมางาน สงสัยว่าจะโดนผู้จัดการบังคับ แต่ที่น่าแปลกคือวีรพัทธ์เป็นฝ่ายยอมใส่เสื้อผ้าสีฉูดฉาดที่ตัวเองไม่เคยชอบเพราะสหัสสะงั้นเหรอ?
งานเปิดตัวสินค้าผ่านพ้นไปอย่างสนุกสนานเพราะพิธีกรกับศิลปินคนดังเป็นเพื่อนสนิทกัน ชานนท์ซึ่งเป็นคนที่ถนัดเรื่องสร้างบรรยากาศและเสียงหัวเราะมักมีมุกตลกให้งานมีสีสัน แม้วันนี้พิธีกรหนุ่มจะจิกกัดเพื่อนรักมากเป็นพิเศษเพราะเคืองเรื่องของสหัสสะ แต่ก็ไม่มีใครสงสัย ด้วยคิดว่าทั้งสองหยอกล้อกันเพราะความสนิทสนม
“มึงมีงานต่อหรือเปล่า?” หลังงานเลิกชานนท์ก็เดินเข้ามาถามเพื่อน
“มึงไม่ไปถามผู้จัดการกูล่ะ” แต่กลับถูกวีรพัทธ์ประชดใส่
แต่ชานนท์ก็ไม่วายดักคออย่างรู้ทัน “หึง?”
“หึงพ่อง!”
