บทที่ 2
นัยน์ตาของถิรแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาทันทีที่กลับมาถึงบ้าน
ความเฉยชาแสนเย็นยะเยือกที่แผ่รังสีออกมา นั้นดูจะเย็นเยียบกว่าอากาศด้านนอกหลายเท่า การแสดงออกแบบนั้นทำเอาอัญชลีถึงกับสั่นไหว ทว่าสุดท้ายก็ยังจ้องมองถิรกลับไปด้วยสายตาแน่วแน่
ถิรย้ำคำถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา "เอาสิ พูดมันออกมาอีกครั้ง"
อัญชลีจ้องมองถิรอย่างไม่ยอมละสายตา ก่อนพูดเน้นย้ำทีละคำด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่นชัดเจน "ฉันบอกว่าจะหย่า"
เธอเบื่อหน่ายชีวิตแบบนี้เต็มทีแล้ว
ตอนนี้เธอยังสาว ยังสวย ในอนาคต ใครเล่าจะรู้ว่าจะมีเรื่องดี ๆ รอเธออยู่อีกมากมาย
ทำไมเวลานี้ต้องกลายเป็นคนที่ถูกตราหน้าว่าทำลายความรักระหว่างถิรกับภนิตา
แววตาของถิรแสดงความเย้ยหยันอย่างไม่คิดปิดบัง ก่อนจะแกล้งพูดจาถากถางออกมาอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า
"นี่เหรอแผนใหม่ของเธอ"
ทั้งสายตาและน้ำเสียงของถิรนั้นแสนเย็นชา "ฉันไม่มีเวลาและความอดทนมากพอที่จะมาเล่นไปตามแผนของเธอหรอกนะ"
อัญชลีกำมือแน่นอย่างข่มอารมณ์โกรธ
ก่อนหน้านี้เธอเคยแสดงความไม่พอใจ เพราะถิรเอาแต่ใส่ใจภนิตา
แต่ทั้งหมดนั่นเป็นเพียงการแสดงเท่านั้น
ถิรไม่เคยสนใจความเจ็บปวดหรือการเรียกร้องความเห็นใจในแบบของเธอ เขาแค่มองเธอด้วยความรำคาญแล้วพูดจาตักเตือนเท่านั้น
แม้แต่ตอนที่เธอเอ่ยเรื่องสำคัญอย่างการหย่า ถิรยังกลับมองว่าเธอพูดไปเพียงเพราะต้องการเรียกร้องความสนใจเท่านั้น
อัญชลีสบตากับถิรอย่างไม่ไหวติง นัยน์ตาของเขามีเงาสะท้อนของเธอปรากฏอยู่อย่างชัดเจน
ทั้งซูบผอมและดูอิดโรยมาก ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนอายุยี่สิบกว่าเลยสักนิดเดียว
ถิรพูดต่อด้วยสายตาและน้ำเสียงเย้ยหยัน "อย่าลืมสิว่าการแต่งงานที่เกิดขึ้นระหว่างเรามีสัญญาระบุไว้อย่างชัดเจน ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เธอขอหย่ากับฉัน เธอจะไม่ได้เงินเลยแม้แต่บาทเดียว"
มุมปากของเขากระตุกขึ้นเล็กน้อย
"ตอนที่เธอแต่งงานกับฉัน ตระกูลศิริเอกกำลังอยู่ในวิกฤตการณ์ล้มละลายเป็นฉันที่ช่วยเข้ามาต่อลมหายใจให้กับตระกูลของเธอ ตอนนี้ตระกูลศิริเอกฟื้นตัวแล้ว เธอก็จะหย่ากับฉัน อัญชลี เธอไม่คิดว่าการกระทำของตัวเองมันดูน่ารังเกียจเหรอ"
อัญชลีจุกจนพูดอะไรไม่ออก
การแต่งงานครั้งนี้โดยพื้นฐานแล้วเป็นการแต่งงานเพื่อธุรกิจ
เมื่อปีที่ผ่านมา 'ทรงพล' ผู้เป็นพ่อแท้ ๆ ของเธอมีความเครียดสะสมเป็นอย่างมาก เนื่องจากบริษัทของตระกูลศิริเอกใกล้ล้มละลาย สุดท้ายเธอเลยจำต้องยอมแต่งงานกับถิรตามคำแนะนำของแม่เลี้ยง เพื่อให้บริษัทสามารถรอดพ้นวิกฤตช่วงนั้นไปได้
แม้จะฟังดูเสี่ยงไปบ้าง แต่สิ่งที่ได้กลับมาก็ถือว่าคุ้มกับสิ่งที่เสียไป เพราะในที่สุดบริษัทศิริเอกก็สามารถกลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง
อัญชลีกำมือแน่นจนเล็บของเธอจิกเข้าไปในเนื้อ
ความกล้าหาญและภาคภูมิที่สั่งสมมาหลายปี ถูกทำให้ย่อยยับด้วยสายตาเยาะเย้ยของถิร
"เธอไม่คิดบ้างเหรอว่าการแต่งงานของเราตอนนี้กำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่ มีสามีภรรยาบ้านไหนบ้างที่เป็นแบบนี้ นอกจากการทำหน้าที่บนเตียงแล้ว...นอกนั้นก็ไม่มีอะไรเลย"
เธอเงยหน้าขึ้นมองถิร แววตาเผยความเจ็บปวด
"ถิร ฉันเป็นภรรยาของคุณ แต่คุณไม่มีความเคารพต่อฉันเลย คุณทำเหมือนว่าฉันเป็นเพียงสิ่งของประดับวางไว้ในบ้าน เพื่อกันสายตาจ้องจับผิดจากทั้งคนในครอบครัวและบุคคลภายนอก แต่การแต่งงานที่ฉันต้องการไม่ใช่แบบนี้"
ไม่ใช่เพียงเพราะการมีสัมพันธ์บนเตียงที่ทำให้ถิรต้องแต่งงานกับอัญชลี แต่เป็นเพราะคนในครอบครัวของเขานั้นเคร่งครัดหัวโบราณจนน่ารำคาญอีกด้วย
"เคารพ?"
ถิรถามพลางยกยิ้มเย็นเยียบ
ความดูหมิ่นและเหยียดหยามปรากฏชัดเจนผ่านนัยน์ตาของถิร
"เธอลืมไปแล้วเหรอว่าการแต่งงานเกิดขึ้นได้ยังไง หรือว่าเธอจะกลับไปดูสัญญาก่อนแต่งงานที่วางไว้ในตู้ข้างหัวเตียงก่อนก็ได้"
ว่าพลางย่างสามขุมเข้าไปใกล้อัญชลี
แรงกดดันที่แผ่ออกมาทำเอาเธอถึงกับหายใจไม่สะดวก
ความเครียดสะสมทำให้ร่างกายของเธอรู้สึกเกร็งโดยไม่รู้ตัว
"เกมนี้มีแต่ฉันเท่านั้นที่เป็นผู้มีสิทธิ์เลือก ว่าจะหยุดเล่น...หรือจะไปต่อ"
เขาพูดย้ำเบา ๆ "เธอไม่มีสิทธิ์"
ประโยคนั้นกระแทกลงตรงกลางใจของอัญชลี
ทว่าแม้จะรู้สึกเจ็บปวดที่มีสถานะเป็นเพียงไก่รองบ่อนขนาดไหน เธอก็ทำได้เพียงกล้ำกลืนขื่นขมความรู้สึกนั้นไว้กับตัว
"เธอไม่รู้สึกเบื่อบ้างเหรอ การที่ต้องมาใช้ชีวิตหุ่นเชิดภายใต้หน้ากากบังหน้าอย่างการเป็นสามีภรรยากับฉัน ไม่ลองให้สถานะกับภนิตาดูเพื่อแก้เบื่อหน่อยหรือไง"
ประโยคนั้นของถิร ทำเอาอัญชลีเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างขอยอมแพ้
"แล้วที่ฉันสมัครใจเป็นฝ่ายถอยออกมา เพื่อหลีกทางให้เธอกับภนิตาได้สมหวังกัน เธอยังไม่พอใจอีกเหรอ"
"คนอย่างฉันไม่ต้องรอให้เธอมาเป็นฝ่ายให้ อย่าประเมินตัวเองสูงเกินไป"
เป็นอีกครั้งที่คำพูดตรงไปตรงมาของถิรยังไร้ซึ่งความปรานี และทำลายศักดิ์ศรีของอัญชลีจนป่นปี้ได้อีกครั้ง
ความเจ็บปวดแล่นปลาบเข้าสู่กลางใจ
อัญชลียกยิ้มฝืน ๆ อย่างนึกสมเพชตัวเอง
ใช่แล้ว
ถิรไม่เคยต้องการเธอ ถ้าวันหนึ่งภนิตาอยากได้ตำแหน่งคุณนาย แม้เธอจะไม่ยอมหย่า ถิรก็มีวิธีนับไม่ถ้วนที่จะสามารถทำให้เธอหย่าขาดจากเขาได้
ถิรเบือนหน้าหนีจากอัญชลี ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องน้ำเพื่อทำการอาบน้ำชำระร่างกาย
เมื่อจัดการธุระส่วนตัวเสร็จสรรพ ก็มุ่งหน้าสู่ห้องทำงาน
ขณะที่อัญชลีนั่งอยู่บนโซฟาอย่างเปล่าเปลี่ยว และใช้สองมือโอบกอดตัวเองเอาไว้แน่น
ความรู้สึกอับจนหนทางกำลังบีบให้เธอรู้สึกเหนื่อยกว่าปกติ
ทั้งหมดนั้นเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า เธอเหนื่อยกับการแต่งงานครั้งนี้มากพอแล้วจริง ๆ
เช้าวันรุ่งขึ้น อัญชลีไปทำงานที่บริษัทตามปกติ
อาชีพของอัญชลีคือการออกแบบตกแต่งภายใน
แม้หลังจากแต่งงานกับถิรแล้วเธอจะเลือกอยู่บ้านเป็นแม่บ้านเต็มตัวอย่างเดียวก็ได้ แต่เธอก็ยังเลือกที่จะออกมาทำงาน
เธอไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นเพียงดอกไม้เกี่ยวพันเกาะต้นไผ่ใหญ่ เมื่อใดที่ถิรเบื่อหน่ายเธอ เธอจะไม่มีความสามารถในการพึ่งพาตัวเองด้วยซ้ำ
แล้วงานที่ยุ่งเหยิงทั้งวันก็ทำให้อัญชลีถึงกับส่ายหัว
เธอกินขนมปังสองคำเพื่อบรรเทาอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ
ขณะที่เธอเตรียมตัวจะกลับไปยังออฟฟิศ เสียงคุยกันของเพื่อนร่วมงานก็ทำให้เธอหยุดชะงักลง
"พวกเธอดูเทรนด์อันดับหนึ่งตอนนี้สิ ประธานใช้เงินหลายสิบล้านเพียงเพื่อประมูลสร้อยเพชรมาให้ผู้หญิงคนหนึ่ง"
"ประธานคนไหน?"
"ทั่วทั้งกรุงเทพฯ นอกจากคุณถิรแล้วใครจะสมควรได้รับการเรียกว่าประธานอีกล่ะ"
อัญชลียืนนิ่งอยู่กับที่อย่างคนทำอะไรไม่ถูก
วันนี้เป็นวันหยุดของถิร
เขาไม่ได้เลือกพักผ่อนที่บ้าน แต่ไปเป็นเพื่อนภนิตาที่งานประมูล
อัญชลีเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะกลับไปที่โต๊ะทำงานแล้วจึงเปิดโทรศัพท์เพื่อตรวจสอบเทรนด์อันดับหนึ่ง
10 อันดับแรกบนเทรนด์ยอดฮิตถูกถิรกับภนิตาครอบครองทั้งหมด
ภาพถ่ายที่อัญชลีเห็น
คือภาพของถิรซึ่งเปี่ยมล้นไปด้วยความอ่อนโยนกำลังสวมสร้อยคอมรกตที่เพิ่งประมูลได้ให้ภนิตาอย่างระมัดระวัง ความรักใคร่ระคนเอ็นดูฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่นั้น
ภนิตาก็แสดงรอยยิ้มเขินอาย ตามประสาสาวน้อยไร้เดียงสา ทำให้ภาพของทั้งสองคนดูเข้ากันได้ดีสุด ๆ
ยิ่งคอมเมนต์ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าสองคนเป็นคู่ที่สวรรค์สร้าง ยังมีคนบอกอีกว่า เรื่องราวความรักของทั้งคู่เหมือนดังในละครที่หลุดออกมาใช้ชีวิตจริง
อัญชลีจ้องมองสร้อยคอมรกตเส้นที่ภนิตาสวมอยู่
เธอเคยเห็นสร้อยลักษณะนี้ผ่านตามาบ้างบนห้างสรรพสินค้า แต่คุณภาพอย่างไรก็เป็นรองเส้นที่สวมอยู่บนคอของภนิตา
เธออยากซื้อ แต่ก็นึกเสียดาย
ตอนนั้นถิรที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เธอ ยังถามเลยว่าจะซื้อของแบบนี้กลับไปทำไม
ในเมื่อเธอเองก็มีเครื่องประดับเยอะมากพออยู่แล้ว
แต่ตอนนี้ สร้อยคอมรกตที่เธอไม่ได้กลับไปอยู่ที่คอของภนิตาด้วยราคาที่แพงกว่าเดิมเป็นสองเท่า
อัญชลีกล้ำกลืนฝืนข่มความน้อยเนื้อต่ำใจนั้นเอาไว้กับตัว
ตอนบ่าย เธอต้องเดินทางออกไปข้างนอกบริษัท เพื่อทำการออกแบบตกแต่งบ้านหลังหนึ่ง
เมื่อเธอไปถึงสถานที่ดังกล่าว กลับเห็นภนิตาและถิรกำลังยืนอยู่ด้วยกัน
แววตาของอัญชลีเปี่ยมไปด้วยความประหลาดใจ นี่คงไม่ใช่ว่าบ้านหลังนี้มีเจ้าของชื่อ 'ภนิตา' หรอกใช่ไหม
เธอเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนทำใจกล้าเดินตรงเข้าไปทักทาย "ถิร ทำไมคุณมาอยู่ที่นี่"
ถิรยังคงแสดงท่าทีเรียบเฉย ตอบกลับด้วยน้ำเสียงติดจะเย็นชาอยู่ในที "ฉันมาเป็นเพื่อนนิตาเพื่อมาดูแบบร่างตกแต่งภายใน"
'นิตา'
สรรพนามที่ได้ฟัง ดูก็รู้ว่าคนทั้งคู่สนิทสนมกันมากเพียงไร
แม้พวกเขาจะแต่งงานกันมานานถึงสามปี แต่ถิรยังคงเรียกเธอด้วยชื่อจริงอย่าง 'อัญชลี' และไม่เคยเลยสักครั้งที่จะเอ่ยปากเรียกเธอว่า 'ภรรยา'
ภนิตายืนชูคออยู่ข้างถิร ถ้าไม่นับการแต่งตัวซึ่งถูกบรรจงเลือกมาอย่างประณีต สิ่งที่ดึงดูดสายตาของอัญชลีไปได้มากกว่า คือสร้อยคอมรกตสีเขียวสดเส้นนั้น
แม้ปกติถิรจะทำงานยุ่งมากจนแทบไม่มีเวลา แต่พอถึงวันหยุด กลับใช้เวลาทั้งหมดไปเพื่อภนิตา
เพียงเท่านี้ก็ทำให้ภนิตายิ้มลำพองใจ ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าพลางเอ่ยปาก
"คุณอัญชลี บ้านหลังนี้ฉันขอฝากให้คุณช่วยออกแบบตกแต่งให้แล้วกันนี่เป็นแบบบ้านในฝันของฉัน อย่าทำให้ฉันผิดหวังล่ะ"
อัญชลีขมวดคิ้ว พร้อมทั้งตั้งคำถามในหัวทันที
เธอจำได้ว่าบ้านหลังนี้ลูกค้าระบุเอาไว้ชัดเจน ว่าต้องการให้เธอเป็นคนออกแบบให้
"นี่อย่าบอกนะว่าเธอตั้งใจเลือกให้ฉันมาออกแบบบ้านให้"
ภนิตายอมรับอย่างเปิดเผย "ใช่ค่ะ ได้ยินว่าคุณอัญชลีรสนิยมดี บังเอิญจริง ๆ เลยนะคะ ที่เราทั้งคู่ต่างก็ชื่นชอบสไตล์เดียวกัน จำไว้นะคะว่าคุณต้องตั้งใจแต่งบ้านหลังนี้ให้ออกมาอบอุ่นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะถิรจะต้องมาเป็นแขกของบ้านหลังนี้บ่อยๆ และที่สำคัญเขาเองก็ชื่นชอบสไตล์นั้น"
ทันทีที่ได้ฟังแบบนั้น อัญชลีก็ถึงกับเอ่ยถามภนิตาด้วยน้ำเสียงซึ่งฟังดูเย็นชากว่าครั้งไหน ๆ
"นี่เธอไม่รู้จริง ๆ เหรอ ว่าฉันกับถิรเราสองคนเป็นอะไรกัน?"
