บทที่ 3
ภนิตารู้ทั้งรู้ว่าเป็นมือที่สาม
แต่ก็ยังหน้าด้านอ่อยถิรทั้งที่รู้ว่าเขามีภรรยาแล้ว แถมยังชอบอ้างคำว่าเพื่อนมาบังหน้า
จะให้เธอมาออกแบบตกแต่งภายในงั้นเหรอ?
ให้เมียหลวงอย่างเธอมาตกแต่งรังรักให้พวกเขาเนี่ยนะ?
พูดออกไปคงน่าขำสิ้นดี
อัญชลีปรายตามองถิรด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ที่น่าขำยิ่งกว่าคือเรื่องนี้ถิรกลับไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติเลยสักนิด
ภนิตาเผชิญหน้ากับอัญชลีในสถานการณ์เมียหลวงจับมือที่สาม แต่กลับไม่มีความเกรงกลัวใดๆ มิหนำซ้ำยังเลิกคิ้วพูดจาท้าทาย
"ฉันกับถิรเราบริสุทธิ์ใจต่อกัน มิตรภาพของเราที่มีมาหลายปี จะให้ยุติลงเพียงเพราะเขาสถานะแต่งงานแล้วงั้นเหรอคะ?"
เธอยิ่งได้ใจเข้าไปใหญ่
"คุณอัญชลีคะ ฉันรู้นะคะว่าพอได้สามีดีๆ อย่างถิรแล้วคุณก็ยิ่งรู้สึกด้อยค่า กลัวว่าเขาจะโดนคนอื่นแย่งไป แต่รบกวนช่วยอย่ามองฉันด้วยสายตาที่มองมือที่สามแบบนั้นเลยค่ะ ถ้าคิดว่าตัวเองไม่คู่ควรกับถิร ก็รีบๆ ถอยออกไปซะ จะทำตัวเป็นผู้หญิงใจแคบขี้อิจฉาไปทำไม"
ประกายความเย็นชาพาดผ่านแววตาของอัญชลี เธอเอ่ยขึ้นอย่างไม่รีบร้อน
"คุณภนิตานี่ปากเก่งจริงๆ นะคะ พูดดำให้เป็นขาวได้หน้าตาเฉย"
ถ้าเธอขี้หึงจริงๆ ป่านนี้คงหาทางจัดการภนิตาตั้งแต่วันแรกที่กลับไทยแล้ว
พูดไปแล้วสิ่งที่เธอทำมันก็น่าสมเพชอยู่เหมือนกัน ได้แต่มองดูมือที่สามกระโดดโลดเต้นอยู่ใต้จมูกตัวเอง
ภนิตาหันไปมองถิร จู่ๆ ก็เปลี่ยนน้ำเสียงให้อ่อนลง
"ถิรคะ คุณอัญชลีเข้าใจความสัมพันธ์ของเราผิด คุณจะไม่ช่วยอธิบายหน่อยเหรอคะ? ถ้าเธอยังถือสาขนาดนี้ ฉันกลับไปอยู่ต่างประเทศเหมือนเดิมก็ได้ค่ะ"
ภนิตาเปลี่ยนสีหน้าได้ไวยิ่งกว่ากิ้งก่า เมื่อกี้ยังวางท่าอวดดีอยู่เลย เผลอแป๊บเดียวกลายเป็นสาวน้อยผู้น่าสงสารและน้อยใจไปเสียแล้ว
ถ้าคนไม่รู้เรื่องมาเห็นฉากนี้เข้า คงเชื่อคำพูดของเธอสนิทใจว่าเป็นอัญชลีที่ขี้หึงและใส่ร้ายเธอ
ถิรยังมีสีหน้าเย็นชาเหมือนเช่นเคย เขากวาดตามองอัญชลีอย่างไม่ใส่ใจ
"ไม่ต้องไปอธิบายยืดยาวกับคนนอกหรอก คุณตั้งใจคิดเรื่องออกแบบตกแต่งบ้านหลังนี้เถอะ"
คนนอก...
อัญชลีกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว ความเจ็บปวดแล่นผ่านแววตา
เพื่อเอาใจภนิตา ถิรถึงกับหักหน้าเธอ
ชีวิตคู่สามปีแลกมาได้แค่คำว่า 'คนนอก' ดูเหมือนความทุ่มเทตลอดหลายปีที่ผ่านมาของเธอจะกลายเป็นเรื่องตลกไปเสียแล้ว
อัญชลีคิดมาตลอดว่าการกระทำของถิรทำให้เธอเจ็บช้ำน้ำใจจนถึงที่สุดแล้ว
แต่คาดไม่ถึงเลยว่า ประโยคถัดไปของเขาจะทำให้เธอเจ็บได้ยิ่งกว่าเดิม
ท่าทีที่ปฏิบัติแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวของถิร ทำให้แววตาของภนิตาฉายแววขบขันขึ้นมาอีกหลายส่วน
เธอก้าวเข้าไปคล้องแขนถิรอย่างออดอ้อน
"ก็นี่เป็นของขวัญวันเกิดที่คุณให้ฉันนี่คะ ฉันจะตั้งใจตกแต่งอย่างดีเลยค่ะ"
ถิรตอบรับเสียงเรียบ "อืม"
ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาปรายตามองอัญชลีแค่แวบเดียว แถมยังเป็นสายตาที่มองคนแปลกหน้าอีกด้วย
วันนี้ที่อัญชลีมาบ้านหลังนี้ก็แค่เพื่อดูโครงสร้างโดยรวม จะได้กลับไปออกแบบเขียนแบบตามรสนิยมของเจ้าของบ้านได้ถูก
เธอรีบถ่ายรูปโครงสร้างไม่กี่รูปแล้วก็รีบออกมา
เธอทนเห็นหน้าสองคนนั้นไม่ไหวจริงๆ
ช่วงบ่ายเป็นเวลาว่างของอัญชลี
เธอจึงขับรถไปโรงพยาบาล
หลายวันมานี้เธอรู้สึกปวดท้องจี๊ดๆ เหมือนมีเข็มทิ่มแทง
หมอเจ้าของไข้คือเพื่อนสนิทของเธอ ญาณิน
ญาณินจ้องมองผลตรวจร่างกายด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
อัญชลีที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามรู้สึกประหม่าขึ้นมาดื้อๆ
"เป็นอะไรเหรอ? หรือว่ากระเพาะฉันเป็นอะไรหนัก?"
ญาณินวางผลตรวจลงด้วยสีหน้าซับซ้อน จ้องหน้าอัญชลีเขม็ง
"กระเพาะแกเป็นแผลรุนแรงมากนะ ขืนปล่อยไว้เดี๋ยวก็ได้กระเพาะทะลุหรอก ต่อให้งานยุ่งแค่ไหนก็ต้องกินข้าวให้ตรงเวลาสิ"
อัญชลีพิงพนักเก้าอี้ เอามือกุมท้องข้างหนึ่ง "แกก็รู้สภาพงานฉันนี่ ปกติยุ่งจนแทบไม่มีเวลาดื่มน้ำ อย่าว่าแต่กินข้าวเลย"
"ตั้งแต่นี้ไป แกต้องกินข้าวให้ครบสามมื้อ โรคกระเพาะไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ โดยเฉพาะคนที่ปล่อยเรื้อรังมานานอย่างแกเนี่ย"
ญาณินพูดพลางรินน้ำอุ่นให้อัญชลี สายตามองไปทางประตู
"แล้วทำไมแกมาหาหมอคนเดียวล่ะ? ถิรไปไหน?"
อัญชลีกำแก้วน้ำในมือแน่น หาข้ออ้างส่งเดช "เขางานยุ่งน่ะ"
ญาณินมองแววตาที่ซ่อนความขมขื่นของอัญชลีแล้วถอนหายใจ
ข่าวลือเรื่องชู้สาวของสองคนนั้นว่อนเน็ตไปหมด เธอเห็นหมดแล้ว
"ไม่ว่าผู้ชายจะเป็นยังไง จำไว้นะว่าต้องดูแลตัวเอง ของทุกอย่างบนโลกนี้เป็นของปลอม มีแค่ร่างกายเราเท่านั้นที่เป็นของจริง"
ญาณินเตือนสติด้วยความจริงจัง
"แล้วก็โกรธให้น้อยลงหน่อย ถ้าเก็บกดความโกรธไว้นานๆ มันจะสะสมในร่างกายจนกลายเป็นโรคร้ายได้นะ"
อัญชลีพยักหน้าด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เธอเห็นด้วยกับคำพูดของญาณิน ผู้หญิงไม่ควรเก็บความทุกข์ไว้คนเดียว
แต่เธอกับถิรอยู่กันมาหลายปี แทบไม่มีเวลาไหนที่ไม่โกรธเลย
ต่อให้ปลอบใจตัวเองแค่ไหน พออารมณ์มันขึ้นมาก็ห้ามไม่อยู่
"พรุ่งนี้แกมาตรวจร่างกายละเอียดที่โรงพยาบาลอีกทีนะ ฉันจะดูด้วยว่าตรงหน้าอกมีก้อนเนื้ออะไรหรือเปล่า"
"ได้สิ"
อัญชลีขับรถกลับบ้านหลังจากออกจากโรงพยาบาล
ตอนนี้ใจเธอว้าวุ่นไปหมด
ถึงจะไม่มีความอยากอาหารเลยสักนิด แต่เธอก็ยังเก็บคำพูดของญาณินมาใส่ใจ
ตอนนี้ทุ่มหนึ่งแล้ว
ถิรคงไม่กลับมาหรอก เธอเลยต้มบะหมี่กินง่ายๆ
ส่วนผลตรวจร่างกายก็วางทิ้งไว้บนโต๊ะรับแขก
ทันทีที่ประตูเปิดออก อัญชลีมองถิรที่กลับมาบ้านด้วยความแปลกใจ
เวลานี้เขาไม่ได้อยู่กับภนิตาหรอกเหรอ
ถิรกวาดตามองไปรอบๆ ก่อนสายตาจะไปหยุดอยู่ที่ผลตรวจร่างกายบนโต๊ะ
"นั่นอะไร?"
"ผลตรวจร่างกายของฉันค่ะ ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายนิดหน่อย"
อัญชลีจ้องหน้าเขาด้วยสายตาซับซ้อน
ถิรเห็นรายงานเรื่องแผลในกระเพาะอาหารแล้ว อย่างน้อยก็น่าจะถามไถ่กันสักคำ
แต่ถิรกลับแค่มองผ่านๆ
"ก็แค่โรคกระเพาะ ไม่ถึงตายหรอกน่า"
อัญชลีชะงัก
เขาจะรู้บ้างไหมว่าถ้าเป็นโรคกระเพาะนานๆ นอกจากจะเสี่ยงกระเพาะทะลุแล้ว ยังอาจกลายเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้อีก
ต่อให้เป็นคนแปลกหน้าก็น่าจะแสดงความห่วงใยกันบ้าง
แต่ถิรในฐานะสามี กลับพูดแค่ว่าไม่ถึงตาย
"พรุ่งนี้ผมมีธุระให้คุณทำ มีผู้ใหญ่จะมาที่กรุงเทพฯ คุณไปช่วยพาเขาเที่ยวหน่อย ทำตัวดีๆ กับเขาด้วยล่ะ ถ้าคุณดูแลเขาดีๆ แม่ก็น่าจะประทับใจคุณขึ้นมาบ้าง"
น้ำเสียงของถิรเหมือนเจ้านายสั่งลูกน้องไม่มีผิด
อัญชลีวางตะเกียบในมือลง มองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย "พรุ่งนี้ฉันต้องไปตรวจซ้ำที่โรงพยาบาล ไม่มีเวลาค่ะ"
"ไปตรวจช้าสักสองสามวันไม่ตายหรอก"
ถิรเปลี่ยนเรื่อง จ้องหน้าเธอเขม็ง
"คุณไม่อยากจะปรับความเข้าใจกับแม่หรือไง?"
แววตาของอัญชลีฉายแววเย้ยหยัน
แต่งงานมาสามปี เธอคิดว่าตัวเองทำหน้าที่ภรรยาและลูกสะใภ้ที่ดีมาตลอด
แต่ทั้งถิรและสุชาดา กลับไม่มีใครมองเธอในแง่ดีเลย
ปีที่แล้วสุชาดาหกล้มกระดูกหัก เธอลางานไปดูแลท่านเป็นเดือน ใส่ใจทุกรายละเอียด ไม่ใช่แค่หัดทำอาหารเพื่อสุขภาพ แต่ยังไปเรียนนวดฟื้นฟูมาโดยเฉพาะ
แต่สุดท้ายสิ่งที่ได้รับกลับมาคือคำด่าว่าเธอซุ่มซ่าม สู้จ้างพยาบาลพิเศษมาดูแลยังดีกว่า
โดยเฉพาะเรื่องที่เธอไม่มีลูกสักที ยิ่งทำให้สุชาดาไม่พอใจเธอหนักเข้าไปอีก
เมื่อเดือนที่แล้วตอนกินข้าวด้วยกัน ท่านก็พูดจากระทบกระเทียบเปรียบเปรยว่าเธอเป็นแม่ไก่ไม่ออกไข่ แถมยังบอกว่าจะไปหายาผีบอกมาให้เธอกิน
"คุณไปหาคนอื่นเถอะค่ะ ให้ผู้ช่วยคุณไปก็ได้ หรือจะให้ภนิตาไปก็ได้นี่คะ"
อัญชลีจ้องหน้าเขา
"คุณแม่ไม่พอใจฉันอยู่แล้ว ไม่แน่ว่าท่านอาจจะถูกใจลูกสะใภ้คนนี้ก็ได้"
ถิรขมวดคิ้ว แววตาเจือความไม่พอใจ
"อัญชลี ผมไม่ได้มาปรึกษาคุณ แต่ผมมาแจ้งให้ทราบ"
อัญชลีซ่อนความอดกลั้นและความขมขื่นไว้ในแววตา
วินาทีที่สบตากัน เธอรู้ดีว่าตัวเองต้องยอมจำนนอีกครั้ง
เธอไม่เคยชนะถิรได้เลย
อีกฝ่ายไม่ได้แคร์เธออยู่แล้ว จะมาสนใจคำพูดของเธอทำไม
ถิรพูดเสียงเข้มเชิงตักเตือน "อ้อ แล้วก็จำไว้ด้วยว่าให้ระวังปากระวังคำ อะไรควรพูดอะไรไม่ควรพูดคุณรู้อยู่แก่ใจ ถ้าผมได้ยินเรื่องไม่เข้าท่าล่ะก็ อย่าหาว่าผมไม่เกรงใจก็แล้วกัน"
