บทที่ 7 ภาวะอันตราย

วีรพัทธ์ลากสหัสสะมาจนถึงรถยนต์ของตัวเองที่จอดอยู่ด้านหน้าผับแห่งนั้น ก่อนจะจับคนตัวเล็กกว่ายัดเข้าไปในรถอย่างไม่คิดจะปรานี

“ไอ้วีร์ ไหนมึงว่าจะให้กูไปส่งไง” ชานนท์รีบยื้อแขนเพื่อนไว้เพราะกลัวว่าวีรพัทธ์จะทำรุนแรงกับสหัสสะในขณะที่ยังอารมณ์ร้อนอยู่

“ก็มึงบอกว่าเป็นหน้าที่ของผู้จัดการของกูไม่ใช่เหรอ?” วีรพัทธ์สะบัดแขนออกจากการเหนี่ยวรั้งของเพื่อน แล้วก้าวขึ้นไปนั่งยังฝั่งคนขับ

“มึงต้องรับปากกูก่อนว่าจะไม่ทำอะไรไมล์” ประตูรถไม่สามารถปิดลงได้เพราะชานนท์ดึงไว้พร้อมกับบังคับให้เพื่อนรับปาก แม้ชานนท์จะรู้ว่าวีรพัทธ์ยังรักสหัสสะมาก แต่เขาก็ไม่ไว้ใจอีกฝ่ายที่อยู่ในสภาวะอารมณ์หึงหวงและเมามากแบบนี้

“กูทำแน่”

แต่แทนที่วีร์พัทธ์จะรับปากว่าไม่ทำร้าย เขากลับยืนยันว่าจะเอาให้ตาย ก่อนจะใช้จังหวะที่ชานนท์กำลังตกใจดึงประตูรถปิดลง แล้วกระชากเกียร์เหยียบคันเร่งออกไปอย่างรวดเร็ว

“ไอ้เหี้ยวีร์!” ชานนท์สบถเสียงดังอย่างตกใจพร้อมกับมองตามท้ายรถเพื่อนอย่างเป็นห่วงสหัสสะว่าจะรับอารมณ์ของวีรพัทธ์ไม่ไหว เขาจึงตัดสินใจวิ่งไปขึ้นรถของตัวเอง แล้วขับตามไปในทันที

ภายในรถ Porsche สีขาว สหัสสะนั่งตัวลีบติดกับประตูอีกด้านอย่างระวังตัว เขารู้ดีว่าวีรพัทธ์กำลังโกรธจัด แต่สาเหตุมาจากอะไรกลับไม่กล้าเดา

เพราะเขาไปปรากฏตัวที่นั่น หรือเพราะเขาคุยกับรุ่นพี่ที่เคยไม่ถูกกันกับวีรพัทธ์มาก่อน หรือเพราะ… สหัสสะไม่กล้าคิดว่าเป็นเพราะวีรพัทธ์หึงหวง เพราะตลอดเวลาสองเดือนที่อยู่ด้วยกันมันมีแต่ความเกลียดชัง ทั้งสายตาที่วีรพัทธ์มองเขา ทั้งคำพูด ทั้งการกระทำ ไม่มีตรงไหนที่จะบอกว่าอีกฝ่ายยังเหลือเยื่อใย และเขาเองก็ไม่เคยคิดจะหวัง

หลังจากที่ออกมาจากผับวีรพัทธ์ก็ไม่พูดอะไรอีก เขาเหยียบคันเร่งราวกับจะเหาะไปให้ถึงคอนโดไว ๆ ใบหน้าหล่อบึ้งตึงตั้งตรงมองไปบนถนนเบื้องหน้า สายตาคมแข็งกร้าวแทบไม่กะพริบ ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเป็นระยะราวกับกำลังพยายามจะสะกดกลั้นความโกรธ ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง แม้ว่าที่หน้าจอโทรศัพท์มือถือจะส่งเสียงดังเพราะสายเรียกเข้าจากชานนท์ วีรพัทธ์ก็ไม่คิดจะรับ จนสหัสสะตัดสินใจเอื้อมมือไปหยิบมารับสายเสียเอง

“ครับพี่นนท์”

[ไมล์ เป็นอะไรหรือเปล่า]

“ไม่ครับ ไมล์ไม่เป็นไรครับ” สหัสสะพยายามทำเสียงใสเพื่อให้ชานนท์สบายใจ ในขณะที่วีรพัทธ์ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งไม่สบอารมณ์ เขาจึงกดเท้าเหยียบคันเร่งจนมิด

[บอกไอ้วีร์ว่าให้ลดความเร็วลงเพราะข้างหน้ามีตำรวจตั้งด่าน]

“ครับ”

[แล้วอีกอย่างมันก็ดื่มไปเยอะ พี่ว่าจอดก่อนดีกว่า ถ้าถูกเรียกเป่าแอลกอฮอล์จะเป็นเรื่องใหญ่]

สหัสสะหันขวับไปมองใบหน้าแดงก่ำของวีรพัทธ์ในทันที ที่เข้าใจว่าหน้าแดงเพราะโกรธจัดอาจเป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่คงผสมกับอาการเมาด้วย

“ขอบคุณครับ แค่นี้ก่อนนะครับพี่นนท์” ทันทีที่วางสาย สหัสสะก็รีบบอกวีรพัทธ์ “พี่นนท์บอกว่าข้างหน้ามีด่าน ผมว่าคุณวีร์จอดรถก่อนเถอะครับ ถ้าถูกเรียกเป่าแอลกอฮอล์จะเป็นข่าวนะครับ”

“ช่างแม่งปะไร!” นั่นเป็นวลีแรกที่วีรพัทธ์พ่นออกมาหลังจากที่ขึ้นมานั่งอยู่หลังพวงมาลัย

“ไม่ได้นะครับ” สหัสสะกึ่งห้ามกึ่งขอร้อง “คดีเมาแล้วขับมันเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดีสำหรับศิลปินนักแสดง อนาคตในวงการจะไม่เป็นไปอย่างที่คุณเคยฝันนะครับ โดยเฉพาะกับคอนเสิร์ตที่กำลังจะเกิดขึ้นเดือนหน้า”

ทันทีที่สหัสสะใช้ความฝันของวีรพัทธ์มาเป็นข้อต่อรอง เขาก็ตบไฟเลี้ยวแล้วหักพวงมาลัยเข้าข้างทางทันที ไม่ใช่เพราะกลัวไม่มีอนาคตในวงการบันเทิง แต่เป็นเพราะคนที่เอามันมาอ้างเคยวาดฝันไว้ด้วยกันแต่กลับทิ้งเขาไว้กลางทางเพียงลำพัง

“นายกล้าพูดได้ยังไงในเมื่อนาย…” เขาอยากจะด่าว่าสหัสสะที่เป็นคนทิ้งมันไป และเขาเองไม่เหลือใจจะเดินต่อ แต่เพราะสหัสสะนั่นแหละที่เข้ามาเจ้ากี้เจ้าการสานต่อทุกอย่างเพียงเพราะต้องการเงิน!

แต่เพราะแววจริงใจในดวงตาคู่เศร้าที่มองสบมาพร้อมกับน้ำตาที่เอ่อคลอทำให้วีรพัทธ์กลืนคำพูดเหล่านั้นไป เพราะไม่มีประโยชน์อะไรที่จะรื้อฟื้น เมื่อสหัสสะกลับเข้ามาเพราะต้องการเพียงแค่เงิน เขาก็จะทำให้ แต่จะต้องแลกกับอะไรก็ตามแต่ที่เขาต้องการ

วีรพัทธ์เอื้อมมือไปกระชากร่างเล็กกว่าเข้ามาหาตัว ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ “ถ้าไม่อยากให้ฉันโดนจับ ก็มาขับ” เขายื่นข้อเสนอแกมบังคับ

สหัสสะเมินใบหน้าหลบสายตาแข็งกร้าวที่กำลังจับจ้อง ก่อนจะรับคำเพราะคิดว่ามันเป็นหนทางที่ดีที่สุด “ปล่อยก่อนสิครับ ผมจะลงไปสลับที่”

“ไม่ต้องลง”

วีรพัทธ์ดึงตัวสหัสสะข้ามคอนโซลกลางมายังเบาะคนขับโดยที่เขายังนั่งอยู่ตรงนั้น ก่อนจะดึงเบาะให้ถอยไปด้านหลังแล้วตัวเองก็ถอยตามไป โดยมีคนตัวเล็กกว่านั่งอยู่ในหว่างขา

“ทำแบบนี้ไม่ได้นะครับ”

“ใครบอกว่าไม่ได้ ตำรวจหรือนาย ถ้าเป็นนาย ไม่มีอะไรที่ฉันต้องการแล้วไม่ได้หรอกนะ”

“ถ้าตำรวจเรียกตรวจแล้วเห็นเรานั่งแบบนี้ มีหวังโดนอีกคดี”

“คดีอะไร?”

“อนาจารมั้งครับ” สหัสสะประชดอย่างเหลืออด แม้วีรพัทธ์จะไม่ได้คุกคามหรือมีทีท่าจะทำเรื่องอย่างว่า แต่การนั่งขับรถในท่านี้มันก็หมิ่นเหม่เกินไป

“มีกฎหมายข้อไหนห้ามไม่ให้นั่งแบบนี้งั้นเหรอ ก็ลองดูสิว่าตำรวจจะจับมั้ย ในเมื่อฉันดื่มไม่ขับ ส่วนนายเป็นคนขับแต่ไม่ได้ดื่ม”

ดูเหมือนว่าการที่สหัสสะมานั่งอยู่ในหว่างขา การที่เขาได้สัมผัสร่างนุ่มนิ่มแนบชิดแผ่นหลังแล้วจะทำให้อารมณ์โกรธของวีรพัทธ์ลดลง เหลือเพียงความกวนโทสะให้สหัสสะอึดอัดใจเท่านั้น แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จึงจำใจต้องออกรถไปในท่านั้น

สหัสสะเข้าเกียร์และเหยียบคันเร่งอย่างช้า ๆ เพราะห่างหายจากการนั่งหลังพวงมาลัยรถคันหรูมาเสียนาน ก็ตั้งแต่เมื่อสามปีก่อนนั่นแหละ

แสงไฟจากสองข้างทางในเวลาห้าทุ่มสาดเข้ามากระทบสายตาพร้อมภาพความหลังไหลผ่านเข้ามาเป็นฉาก ๆ ภาพในวันที่ความรักกำลังผลิบาน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป