บทที่ 4 คุณรักไม่เคยเหรอคะ
"คุณรักไม่เคยทำมาก่อนเหรอ"
สิ้นคำถามนั้นเด็กสาวเจ้าของชื่อก็ถึงกับนิ่งไป ร่างขาวถดกายขึ้นมานั่งกอดเนื้อตัวเปลือยเปล่าของตัวเองเอาไว้ ก่อนจะพยักหน้าแทนการตอบคำถามของเขา
“เชี่ย…”
ด้านพยัคฆ์เมื่อเห็นเธอตอบรับแบบนั้นก็พลันเงียบ เขาได้คำตอบของคำถามในหัวหมดทุกสิ่งว่าทำไมเพื่อนของเธอถึงต้องให้ทิโมธีมาแนะนำกับเขา
ตอนแรกที่คุณนภาบอกว่าใหม่แกะกล่องก็คิดว่าแค่ไม่เคยทำงานอย่างว่ามาก่อน ที่ไหนได้...ไม่เคยเลยสักอย่างนี่เอง
“คุณรัก โอเคไหมคะ" รู้แบบนั้นน้ำเสียงที่นุ่มนวลอยู่แล้วก็ยิ่งนุ่มมากขึ้นกว่าเดิม คำลงท้ายก็เปลี่ยนไปจนตอนนี้ขัดกับรูปร่างหน้าตาของเขาอย่างสิ้นเชิง แต่พยัคฆ์ไม่ได้ใส่ใจอีกต่อไป
เพราะสิ่งเดียวที่เขาสนคือคนตรงหน้า
“โอเคค่ะ”
"เงยหน้ามองผมหน่อยสิ" ว่าพลางเขาก็ถอดเสื้อสูทคลุมตัวของเธอเอาไว้ ปลายนิ้วเรียวยื่นไปเชยคางสวยขึ้นให้สบตากัน ในสภาวะแสงน้อยแบบนี้เขาเห็นแววตื่นกลัวได้อย่างชัดเจน
“หนูโอเคจริง ๆ นะคะ” แต่ถึงอย่างนั้นแม่คนนี้ก็ดูจะสู้ไม่ถอยเลยสักนิด
“แน่ใจเหรอ”
“แน่ใจค่ะ หนูทำต่อได้ถ้าคุณเสือต้องการ” น่าสนใจดี
“เพื่อนหนูบอกเพื่อนผมว่า หนูกำลังจำเป็นต้องใช้เงิน”
“ใช่ค่ะ”
“ผมจะไม่ถามเรื่องส่วนตัวหนูหรอกนะ ไม่ต้องกังวล แค่จะบอกว่าถ้าเราไปต่อกัน ผมจะให้ค่าพรหมจรรย์เพิ่มอีกสองเท่า ถือว่าทดแทนสิ่งที่คุณรักต้องเสียไป”
ข้อเสนอของเขาทำเอาสุดที่รักถึงกับตาโต เพราะเงินที่ตกลงกับเจ๊นภาก็มากอยู่แล้ว หากเพิ่มอีกสองเท่าก็ยิ่งมากขึ้นอีก จนจ่ายค่ารักษาพยาบาลป้าแล้วก็น่าจะเงินเหลือจ่ายค่าเทอมด้วย
เธอได้ยินจากมีนาผู้เป็นเพื่อนสนิทมาเหมือนกันว่าเขาเงินถึง จ่ายไม่อั้นถ้าถูกใจ แต่ก็ไม่คิดว่าจะใจป้ำถึงขนาดนี้
“คุณเสือพูดจริงเหรอคะ” เธอถามเสียงสั่น ขนลุกเกรียวกับความรวยที่ตนจินตนาการไปไม่ถึง ไม่กล้าแม้จะแตะต้องเสื้อสูทราคาแพงที่อยู่บนตัวเขา พยัคฆ์ได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้า
“จริงค่ะ ผมไม่หลอกหนูหรอก” มือหนายื่นไปลูบบนเรือนผมสีดำขลับ แววตาดุดันอ่อนลงเปลี่ยนเป็นสายตาเอ็นดูยามที่มองเธอนั่งขดอยู่ในเสื้อสูทตัวใหญ่ของตนเหมือนลูกแมว
“แต่คงไม่ได้ทำที่นี่นะ ผมไม่ใจร้ายให้ครั้งแรกของหนูเกิดในที่แบบนี้หรอก ไปบ้านผมดีกว่า เดี๋ยวผมไปคุยกับคุณนภาให้”
“ค่ะ…” ถึงจะยังกลัวอยู่ลึก ๆ แต่สัมผัสนั้นและท่าทางที่แตกต่างจากที่ตัดสินเขาเอาไว้ในตอนแรกอย่างสิ้นเชิง ก็ทำให้สุดที่รักลอบพรูลมหายใจด้วยความโล่งอก
มาคิดอีกที เขาเองก็ต้องเป็นคนที่ไว้ใจได้ระดับหนึ่งถึงได้เป็นแขกประจำของแชงกรีล่าได้ และถ้าเป็นคนร้าย ๆ มีนาคงไม่มีวันกล้าติดต่อมาให้เธอแน่นอน
เอาเถอะ อย่างน้อยในชะตากรรมอันเลวร้ายของเธอมันก็ยังพอมีความโชคดีเหลืออยู่บ้าง ไม่ได้เลวร้ายไปทั้งหมด แค่นี้ก็ถือว่าดีแล้วล่ะ เธอไม่หวังอะไรมากนักหรอก
เคยมีคนบอกว่าไม่คาดหวังเท่ากับไม่ผิดหวัง แต่สำหรับสุดที่รัก การไม่คาดหวังอะไรของเธอกลับส่งผลไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะมันทำให้ลืมเตรียมใจว่าจะมาเจออะไรข้างหน้าไปสนิท
‘โห…นี่บ้านหรือวัง’
คำนี้เล่นวนซ้ำในหัวของเด็กสาวมาตั้งแต่ที่รถยุโรปคันหรูของเขาขับเข้ามาในรั้ว ภาพเบื้องหน้าคือคฤหาสน์หลังโตที่เคยเห็นแค่ในทีวี ในหนังในละคร
มันใหญ่โตอลังการมากกว่าที่เธอจินตนาการไปไกล
ยิ่งเข้ามาข้างในก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวของเธอมันเล็กกระจ้อยร่อย และยิ่งเล็กลงไปจนแทบจะเป็นเศษฝุ่นเมื่อได้เห็นบอดี้การ์ดยืนอยู่ที่หน้าประตู และประจำอยู่แทบทุกมุมของชั้นล่าง
แม้กระทั่งหน้าห้องนอนของเขาก็มีเหมือนกัน
"ตามสบายนะคะ" เสียงกระซิบเบา ๆ ข้างหูจากด้านหลังดึงเด็กสาวให้กลับมาสู่ปัจจุบัน ขณะที่บอกแบบนั้นแต่คุณพยัคฆ์กลับกระชับอ้อมกอดแน่นจนแผ่นหลังเล็กแนบไปกับหน้าท้องแกร่ง
จมูกโด่งซุกไซร้ซอกคอขาว มือไม้เองก็เลื้อยยุบยับจับแตะไปทั่ว จนเธอที่ยืนตะลึงมองห้องนอนที่กว้างเหมือนสนามฟุตบอลอยู่นั้นขนลุกซู่ เผลอย่นคอหนี
“คะ...คุณเสือคะ”
“คุณรักชื่อจริงว่าอะไรคะ” เขาถาม มือหนาซึ่งเดิมจับนั่นจับนี่อยู่วกไปด้านหลัง จัดการรูดซิปชุดเดรสของเธอลงช้า ๆ
น้ำเสียงนุ่มทุ้มชวนเข้าหา ขัดกับภาษากายที่กำลังรุกรานกันซึ่ง ๆ หน้าพาให้ลมหายใจของสุดที่รักสะดุดไป เธอกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก พยายามอย่างยิ่งที่จะตั้งสติ
รับปากเขาไปเสียดิบดี จะมาปอดแหกตอนนี้ไม่ได้
“ชื่อ...ชื่อ สุดที่รักค่ะ” และแม้จะรู้ดีว่าชื่อของตัวเองนั้นไม่ธรรมดาเสียเท่าไหร่ แม้แต่เพื่อนที่คบกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมอย่างมีนาก็ยังแปลกใจ แต่เธอก็ยังบอกเขาไปแบบชัดถ้อยชัดคำ
แน่นอนว่าชื่อของเธอทำให้เขาชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็แค่เล็กน้อยเท่านั้น
พยัคฆ์ทำการรูดซิปชุดของเธอต่อจนเสร็จ มือหนาค่อย ๆ ปลดชุดเดรสสีดำสนิทลงจากร่างบาง ตามด้วยชุดชั้นในของเธอในเวลาอันรวดเร็ว พริบตาเดียวทั้งร่างก็เปลือยเปล่าล่อนจ้อน
เส้นผมสีดำขลับดัดลอนคลายถูกเกี่ยวไปทัดกับใบหูเล็ก เขากดจูบลงบนขมับของเธอขณะที่เอ่ยเสียงค่อย
“หนูรู้แล้วว่าผมชื่ออะไร คงไม่ต้องแนะนำกันใหม่ แต่ผมไม่อยากให้หนูเรียกคุณเสือ ๆ เหมือนที่คนอื่นเขาเรียก”
“ละ แล้วจะให้หนูเรียกว่าอะไรเหรอคะ”
“เรียกเฮียสิ”
“...”
“เรียกเฮียเสือ”
“...”
“ไหนลองเรียกดู”
“ฮะ...เฮีย”
“เฮียอะไร แถวนี้มีหลายเฮียนะ”
“เฮียเสือ…”
“เก่งมาก”
มือหนากอบกุมหน้าอกนิ่มเอาไว้จนเต็มสองมือ ขณะที่ย่อตัวลงมาหอมมันเสียฟอดใหญ่ รอยยิ้มพอใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย ยิ่งประกอบไปด้วยรอยสักที่ลำคอเขาก็ยิ่งดูหล่อเหลือร้าย
มันทำให้เธอที่ยังเกร็ง ๆ อยู่บ้างรู้สึกผ่อนคลายลงได้อย่างน่าประหลาด บางครั้งสุดที่รักก็คิด หล่อขนาดนี้เขามาซื้อกินทำไม
“แล้วให้ผมเรียกหนูว่าอะไรดี”
“เรียกรักเฉย ๆ ก็ได้ค่ะ นั่นชื่อเล่นของหนู”
“คนอื่นเรียกหนูแบบนั้นเหรอคะ”
“ใช่ค่ะ”
“งั้นผมเรียกที่รักดีกว่า ผมไม่ชอบซ้ำรอยใคร”
“...”
จะบ้าตาย...
คนหล่อ ๆ อย่างเขาจำเป็นต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วยหรือไงกัน แค่หล่อและรวยขนาดนี้ก็คงมีผู้หญิงวิ่งตามเป็นพรวนแล้วนะ จำเป็นต้องเจ้าชู้ขนาดนี้เลยเหรอ
ไม่แปลกใจเลยทำไมเพื่อนเธอบอกว่าเขาเลี้ยงเด็กเอาไว้จนแทบเหยียบกันตาย เรื่องเงินก็ว่าเรื่องหนึ่ง แต่เรื่องเล่นกับใจเก่งนี้คงจะเป็นเรื่องหลัก
