บทที่ 4

อัญชลีสบประสานกับดวงตาอันเย็นชาและเฉียบคมของเขา แล้วค่อย ๆ พยักหน้า

ที่จริงเธอควรจะเข้าใจมาตั้งนานแล้วว่าสำหรับถิร สำหรับถิร... เธอเป็นเพียงเครื่องประดับที่เขามีไว้เชิดหน้าชูตา หรืออาจเป็นแค่เครื่องรางนำโชคชิ้นหนึ่งเท่านั้น

การที่เขาไม่ยอมให้ภนิตามาจัดการเรื่องนี้ คงเป็นเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะถูกตำหนิสินะ

เช้าวันรุ่งขึ้น อัญชลีตื่นแต่เช้า

เดิมทีเธอตั้งใจจะขับรถไปสนามบินด้วยตัวเอง แต่กลับได้รับแจ้งกะทันหันว่าอีกฝ่ายเปลี่ยนกำหนดการเสียก่อน

อัญชลีรู้สึกหงุดหงิดโดยไม่ทราบสาเหตุ มองดูรอยคล้ำใต้ตาของตัวเองในกระจก แล้วถอนหายใจเบา ๆ

เธอจะหลุดพ้นจากชีวิตที่เหมือนหุ่นเชิดแบบนี้เมื่อไหร่กัน

อัญชลีขับรถไปโรงพยาบาล

ญาณินช่วยจองคิวหมอผู้เชี่ยวชาญให้ใหม่

เนื่องจากการตรวจเมื่อวานดูไม่ถี่ถ้วนและไม่ครอบคลุมพอ จึงจำเป็นต้องรับการวินิจฉัยใหม่อีกครั้ง

ขณะที่อัญชลีนั่งอยู่ตรงข้ามกับคุณหมอ เธอสังเกตเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายที่เริ่มดูหนักใจขึ้นเรื่อย ๆ จนหัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะด้วยความกังวล เธออดรนทนไม่ไหวจึงเอ่ยถามออกไป "คุณหมอคะ อาการของฉันเป็นยังไงบ้างคะ"

ไม่ใช่แค่แผลในกระเพาะธรรมดาเหรอ

ทำไมสีหน้าของหมอถึงดูแย่ขนาดนี้

หมอวางแว่นที่อยู่ในมือลง จ้องมองเธออย่างจริงจัง

"คุณอัญชลี สภาพกระเพาะของคุณไม่ค่อยดีเลย ตอนนี้มีความเสี่ยงที่จะเกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์"

อัญชลีกำมือแม่น จ้องมองเขาอย่างตั้งใจ

"ถ้าเซลล์กลายพันธุ์แล้วจะเป็นยังไง"

"มะเร็งกระเพาะอาหาร"

หมอเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักหน่วง

โดยปกติแล้วโรคมะเร็งประเภทนี้ กว่าจะตรวจพบมักจะอยู่ในระยะกลางถึงปลายแล้ว และท้ายที่สุดก็เหลือเพียงเส้นทางของการทำเคมีบำบัดเท่านั้น

หัวใจของอัญชลีพลันถูกปกคลุมด้วยเงามืดมิด

เธอไม่อาจยอมรับความจริงนี้ได้จึงถามย้ำ

"เมื่อวานตรวจแล้วบอกว่าเป็นแค่แผลในกระเพาะเท่านั้น"

"อาการของคุณรุนแรงกว่าแผลในกระเพาะมาก แม้แต่กระเพาะยังเกิดรูเล็ก ๆ ขึ้นแล้ว คุณทำใจให้สบายแล้วกลับไปก่อน และจำไว้ให้ดีว่าต้องกินข้าวตรงเวลาทุกวัน หนึ่งเดือนข้างหน้าค่อยกลับมาตรวจซ้ำ"

หมอหยิบรายงานการตรวจมาดูอีกครั้ง

"มีความเป็นไปได้ที่วินิจฉัยผิด หนึ่งเดือนข้างหน้าค่อยมาดูใหม่"

"ค่ะ"

อัญชลีไปรับยาที่แผนกจ่ายยา แล้วเดินออกจากโรงพยาบาลด้วยก้าวที่หนักหน่วง

เมื่อเช้าอากาศยังดูแจ่มใสอยู่แท้ ๆ แต่ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม

อากาศรอบตัวชื้นแฉะอันเป็นเอกลักษณ์ของช่วงเวลาก่อนฝนจะตก

แสงสายฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆดำทะมึน บ่งบอกว่าอีกไม่นานฝนคงจะเทลงมาอย่างหนัก

อัญชลีเงยหน้ามองฟ้าพลางยกมือกุมท้อง ความเจ็บปวดเริ่มจู่โจมเธออีกครั้ง

ครั้งนี้เธอไม่ได้ขับรถมาเอง จึงตั้งใจจะเรียกแท็กซี่กลับ

อัญชลีเปิดแอปพลิเคชันเรียกรถในโทรศัพท์มือถือ แต่รออยู่นานก็ไม่มีรถคันไหนตอบรับ

เพราะตอนนี้เป็นช่วงเวลาเร่งด่วน

ขณะที่เธอลังเลว่าจะกลับบ้านยังไง รถโรลส์รอยซ์สีดำคันหนึ่งกลับหยุดข้าง ๆ เธอ พร้อมกับเสียงบีบแตรสั้น ๆ

อัญชลีหันไปมอง... กลายเป็นถิรนั่นเอง

ถิรวางมือข้างหนึ่งบนพวงมาลัย มองดูใบหน้าที่ดูผอมลงของอัญชลี เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่ยอมให้โต้แย้ง

"ขึ้นรถ"

อัญชลียืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับ

เวลานี้ถิรควรจะอยู่ที่บริษัท ไม่ใช่มาปรากฏตัวแถวโรงพยาบาล เธอไม่ยอมหลงตัวเองคิดเข้าข้างข้างตัวเองอีกแล้ว

เธอไม่คิดเข้าข้างตัวเองอีกแล้วว่า ถิรไม่วางใจเธอ เลยตามมา

คนที่ทำให้เขาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเดิมได้ น่าจะมีแค่ภนิตาเท่านั้น

ดวงตาสีดำของชายหนุ่มแวบด้วยความหงุดหงิด

"ขึ้นรถ"

ถิรไม่ใช่คนที่จะพูดซ้ำเป็นครั้งที่สาม แม้แต่ครั้งที่สองเขาก็แทบไม่เคยทำ

อัญชลีกัดฟันมองดูคิวรถในโทรศัพท์ เปิดประตูรถขึ้นนั่งที่เบาะผู้โดยสาร

บนเบาะผู้โดยสารมียาอยู่บ้าง

อัญชลีหยิบขึ้นมาดูแล้วพบว่าเป็นยาแก้ปวดประจำเดือนของผู้หญิง

ดวงตาเธอแวบด้วยความเยาะเย้ย ก็จริงอย่างที่คิด

"ไม่คิดเลยว่าประธานจะใจดีขนาดนี้ มาซื้อยาแก้ปวดประจำเดือนให้คุณภนิตาที่โรงพยาบาล"

เธอพูดด้วยน้ำเสียงเสียดสี แล้วโยนยาไปที่เบาะหลัง

ต้องยอมรับว่า ถิรเอาภนิตาไว้ในอุ้งมือจริง ๆ

ดวงตาของถิรวาวโรจน์ด้วยความเย็นชา

เขาเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อซ่อนความไม่พอใจเอาไว้

"อาการของเธอเป็นยังไงบ้าง"

อัญชลีไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ คาดเข็มขัดนิรภัย "ตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่"

เมื่อวานถิรเห็นรายงานการตรวจสุขภาพของเธอแล้ว และรู้เรื่องที่เธอต้องมาตรวจซ้ำ แต่ก็ยังไม่ลังเลที่จะสั่งงานเธอ

ตัวเขาเองกลับมีเวลามาโรงพยาบาลซื้อยาแก้ปวดประจำเดือนให้ภนิตา

อัญชลีไม่กล้าคิดจริง ๆ

ว่าถิรต้องอธิบายอาการปวดของภนิตากับหมออย่างไร หรือใส่ใจดูแลฝ่ายนั้นมากแค่ไหน

เธอเหลือบมองคิ้วตาเย็นชาของถิร

ที่จริงเขาไม่ใช่ไม่เข้าใจความรัก เพียงแต่ไม่รักเธอเท่านั้น

สิ่งนี้นี้ทำให้เธอเจ็บปวดมากกว่าปวดกระเพาะอีก

ถิรสตาร์ทรถ เสียงเย็นชา "เธอกำลังงอนฉันอยู่หรือ"

อัญชลียังคงใช้น้ำเสียงเสียดสีเหมือนเดิม

"ฉันไม่มีความกล้าหาญขนาดนั้นที่จะไปทำให้ประธานไม่พอใจ"

ตอนนี้เธอไม่สนอะไรทั้งนั้น เพียงแต่อยากระบายความขุ่นเคืองออกมา

หมอบอกเธอว่า ตอนนี้จิตใจและอารมณ์ของเธอสำคัญมาก ไม่สามารถโกรธเคืองอะไรได้อีก

ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นถิรหรือภนิตา เธอจะไม่ยอมทนอีกต่อไป

ดวงตาเรียวของถิรค่อย ๆ หรี่ลง เผยให้เห็นความอันตราย

แต่ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยปาก โทรศัพท์ของอัญชลีก็ดังขึ้นกะทันหัน

เธอเหลือบดู เป็นสายเรียกเข้าจากเบอร์แปลกที่มีรหัสพื้นที่มาจากเชียงใหม่

อัญชลีมองด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะกดตัดสายทิ้งทันที

ถิรจ้องมองเธอ ถามด้วยเสียงเย็นชา "ทำไมไม่รับ"

"สายรบกวนจากคนแปลกหน้า"

อัญชลีหาเหตุผลส่งเดชแล้วหลับตาลง เป็นสัญญาณว่าไม่อยากสนทนากับเขาอีก

ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ เธอจะไม่มีทีท่าแบบนี้กับถิรเด็ดขาด

ดวงตาถิรเต็มไปด้วยความเฉียบคม

ที่จริงไม่ต้องให้อัญชลีบอก เขาก็รู้ว่าคนโทรมาคือใคร

คือชายหนุ่มที่ชื่อแคมป์คนนั้น

อัญชลีแต่งงานมาสามปีแล้ว แต่เขาก็ยังตัดใจจากเธอไม่ได้งั้นหรือ

ถิรขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะเหยียบคันเร่งจนสุด แรงเหวี่ยงจากการเพิ่มความเร็วอย่างกะทันหันทำให้อัญชลีต้องลืมตาโพลง

เธอกัดฟันจ้องมองเขาด้วยความโมโห "นี่เขตเมือง ทำบ้าอะไรเนี่ย ถ้าเกิดอุบัติเหตุจะทำยังไง"

รถคันอื่น ๆ ถูกพวกเขาแซงด้วยความเร็วสูง

หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียว พวกเขาทั้งคู่คงไม่มีโอกาสรอดชีวิต

ถิรกำพวงมาลัยหัวเราะเย็นชา "ตอนนี้ไม่แกล้งตายแล้วเหรอ"

อัญชลีพูดไม่ออก มองดูความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ บนหน้าปัด เธอจึงใช้เสียงอ่อนโยนเอ่ย

"ฉันปวดกระเพาะ ไม่อยากพูด"

ในที่สุด ความเร็วของรถก็ค่อย ๆ ลดระดับลงจนเป็นปกติ

อัญชลีลอบมองใบหน้าที่ยังคงเคร่งขรึมของเขาแล้วลอบถอนหายใจ

ชาติที่แล้วเธอคงทำกรรมไว้มาก ชาตินี้ถึงได้มาเจอกับคนอย่างถิร

อัญชลีกลับถึงบ้านแล้วสิ่งแรกที่ทำคือต้มข้าวต้มหม้อหนึ่ง

เธอปวดกระเพาะจริง ๆ

เธอรินน้ำอุ่นใส่แก้วแล้วหยิบยาออกมาสองเม็ดเพื่อกลืนลงไป

ถิรเดินมาข้าง ๆ เธอ เขาหยิบกล่องยาขึ้นมาอ่านคำแนะนำ แววตาพลันสั่นไหวด้วยความโกรธเกรี้ยว

"เธอไม่ใช่แค่แผลในกระเพาะธรรมดาหรือ ทำไมต้องใช้ยาแบบนี้"

ยาเม็ดไฮดรอกโซโคโดน

มันคือยาแก้ปวดชนิดรุนแรง ซึ่งโดยทั่วไปมักใช้ระงับอาการปวดในกลุ่มโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง

ถิรขมวดคิ้วแน่น

"วันนี้อาการของเธอหมอบอกยังไงกันแน่"

อัญชลีสบตากับดวงตาที่คาดเดาความรู้สึกยากของเขา เธอไม่ตอบแต่กลับถามกลับ "นี่คุณ... กำลังเป็นห่วงฉันเหรอคะ"

"คิดมากไปหรือเปล่า"

ถิรวางกล่องยาลงแล้วมองเธอด้วยสายตาเรียบเฉย

"ตอนนี้เธอยังมีชื่อเป็นนายหญิงของบ้าน ถ้าเธอมีปัญหาเรื่องสุขภาพ หรือเป็นโรคที่รักษาไม่หาย ฉันก็จำเป็นต้องวางแผนล่วงหน้าเอาไว้"

อัญชลีถามด้วยความสงสัย "วางแผนอะไร"

ถิรให้คำตอบโดยไม่ลังเล "หย่า"

อัญชลีหัวเราะเย็นชา "ถ้าคุณต้องการแบบนั้น ฉันจะไปเซ็นใบหย่าให้ตอนนี้เลยก็ได้ ถ้าเป็นมะเร็งกระเพาะจริง ๆ ฉันสัญญาว่าจะไม่กลับมารบกวนชีวิตคุณเด็ดขาด"

ดวงตาของถิรวาวโรจน์ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอ่านออก "มะเร็งกระเพาะงั้นเหรอ..."

บทก่อนหน้า
บทถัดไป