บทที่ 5 เพราะรักหรือเปล่า
คนรักเก่า
“อาการมันเป็นยังไงไหนว่ามาซิ”
ชานนท์ชนแก้วเหล้าของตัวเองกับวีรพัทธ์ ก่อนจะเลื่อนมันมาไว้ตรงหน้าโดยที่ไม่ได้ดื่ม ในขณะที่เพื่อนรักสาดน้ำสีอำพันลงคอไปค่อนแก้ว และเพราะวีรพัทธ์ทำท่าจะดื่มหนักราวกับมีอะไรบางอย่างทับถมอยู่ในใจ ชานนท์จึงพยายามคาดคั้นให้เขาระบายมันออกมา
แต่วีรพัทธ์ที่มีสีหน้าครุ่นคิดกลับส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่มีอะไร”
“เอ้า! แล้วมึงลากกูมาทำไมเนี่ย แทนที่กูจะได้กลับไปนอนกอดเมีย แต่กูต้องมานั่งเฝ้ามึงแดกเหล้าเนี่ยนะ”
“เผื่อกูเมามึงจะได้พาไปส่งไง”
“นั่นมันหน้าที่ผู้จัดการมึงไม่ใช่เหรอไง?”
ทันทีที่ชานนท์พาดพิงถึงคนที่อยู่ในใจ วีรพัทธ์ก็ชะงักไปในทันที และแน่นอนว่าอาการแบบนั้นย่อมไม่หลุดรอดสายตาของ MC ฝีปากกล้าอย่างชานนท์ไปได้
“ถ้ามึงไม่มีอะไรเล่า งั้นกูขอถาม” ชานนท์จึงเริ่มเปิดฉาก “เรื่องมึงกับน้องไมล์ยังไงเนี่ย เคลียร์ใจกันหรือยัง?”
วีรพัทธ์หลุบตาลงมองแก้วเหล้าในมือที่เขาคลึงไปมา ก่อนจะตอบกลับ “ไม่มีอะไรต้องเคลียร์ ก็แค่ผู้จัดการชั่วคราว เดี๋ยวพี่เดียร์กลับมานายนั่นก็ไปแล้ว”
“นายนั่น?” ชานนท์กระตุกยิ้มมุมปากกับสรรพนามที่เพื่อนรักใช้เรียกหนุ่มรุ่นน้องอย่างสหัสสะหลังจากทั้งสองโคจรกลับมาพบกันอีกครั้งเมื่อสองเดือนก่อนในสถานะที่เปลี่ยนไป และเพราะการจากกันในครั้งนั้นสร้างบาดแผลไว้ให้วีรพัทธ์จนชายหนุ่มกลายเป็นผู้ชายอีกคนที่เพื่อนสนิทอย่างเขาแทบไม่รู้จัก ที่เคยใช้คำว่า ‘ที่รัก’ กับรุ่นน้องบัดนี้จึงแปรเปลี่ยน แม้แต่ชื่อวีรพัทธ์ก็ยังไม่อยากเอ่ยถึง
“ไมล์… ออกเสียงแบบนี้” ชานนท์แกล้งแหย่โดยการเรียกชื่อเล่นของสหัสสะให้วีรพัทธ์เรียกตาม
ดาราหนุ่มตาขวางขึ้นมาทันที ก่อนที่จะยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มทีเดียวจนหมด แล้วเลื่อนแก้วแรง ๆ ไปตรงหน้าเพื่อนพร้อมกับพเยิดหน้าให้จัดการ
“นอกจากลากกูมานั่งเฝ้า แล้วกูยังต้องชงเหล้าให้มึงด้วย?”
ชานนท์เลิกคิ้วถาม แต่ก็ยอมทำให้ เขาชงเหล้าไปพลางก็ลอบมองใบหน้าหมองของวีรพัทธ์อย่างเป็นห่วง เขาเคยคิดว่าการที่สหัสสะกลับเข้ามาในชีวิตวีรพัทธ์อีกครั้งจะทำให้ทั้งสองได้ปรับความเข้าใจกัน แต่ดูเหมือนว่าเขาจะคิดผิด เพราะยิ่งนานวันทุกอย่างก็ดูจะแย่ลงไปทุกที
และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าคนที่ทำให้ทุกอย่างมันแย่ก็เพื่อนรักของเขานี่แหละ วีรพัทธ์คอยแต่จะหาเรื่องสหัสสะตลอดเวลา ไม่ถาม ไม่ฟัง และไม่พยายามที่จะทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ยอมลืมความเจ็บปวดในอดีต จ้องจะเอาคืนทุกวิถีทางด้วยการทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจของสหัสสะ แต่ที่น่าแปลกก็คือ…
สหัสสะยินยอมและปกป้องเพื่อนของเขาทุกครั้งที่ถูกคาดคั้น หลายครั้งหลายคราที่ชานนท์พบร่องรอยการถูกทำร้ายตามร่างกาย แม้ไม่ใช่แผลใหญ่มากมาย แต่ผิวขาว ๆ นั่นก็ช้ำเป็นรอย ขอบตาคล้ำ บางครั้งตาก็เหลือง แต่สหัสสะก็ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นอะไร
จะมีเหตุผลอะไรที่คนเราจะปกป้องคนที่ทำร้ายเราถ้าไม่ใช่เพราะความรัก เรื่องนั้นชานนท์พอจะเดาได้ แต่ที่เขาเดาไม่ออกและคิดไม่ตกก็คือสิ่งที่รุ่นน้องทำลงไปเมื่อสามปีก่อน ขนาดตัวเขาที่เป็นแค่รุ่นพี่ที่เอ็นดูยังตกใจ แล้วคนที่เป็นคนรักอย่างวีรพัทธ์จะไม่หัวใจสลายได้อย่างไรกัน
แต่มาวันนี้ดูเหมือนว่าสหัสสะจะยอมจำนนทุกอย่าง ก้มหน้ารับในสิ่งที่วีรพัทธ์ทำโดยที่ไม่ปริปากว่าอะไร รวมถึงไม่แก้ตัวหรืออธิบายเหตุผล แม้ว่าตัวเขาเองจะเคยถามอยู่หลายครั้ง แต่สหัสสะก็ยังยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องจริง วันนี้เขาไม่ได้กลับมาเพื่อขอโอกาส เขาเพียงแต่ต้องการทำหน้าที่ของตัวเองเท่านั้น และเมื่อหมดสัญญาชายหนุ่มรุ่นน้องก็จะออกไปจากชีวิตของวีรพัทธ์… หรือนี่อาจเป็นสิ่งที่เพื่อนของเขากำลังกลัว
ชานนท์จับจ้องไปที่ดวงตาเศร้าของเพื่อนรัก “มึงไม่อยากให้ไมล์ออกไปจากชีวิตมึงใช่มั้ย?” เขาถามราวกับไปนั่งอยู่กลางใจของวีรพัทธ์ เล่นเอาเจ้าของแววตาเศร้าวูบไหวขึ้นมาในทันที “ถ้าต้องการแบบนั้นมึงก็ควรทำดีกับน้องมันให้มาก ๆ” ชานนท์แนะนำอย่างจริงใจ
“ทำไมกูต้องทำดีกับคนที่เคยทำเหี้ย ๆ กับกู?”
“เพราะมึงรักเขาไง” ชานนท์สวนกลับเพื่อหวังให้เพื่อนรักยอมรับความจริง “ถ้ามันหาเหตุผลไม่ได้หรือว่ามึงไม่อยากฟัง มึงก็ลืมมันแล้วเริ่มต้นใหม่ดีมั้ย กูดูออกว่าไมล์ยังรักมึงมาก แล้วมึงเองก็…”
ชานนท์ยังพูดไม่จบ วีรพัทธ์ก็สวนกลับ “เกลียด!” แล้วน้ำเสียงกดต่ำก็หลุดลอดไรฟันออกมาช้า ๆ “ความรู้สึกเดียวที่กูเหลืออยู่คือความเกลียด”
แล้ววีรพัทธ์ก็แย่งแก้วเหล้าที่ชานนท์ยังไม่ได้เติมมิกเซอร์มาดื่มอั้ก ๆ ราวกับคิดว่ามันจะช่วยลืมความเจ็บช้ำและเยียวยาบาดแผลในใจได้ แต่ทว่า… เขาเคยทำแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน ดื่มจนเมามาย แต่สุดท้ายเมื่อตื่นขึ้นมาเขาก็รับรู้ได้ว่าเขายังเจ็บอยู่ เจ็บมาตลอดระยะเวลาสามปี และราวกับถูกขยี้ลงที่เดิมซ้ำ ๆ หลังจากได้พบว่าสหัสสะเข้ามารับหน้าที่ดูแลเขาแทนดาวิกาเป็นเวลาสามเดือน
