บทที่ 5

อัญชลีเงยหน้าขึ้นจ้องมองเขาเขม็ง

เธอยังอายุน้อยแท้ๆ แต่กลับต้องมาป่วยเป็นโรคนี้

แม้ว่าจะยังไม่มีผลวินิจฉัยที่แน่ชัด แต่อัญชลีก็ได้เผื่อใจสำหรับผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้แล้ว

เธอยังคงไม่อาจระงับความรู้สึกตื่นเต้นและคาดหวังลึกๆ ในใจได้

ขอเพียงแค่ได้ยินคำถามไถ่ด้วยความห่วงใยสักประโยคก็ยังดี

เพราะจากแอคเคานต์หลุมนั่น เธอได้รับรู้ว่าเพียงแค่ภนิตาโดนมีดบาดนิ้ว ถิรก็ร้อนใจจนต้องรีบออกไปซื้อยาให้กลางดึก

ทว่าวินาทีถัดมา น้ำเสียงอันเย็นชาของชายหนุ่มกลับทำให้เธอต้องผิดหวังอย่างรุนแรง

"อัญชลี เดี๋ยวนี้คุณหัดโกหกเป็นแล้วเหรอ มะเร็งกระเพาะอาหารเนี่ยนะ คุณคิดว่าผมจะเชื่อหรือไง"

แววตาเย้ยหยันของถิรที่ปิดไม่มิด เปรียบเสมือนมีดที่มองไม่เห็นกรีดลึกลงกลางใจของอัญชลีอย่างจัง

เธอกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว "แล้วแต่คุณจะคิดเถอะค่ะ"

"ถ้าเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารจริง ผมคงต้องพิจารณาเรื่องสถานะสมรสระหว่างเราใหม่อย่างจริงจังแล้วล่ะ"

ถิรกวาดตามองเธอด้วยสายตาที่เย็นยะเยือก

ก่อนจะหมุนตัวเดินตรงไปยังห้องทำงาน

เมื่อได้ยินเสียงปิดประตู อัญชลีถึงได้สติกลับมา เธอก้มลงมองฝ่ามือที่เริ่มชื้นแฉะของตัวเอง ปรากฏว่าเมื่อครู่เธอเกร็งมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อจนเลือดซึม

อย่างน้อยก็เป็นสามีภรรยากันมาตั้งสามปี

ในยามที่เธอป่วยไข้เช่นนี้ ถิรกลับไม่มีแม้แต่ความห่วงใย ทุกถ้อยคำล้วนแฝงไปด้วยความเลือดเย็นและไร้หัวใจตามแบบฉบับของนักธุรกิจ

อัญชลีกระตุกยิ้มมุมปากอย่างสมเพชตัวเอง

สามีภรรยาเหรอ?

ต่อให้เป็นแค่คู่นอนที่นอนด้วยกันมาสามปี ก็ยังน่าจะมีคำถามไถ่ด้วยความห่วงใยบ้างสักคำสองคำ

เธอลูบท้องที่รู้สึกปั่นป่วนเบาๆ ก่อนจะเดินเข้าไปในครัวตักข้าวต้มที่ทำเสร็จแล้วออกมานั่งทานอย่างช้าๆ

จู่ๆ เธอก็ตัดสินใจได้

ไม่จำเป็นต้องรอผลตรวจซ้ำอีกแล้ว

ในเมื่อถิรเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยและเจ้าแผนการขนาดนี้

เธอก็จะสนองให้สมใจเขา

อัญชลีหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ส่งข้อความหาญาณิน

"ฉันมีเรื่องอยากให้แกช่วยหน่อย"

อีกฝ่ายตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว

"เรื่องอะไรล่ะ"

อัญชลีเม้มริมฝีปากแน่น

"ช่วยหาวิธีปลอมแปลงประวัติการรักษาที่ยืนยันว่าเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารให้หน่อย เอาแบบเนียนที่สุดชนิดที่ว่าหมอผู้เชี่ยวชาญก็ยังดูไม่ออก"

ทันทีที่ข้อความถูกส่งไป ญาณินก็โทรสายตรงเข้ามาทันที

อัญชลีเดินกลับเข้าไปในห้องนอนเพื่อกดรับสาย

ญาณินพยายามข่มความโกรธแล้วพูดว่า "อัญชลี แกโดนอีตาถิรยั่วโมโหจนหน้ามืดตามัวไปแล้วเหรอ แกไม่รู้จักคำว่าลางร้ายหรือไง? รีบพูดว่า 'เพี้ยงๆ' ตามฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ ปัดเป่าความซวยออกไปให้หมด"

อัญชลียกยิ้มมุมปาก ทอดสายตามองความมืดมิดนอกหน้าต่างอย่างสงบนิ่ง

"ฉันตัดสินใจดีแล้ว ฉันจะหย่า ถิรบอกฉันแล้วว่าขอแค่ฉันยืนยันว่าเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารจริง เราก็จะเริ่มดำเนินการตามขั้นตอนที่เหลือทันที"

น้ำเสียงของญาณินพุ่งปรี๊ดขึ้นสูงปานปรอทแตก

"สมองอีตาถิรมันขึ้นสนิมไปแล้วหรือไง? หรือว่าตอนเด็กๆ ไข้ขึ้นสูงแล้วรักษาไม่หาย เมียตัวเองป่วยแท้ๆ แทนที่จะห่วง ดันมาวางแผนจะหย่าเนี่ยนะ?"

อัญชลีเข้าใจความโกรธเกรี้ยวของญาณินดี แต่ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว กลับกลายเป็นว่าเธอที่เป็นคนต้นเรื่องต้องมาคอยปลอบใจญาณินเสียเอง

"อย่าโกรธไปเลยแก ฉันไม่สนใจเรื่องพวกนี้แล้วล่ะ ตอนนี้มีแค่แกคนเดียวเท่านั้นที่จะช่วยฉันได้"

ญาณินถอนหายใจเฮือกใหญ่ "วางใจเถอะ เดี๋ยวฉันจัดการให้ ฉันจะช่วยแกให้หลุดพ้นจากขุมนรกนี้ให้ได้"

อัญชลีขมวดคิ้วเล็กน้อย กำชับเพื่อนด้วยความเป็นห่วง "ระวังตัวด้วยนะ การปลอมแปลงประวัติการรักษามันผิดกฎหมาย ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ไปจ้างคนนอกทำเถอะ"

เธอไม่อยากให้ญาณินต้องมาเดือดร้อนเพราะเรื่องแย่ๆ ของเธอ

ญาณินตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสบายๆ ว่า "ไม่ต้องห่วง ฉันรู้ลิมิตตัวเองดี รอฟังข่าวดีได้เลย"

หลังจากวางสาย อัญชลียืนอยู่ริมหน้าต่างชั้นสามของคฤหาสน์ บานหน้าต่างไม่ได้ปิดสนิทแต่แง้มไว้เล็กน้อย สายลมยามค่ำคืนที่หนาวเหน็บจึงพัดลอดเข้ามา

แม้จะรู้สึกหนาวไปบ้าง แต่มันกลับทำให้สติของเธอแจ่มชัดยิ่งขึ้น

เธอเป็นคนใจอ่อนและชอบยึดติดกับความทรงจำเก่าๆ หากไม่ใช้ความคาดหวังและความรักที่มีจนหมดสิ้น เธอเกรงว่าตัวเองจะเผลอใจอ่อนหันหลังกลับไปอีก

โชคดีที่ตอนนี้ ทุกอย่างได้ถูกลบเลือนไปจนหมดสิ้นแล้ว

ตัดภาพมาที่ภายในห้องทำงาน

ถิรกำลังหยิบของขวัญวันเกิดที่ผู้ช่วยสกัดเอาไว้ได้ในวันนี้ออกมาจากลิ้นชัก

ต้นทางถูกส่งมาจากเชียงใหม่

ภายในกล่องบรรจุภัณฑ์สุดหรู มีทับทิมสีเลือดนกเม็ดงามขนาดใหญ่วางสงบนิ่งอยู่

นี่เป็นของขวัญวันเกิดชิ้นที่สามแล้ว

นับตั้งแต่ปีที่เขาแต่งงานกับอัญชลี ก็จะมีของขวัญส่งมาให้ทุกปี

ทั้งที่เป็นของขวัญวันเกิดสำหรับอัญชลี แต่หน้ากล่องกลับจ่าหน้าถึงชื่อของเขา

เขารู้ดีว่าคนส่งของขวัญชิ้นนี้คือใคร เป็นคนคนเดียวกับที่โทรหาอัญชลีตอนอยู่บนรถในวันนี้

ผ่านไปสามปีแล้วก็ยังคงตัดใจไม่ได้สินะ

แววตาของเขาฉายแววดูแคลนและสมเพชวูบหนึ่ง

เขาไม่ได้คิดจะให้อัญชลีรับรู้เรื่องพวกนี้

จึงโยนมันกลับเข้าไปในลิ้นชักตามเดิม

ต่อให้เป็นทับทิมสีเลือดนกที่ล้ำค่าแค่ไหนแล้วอย่างไร หากไม่ได้ออกมาเฉิดฉายต้องแสงตะวัน มันก็ไม่มีค่าอะไรต่างจากขยะ

เช้าวันรุ่งขึ้น อัญชลีตื่นขึ้นมาเตรียมตัวไปทำงานตามปกติ

เพียงแต่ครั้งนี้ เธอไม่ได้เตรียมกาแฟบลูเมาน์เทนที่ถิรดื่มเป็นประจำให้อีกแล้ว

มีผลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ระบุว่า การทำสิ่งเดิมซ้ำๆ ติดต่อกัน 28 วัน จะกลายเป็นความเคยชิน

ตอนนี้อัญชลีกำลังค่อยๆ ละทิ้งความเคยชินที่เกี่ยวข้องกับถิรทีละเล็กทีละน้อย

เธอกำลังเข้าสู่กระบวนการบำบัดอาการเสพติดเขา

ตลอดช่วงเช้า อัญชลียุ่งวุ่นวายจนหัวหมุน

เธอฝืนดื่มน้ำอุ่นไปแก้วหนึ่ง และทานขนมปังรองท้องไปเพียงชิ้นเดียว

ถึงแม้หมอจะกำชับให้ทานอาหารให้ครบสามมื้อและดูแลการกินให้ดี แต่เธอก็ไม่มีเวลาจริงๆ

เพิ่งจะได้พักหายใจหายคอเพียงครู่เดียว ผู้จัดการฝ่ายออกแบบก็เดินเข้ามาหา

บริษัททับทองต้องการออกแบบและตกแต่งภายในใหม่ทั้งหมด รวมถึงการจัดวางผังออฟฟิศด้วย

บริษัททับทองอีกแล้วเหรอ

ห้องทำงานของเขาจะตกแต่งใหม่?

จะไม่ใช้สไตล์โทนสีดำ-ขาว-เทา ที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเขาแล้วหรือไง?

อัญชลีขมวดคิ้วมุ่น เอ่ยปากอย่างลังเลว่า

"ผู้จัดการคะ งานนี้มอบหมายให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นทำแทนดีไหมคะ พอดีดิฉันกับท่านประธานมีเรื่องผิดใจกันนิดหน่อยค่ะ"

เธอพยายามพูดเลี่ยงอย่างนุ่มนวลที่สุดและปกปิดความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างทั้งสองคน

ผู้จัดการมองอัญชลีด้วยความไม่พอใจทันที "งานที่เบื้องบนมอบหมายลงมา หน้าที่ของคุณคือปฏิบัติตามอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ใช่มามัวคิดถึงเรื่องรักใคร่ชอบพอส่วนตัว ถ้าแบบที่คุณออกแบบมาสมบูรณ์แบบราวกับงานศิลปะ ท่านประธานจะหาเรื่องจับผิดอะไรคุณได้?"

คำพูดทั้งหมดของอัญชลีจุกอยู่ที่คอ ช่างเป็นสถานการณ์ที่คนมียศศักดิ์เหนือกว่าข่มเหงผู้น้อยเสียจริง

โชคยังดีที่ครั้งนี้ผู้รับผิดชอบงานออกแบบโดยรวมไม่ได้มีแค่เธอคนเดียว แต่ยังมีเพื่อนร่วมงานอีกสองคนด้วย

ช่วงบ่ายวันเดียวกัน ทางบริษัททับทองก็ส่งรถมารับพวกเขาเข้าไปที่บริษัท

ทันทีที่อัญชลีก้าวลงจากรถ เธอก็เหลือบไปเห็นภนิตา

หล่อนสวมชุดทำงาน เข้าคู่กับกระโปรงสั้นจุ๊ด ถุงน่อง และรองเท้าส้นสูง

คนที่รู้ก็เข้าใจว่ามาทำงาน แต่คนที่ไม่รู้อาจจะนึกว่ามาแสดงบทสาวยั่วสวาทอะไรทำนองนั้น

อัญชลีมองไปที่ป้ายพนักงานที่คล้องอยู่บนคอของอีกฝ่าย

ผู้ช่วยพิเศษบริษัททับทอง

ภนิตา

แววตาของเธอฉายแววเย้ยหยันยิ่งกว่าเดิม

ถิรถึงขนาดรับคนเข้ามาทำงานในบริษัท แถมยังให้ตำแหน่งผู้ช่วยพิเศษอีก นี่ต้องเอามาไว้ใกล้ตัวขนาดนี้เลยเหรอถึงจะอุ่นใจ?

เธอนี่มันเป็นเมียหลวงที่น่าสมเพชจริงๆ

ภนิตาฉายแววตาแห่งผู้ชนะ ก้าวเท้าเข้ามาหาหนึ่งก้าว "คุณอัญชลี เราเจอกันอีกแล้วนะคะ แต่ดูเหมือนคุณจะดูซูบซีดไปหน่อยนะ มีเรื่องอะไรให้ไม่สบายใจหรือเปล่าคะ?"

อัญชลีสัมผัสไม่ได้ถึงความห่วงใยแม้แต่น้อย ทุกถ้อยคำล้วนเต็มไปด้วยการยั่วยุและท้าทาย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป