บทที่ 1

หลังจากบทบรรเลงรักอันเร่าร้อนจบลงอีกครั้ง

อัญชลีสวมชุดนอนผ้าไหมบางเบา ผมยาวสลวยดุจสาหร่ายทะเลแผ่สยายอย่างไม่ตั้งใจ ใบหน้าขาวเนียนยังคงเจือสีแดงระเรื่อจากรสรัก

แม้จะเหนื่อยจนแทบยกนิ้วขึ้นไม่ไหว แต่เธอก็ไม่ลืมที่จะหันหลังให้หัวเตียง ยกเรียวขายาวพาดพิงผนัง โดยมีหมอนรองไว้ใต้สะโพก

นี่เป็นท่าที่เธอจำมาจากคำแนะนำของหมอ เพื่อช่วยให้ตั้งครรภ์ได้ง่ายขึ้น

เธอหลับตาลง พลางคำนวณวันไข่ตกในใจเงียบ ๆ

พวกเขาแต่งงานกันมาสามปีแล้ว ถึงเวลาที่ควรจะมีลูกสักที

ทางฝั่งตระกูลทับทองเร่งรัดเรื่องนี้มาก โดยเฉพาะคุณแม่สุชาดาที่ถึงขั้นตั้งเป้าหมายให้เธอว่า สิ้นปีนี้ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องมีข่าวดีให้ได้

ถิรอาบน้ำเสร็จเดินออกมาจากห้องน้ำ ภาพที่เห็นคือภรรยาในท่วงท่านั้น

เขาใช้ผ้าขนหนูเช็ดผมสั้นที่เปียกชื้น ใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปสลักดูมีมิติและลึกล้ำ สายตาเย็นชากวาดตามองอัญชลี

"คุณทำอะไรอยู่"

"ช่วยให้ท้องค่ะ"

อัญชลีลืมตาขึ้น สายตามองไปที่เขา

"เราแต่งงานกันมานานขนาดนี้แล้ว ควรจะขยับไปอีกขั้นได้แล้วนะคะ"

ก่อนที่จะได้พบกับถิร เธอเคยเป็นพวกที่ไม่นิยมการแต่งงานมาก่อน

แต่เมื่อถิร ชายหนุ่มรูปงามที่มีความสามารถและเปี่ยมด้วยเสน่ห์ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า

อัญชลีก็ไม่อาจห้ามใจไม่ให้หวั่นไหวได้

ถึงขนาดที่ยอมรับเงื่อนไขการแต่งงานแบบปกปิดสถานะของทั้งคู่ได้

ถิรแววตาเย็นเยียบ เขาเดินไปที่ลิ้นชักหัวเตียง หยิบขวดยาออกมาแล้วโยนให้อัญชลี

"ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา"

น้ำเสียงของเขาแข็งกระด้าง ราวกับกำลังออกคำสั่ง

อัญชลีจ้องมองเขาเขม็ง ขมวดคิ้วแล้วพูดขึ้น"นี่ไม่ใช่การตัดสินใจของฉันคนเดียวนะคะ แต่เป็นที่บ้านของคุณเร่งรัดมาด้วย คุณจะไปอธิบายกับพวกเขาเองไหมล่ะ"

สีหน้าของถิรเย็นชาลง "ไม่ต้องไปสนใจพวกเขา ผมไม่ต้องการให้ใครมายุ่งเรื่องของผม"

อัญชลีกำหมัดแน่นเงียบ ๆ

การคุมกำเนิดเป็นสิ่งที่พวกเขาทั้งสองรู้กันดีโดยไม่ต้องพูดออกมา

แต่นี่มันผ่านมาสามปีแล้ว ทำไมถึงยังไม่ได้อีก

อัญชลีลดขาลง มองหน้าเขาตรง ๆ"งั้นคุณบอกฉันมาสิว่าต้องรอไปถึงเมื่อไหร่คุณเกลียดเด็กขนาดนั้นเลยเหรอ"

หว่างคิ้วของถิรย่นเข้าหากัน แสดงความรำคาญออกมาจาง ๆ "ผมไม่ชอบ"

อัญชลีเม้มริมฝีปากแน่น

เธอเคยเห็นถิรอยู่กับหลานชายของเขาด้วยท่าทีอ่อนโยน

เขาอดทนเล่นเกมปัญญาอ่อนกับเด็ก ๆ ได้

ถิรไม่ได้เกลียดเด็ก แต่เขาแค่ไม่อยากมีลูกกับเธอต่างหาก

วินาทีที่ข้อเท็จจริงนี้ผุดขึ้นมา ก็คล้ายกับมีมีดที่มองไม่เห็นทิ่มแทงเข้าไปที่กลางอกของอัญชลี

จริง ๆ แล้วเธอก็รู้ดีอยู่แก่ใจ ว่าแม้จะอยู่ด้วยกันมานานหลายปี

เธอก็ไม่เคยเข้าไปนั่งในหัวใจของถิรได้เลย

ช่วงเวลาเดียวที่เขาจะอ่อนโยนกับเธอ ก็คงมีแค่ตอนอยู่บนเตียงเท่านั้น

ทั้งสองสบตากัน บรรยากาศตึงเครียดและน่าอึดอัด

สุดท้าย ก็เป็นอัญชลีที่ยอมถอย

ถิรมีนิสัยเผด็จการ สิ่งที่เขาเกลียดที่สุดคือการมีคนมาขัดใจเขา

เธอไม่อยากทำลายค่ำคืนที่เงียบสงบนี้

อัญชลีคว้าขวดยามา เทออกมาสองเม็ด แล้วกลืนลงคอพร้อมกับน้ำอุ่น

"ถึงเวลาคุณก็อย่าลืมไปอธิบายกับที่บ้านคุณด้วยแล้วกัน อย่าให้ฉันต้องมารับผิดชอบผลที่ตามมา"

ถิรปรายตามองเธออย่างไม่ใส่ใจ ไม่พูดอะไร แต่หันหลังเตรียมจะเดินออกจากห้องไป

อัญชลีมองตามแผ่นหลังของเขา แล้วถามด้วยความร้อนรน"คุณจะไปไหน"

"คืนนี้ผมจะนอนที่ห้องทำงาน"

ถิรตอบโดยไม่หันกลับมามอง

อัญชลีกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ

ทุกครั้งหลังจากเสร็จกิจ ถิรมักจะแยกไปนอนที่ห้องทำงานเสมอ

สามปีมานี้ พวกเขานอนบนเตียงเดียวกันจนถึงเช้านั้นสามารถนับนิ้วได้เลย

แววตาของอัญชลีปรากฏโทสะ

เธอเป็นตัวอะไร

เป็นแค่เครื่องมือระบายความใคร่ที่เรียกหาเมื่อไหร่ก็ได้งั้นเหรอ

ยังไม่ทันที่เธอจะเอ่ยปาก

เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อคลุมของถิรก็ดังขึ้น

เขารับสายทันที สีหน้าที่เคยเย็นชาพลันอ่อนลงทันตา

"เกิดอะไรขึ้น"

นั่นคือความอ่อนโยนที่อัญชลีไม่เคยได้รับ

และทำให้เธอรู้ได้ทันทีว่าเป็นใครที่โทรมา

ภนิตา

รักแรกของถิร

ทั้งสองรักกันมาสามปี แต่สุดท้ายต้องเลิกรากันเพราะเหตุผลทางครอบครัวและทัศนคติที่ไม่ตรงกัน

ภนิตาเลือกจะไปต่างประเทศ แต่เมื่อเดือนที่แล้ว

จู่ ๆ เธอก็กลับมา

และสายนี้ก็เป็นเธอที่โทรมาจริง ๆ

แม้ถิรจะไม่ได้เปิดลำโพง แต่อัญชลีก็ได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของผู้หญิงอย่างชัดเจน

"ถิรคะ ฉันเหมือนได้ยินเสียงกุกกักหน้าประตู ฉันอยู่คนเดียวกลัวมากเลยค่ะ คุณมาอยู่เป็นเพื่อนฉันหน่อยได้ไหม"

สีหน้าของถิรเคร่งเครียด เขาพูดปลอบโยนด้วยเสียงนุ่มนวล "คุณซ่อนตัวในห้องนะ ผมจะรีบขับรถไปหาเดี๋ยวนี้"

"ค่ะ"

สายถูกตัดไป

ถิรรีบร้อนคว้าเสื้อคลุมจะออกไปข้างนอก

ปกติเขาเป็นคนนิ่งเฉยไม่แสดงอารมณ์ มีเพียงเรื่องของภนิตาเท่านั้นที่ทำให้เขาร้อนรนได้ขนาดนี้

อัญชลีเข้าไปขวางหน้าเขา จ้องมองเขาเขม็ง"นี่มันตีสามแล้วนะคะ คุณไปหาเธอตอนนี้มันจะเหมาะสมเหรอ ต่อให้มีอันตราย ทำไมเธอไม่โทรแจ้งตำรวจ เธอไม่มีเพื่อนคนอื่นเลยหรือไง"

อัญชลีทนมามากพอแล้วจริง ๆ

ตั้งแต่ภนิตากลับมา ก็มักจะมีเรื่องสารพัดให้ถิรต้องไปจัดการ

ไม่ใช่วันนี้ท่อน้ำแตก ก็พรุ่งนี้มีดบาดนิ้ว หรือไม่ก็ฝันร้าย

มีข้ออ้างร้อยแปดพันเก้าที่จะโทรมาหาตอนดึกดื่น

ถิรที่แสนเย็นชากับเธอ กลับกลายเป็นผู้พิทักษ์ที่แสนใจดีและพร้อมให้บริการยี่สิบสี่ชั่วโมงเมื่ออยู่ต่อหน้าภนิตา

แววตาของถิรวาวโรจน์ด้วยความโกรธ เขาพูดเสียงแข็ง "คุณไม่ได้ยินหรือไงว่าเธออาจจะกำลังตกอยู่ในอันตราย"

"มีเรื่องก็ต้องเรียกตำรวจสิ จะมาเรียกหาคุณทำไม"

ไฟโทสะของอัญชลีลุกโชน

"คราวก่อนฉันไข้ขึ้นสูงนอนโรงพยาบาลสามวัน โทรหาคุณหวังให้คุณมาอยู่เป็นเพื่อน คุณบอกว่าอย่ามารบกวน แต่ตอนนี้ แค่เขาโทรมากลางดึกกริ๊งเดียว คุณกลับรีบร้อนจะไปหา คุณลืมไปแล้วหรือว่า ใครกันแน่ที่เป็นภรรยาของคุณ"

ยิ่งพูด อัญชลีก็ยิ่งรู้สึกคับแค้นใจ ความน้อยใจเอ่อล้นขึ้นมาในดวงตา

เธอเคยคิดว่าหลังแต่งงาน เธอจะพบที่พักพิงที่ปลอดภัย

แต่ดูเหมือนว่าพายุฝนโหมกระหน่ำทั้งหมด ล้วนเป็นเขาที่นำมา

ถิรจ้องเขม็งไปที่อัญชลีด้วยสายตาดุดัน

เขาตวาดเสียงดัง

"หลีกไป!"

"ไม่!"

อัญชลีจ้องเขาไม่วางตาพร้อมกับเอาตัวขวางประตูไว้

"ถ้าคุณอยากไปฉันก็จะให้คุณไปแต่ฉันจะไปกับคุณด้วย!"

สิ้นเสียงนั้น ถิรก็ผลักเธอออกอย่างแรงด้วยความรำคาญ

อัญชลีเซถลาจนเกือบจะชนกับผนังข้าง ๆ

พอเธอตั้งหลักยืนขึ้นมาได้ ในห้องก็ไม่มีเงาของถิรแล้ว มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ของรถที่ดังมาจากในสวน

ใบหน้าของอัญชลีซีดเผือด ร่างกายสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้

วินาทีนี้ เหมือนหน้าอกของเธอถูกเจาะเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ ลมหนาวพัดกรรโชกผ่านเข้าไปในใจกลางความรู้สึก

หลังจากตั้งสติได้ครู่หนึ่ง เธอก็คว้ากุญแจรถอีกคันขับตามออกไป

ที่พักปัจจุบันของภนิตาเป็นอสังหาริมทรัพย์ในชื่อของถิร

บ้านเดี่ยวทำเลทองบนที่ดินราคาสูง

การดูแลเอาใจใส่ทุกอย่าง คล้ายกับว่าถิรกำลังเลี้ยงดูมือที่สามเอาไว้ไม่มีผิด

อัญชลีเหยียบคันเร่งจนมิดตลอดทาง แต่ก็ไล่ตามถิรไม่ทัน

เธอนั่งอยู่ในรถ มองดูไฟบนชั้นสองที่สว่างขึ้น

แต่ไม่นานนัก ไฟทั้งหมดก็ดับลง

ถิรไม่ได้ออกมา

อัญชลีจำไม่ได้ว่าตัวเองกลับมาถึงบ้านได้อย่างไร

ในหัวของเธอว่างเปล่าและมึนงงไปหมด

เธอนั่งพิงโซฟาอย่างเหม่อลอย จู่ ๆ โทรศัพท์ก็มีเสียงแจ้งเตือนข้อความใหม่

แอคหลุมที่ไม่มีชื่อกดติดตามเธอ

เธอหยิบโทรศัพท์และกดเข้าไปดูในบัญชีนั้น ก็พบว่าอีกฝ่ายเพิ่งโพสต์สตอรี่เมื่อหนึ่งนาทีที่แล้ว

ในภาพคือผู้ชายสวมชุดลำลองกำลังง่วนอยู่ในครัว ส่วนมุมขวาล่างของภาพเป็นเรียวขาขาวของผู้หญิง

ภาพแอบถ่ายนี้ไม่ได้มีการปกปิดใด ๆ

คิ้วเข้มและดวงตาที่เคยเย็นชาของถิร ภายใต้แสงไฟสีนวลในห้องครัว กลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยน

การตกแต่งภายในห้องดูอบอุ่นและประณีต ราวกับเป็นรังรักของพวกเขา

อัญชลีหลับตาลงแน่น

จู่ ๆ เธอก็นึกถึงตอนที่เพิ่งแต่งงานกับถิรใหม่ ๆ เธอเคยซื้อตุ๊กตาน่ารัก ๆ และของตกแต่งบ้านมามากมาย หวังจะจัดบ้านให้อบอุ่น

แต่ถิรกลับบอกว่าเธอปัญญาอ่อน แล้วก็เอาตุ๊กตาที่เธอซื้อมาทิ้งไปทั้งหมด

หลังจากนั้นอัญชลีก็ไม่เคยซื้อของพวกนั้นอีกเลย บ้านหลังนี้เธออยู่มาสามปี แต่การตกแต่งยังคงเป็นโทนสีขาวดำเทา เหมือนบ้านของผู้ชายที่อยู่คนเดียว

ทุกสิ่งที่ถิรเกลียด กลับได้รับการยกเว้นเมื่ออยู่ต่อหน้าภนิตา

เมื่ออัญชลีลืมตาขึ้น แววตาของเธอก็ใสกระจ่าง

ถึงเวลาที่ต้องปล่อยมือแล้ว ทรายที่กำไว้ไม่อยู่ สู้โปรยมันทิ้งไปเสียดีกว่า

จนกระทั่งตีห้า

ถิรถึงกลับมา

เมื่อเห็นอัญชลีนั่งหน้าซีดอยู่บนโซฟา เขาก็ขมวดคิ้วทันที

"ตอนนี้ผมเหนื่อยมาก ไม่มีอารมณ์จะมาทะเลาะกับคุณนะ"

อัญชลีกดความขมขื่นไว้ในใจ มองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย

"พวกเราหย่ากันเถอะ"

บทถัดไป