บทที่ 6
อัญชลียกยิ้มมุมปาก เอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า
"มีเรื่องกวนใจอยู่พอดี ไม่ทราบว่าคุณภนิตารู้จักหมอทำหมันเก่งๆ บ้างไหมคะ?"
ภนิตาหน้าเปลี่ยนสีทันที แววตาฉายความระแวดระวัง
"ฉันไม่ค่อยเข้าใจความหมายของคุณค่ะ"
อัญชลีจ้องมองเธอด้วยความสงสัย "คุณภนิตาไม่รู้จักสัตวแพทย์เหรอคะ? พอดีที่บ้านเลี้ยงหมาตัวผู้ไว้ตัวหนึ่ง ช่วงนี้ดูเหมือนจะติดสัด ชอบวิ่งออกไปข้างนอกตลอด เหมือนแถวบ้านจะมีหมาตัวเมียจรจัดหลงมาตัวหนึ่ง เห่าเรียกอยู่ได้"
ภนิตาหน้าถอดสี แต่ยังฝืนใจพูดต่อ
"เรื่องแค่นี้ไม่เห็นต้องถึงขั้นจับไปทำหมันเลยนี่คะ ในเมื่อมันอยากออกไปหาอิสระ คุณก็ปล่อยมันไปเถอะค่ะ"
เธอซ่อนความเคียดแค้นไว้ในแววตา
แววตาของอัญชลีเจือไปด้วยความเย้ยหยัน เธอพูดอย่างใจเย็น "หมาที่ฉันเลี้ยงไว้ ทำไมต้องปล่อยไปให้หมาตัวเมียข้างนอกกินฟรีๆ ด้วยล่ะคะ? คุณภนิตาคงไม่รู้ หมาตัวเมียตัวนั้นทั้งเตี้ยทั้งขี้เหร่ ต่อให้วันหนึ่งฉันจะยกหมาตัวนี้ให้ใคร ก็ไม่มีทางปล่อยให้ไปเป็นของหมาตัวเมียตัวนั้นง่ายๆ หรอกค่ะ"
สีหน้าของภนิตาแทบจะเก็บอาการไม่อยู่แล้ว
ถ้าไม่ใช่เพราะคนอยู่เยอะ เธอคงอยากจะตบหน้าอัญชลีสักฉาด
อัญชลีถอนหายใจออกมาเบาๆ
"อันที่จริง ฉันอยากจะสั่งสอนนังหมาตัวเมียตัวนั้นที่สุด แต่มันวิ่งหนีเก่งเหลือเกิน ก็เลยต้องมาลงที่หมาตัวผู้แทน"
"คุณ!"
ภนิตากัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ
อัญชลียกมือป้องปากแสร้งทำหน้าตกใจ
"ทำไมฉันรู้สึกว่าคุณภนิตาดูจะใส่ใจหมาตัวผู้ของบ้านฉันจังเลยคะ? ถ้าคุณชอบเหมือนกัน สู้ไปซื้อที่ร้านสัตว์เลี้ยงสักตัวดีกว่า ฉันไม่ค่อยชอบให้ใครมาจ้องจะเอาของของฉันน่ะค่ะ"
เป้าหมายของเธอวันนี้คือการปั่นประสาทภนิตาให้แตกตายไปเลย
อย่าคิดว่าเธอไม่รู้ว่าโพสต์ต่างๆ ในแอคหลุมนั่นตั้งใจโพสต์ให้เธอเห็นโดยเฉพาะ
พูดจบประโยคนั้นอย่างสบายอารมณ์
อัญชลีก็หมุนตัวเดินจากไปทันที
บริษัททับทองจัดห้องทำงานแยกต่างหากไว้ให้ทีมออกแบบของพวกเขา
เพื่อนร่วมงานอย่างวรินทร์รีบขยับเข้ามาด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็นสุดขีด
เธอกระซิบถาม "อัญ ดูเหมือนเธอจะมีเรื่องกับเลขาภนิตาคนนั้นนะ ฉันเพิ่งเคยเห็นเธอฟาดไม่ยั้งแบบนี้เป็นครั้งแรกเลย"
ปกติอัญชลีขึ้นชื่อเรื่องความใจเย็นในบริษัท ต่อให้เจอลูกค้าเรื่องมากแค่ไหน ก็ยังส่งงานที่ทำให้ลูกค้าชมไม่ขาดปากได้เสมอ
อัญชลีกะพริบตาปริบๆ ทำหน้าสงสัย "ฉันกับเลขาภนิตาไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ก็แค่คุยเรื่องหมาๆ แมวๆ เท่านั้นเอง"
วรินทร์กวาดตามองรอบๆ ก่อนจะลดเสียงลงกระซิบข้างหูอัญชลี
"ฉันได้ยินข่าวลือมา เธอห้ามไปบอกใครนะ เขาว่ากันว่าเลขาคนนี้เป็นแฟนของท่านประธาน พวกเรามีเรื่องด้วยไม่ได้หรอก เดี๋ยวเธอคุยกับหล่อนก็ระวังคำพูดหน่อย อย่าให้โดนเพ่งเล็งเอาได้"
อัญชลียิ้มรับพร้อมพยักหน้า "โอเคจ้ะ"
เธอฟังแล้วก็ได้แต่ขำในใจ
เรื่องภายในบริษัทขนาดวรินทร์ยังได้กลิ่น
คิดดูสิว่าความสัมพันธ์ระหว่างถิรกับภนิตาต้องไปไกลขนาดไหน ข่าวลือถึงได้แพร่สะพัดไปทั่วขนาดนี้
สำหรับโปรเจกต์รีโนเวทออฟฟิศครั้งนี้ ไม่มีการกำหนดทิศทางการออกแบบที่ชัดเจน แค่ให้พวกเขาทำแบบออกมา แล้วสุดท้ายเขาจะเป็นคนเคาะเลือกเอง
การออกแบบที่ไม่มีโจทย์นี่แหละยากที่สุด
อัญชลีพิจารณาโครงสร้างและการตกแต่งของออฟฟิศอย่างละเอียด
รสนิยมส่วนตัวของถิรค่อนข้างไปทางเย็นชา มีแค่สีดำ ขาว เทา หาเฉดสีอื่นแทบไม่เจอ
สไตล์เดิมจะออกแนวเรียบหรูดูดี
เขาไม่บอกความต้องการที่ชัดเจน แบบนี้มันจงใจแกล้งกันชัดๆ
อัญชลีถือปากกาค้างไว้นานสองนาน แต่ก็วาดไม่ออกสักเส้น
เธอไม่รู้เลยว่าถิรต้องการแบบไหนกันแน่
ทันใดนั้น ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเปิดออก
ทุกคนเงยหน้ามองไปโดยอัตโนมัติ
ถิรสวมสูทสีดำสนิท ใบหน้าหล่อเหลาแต่เย็นชา นัยน์ตาสีนิลซ่อนเร้นอารมณ์ทุกอย่างเอาไว้
เขาเพียงแค่กวาดสายตามองผ่านๆ อย่างไม่ใส่ใจ แฝงไว้ด้วยความห่างเหิน
คนอื่นๆ รีบลุกขึ้นยืนทักทายทันที
"ท่านประธาน"
แม้แต่อัญชลีก็จำต้องลุกขึ้นยืน เธอจงใจหลบสายตาของถิร ก้มหน้าลงแล้วเอ่ยทักทายตามน้ำ
"เชิญตามสบาย"
ถิรพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการรับรู้
อัญชลีเพิ่งจะนั่งลง ก็รู้สึกถึงเงาทะมึนทาบทับลงมาตรงหน้า แรงกดดันมหาศาลปกคลุมตัวเธอทันที
เมื่อกี้หางตาเธอเหลือบไปเห็นภนิตา
หรือว่าเขาจะมาเอาคืนให้ภนิตากันนะ?
ข้อสันนิษฐานนี้เพิ่งผุดขึ้นมา ถิรก็พิสูจน์ให้เห็นทันที
"ไม่ทราบว่าเลขาของผมไปทำอะไรให้คุณอัญชลีขุ่นเคืองใจ ถึงได้พูดจาเหน็บแนมดุด่าเธอไม่หยุด ถ้ามีอะไรไม่พอใจ คุณมาคุยกับผมได้โดยตรง"
อัญชลีอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นสบตาถิร
เขาหลงภนิตาขนาดไหนกันนะ แค่เถียงกันไม่กี่คำ เขาก็รีบแจ้นมาปกป้องทันที
ภนิตาพูดด้วยน้ำเสียงแอ๊บใสซื่อ "ท่านประธานคะ บางทีคุณอัญชลีอาจจะแค่อารมณ์ไม่ดี ฉันโดนว่าแค่นี้ไม่เป็นไรหรอกค่ะ อย่าให้เสียงานเสียการเลย"
คำพูดของเธอดูใจกว้างและให้อภัย แต่สีหน้ากลับเขียนไว้ชัดเจนว่า 'ฉันถูกรังแกแต่ฉันไม่พูด'
แววตาของอัญชลีฉายแววรังเกียจพาดผ่าน
เธอรู้มาตลอดว่าถิรชอบดื่มกาแฟ แต่ไม่ยักรู้ว่าเขาหันมาชอบดื่ม 'ชาเขียว' ตั้งแต่เมื่อไหร่?
เธอมองถิรด้วยสีหน้าเรียบเฉย "ท่านประธานเข้าใจผิดแล้วค่ะ ฉันก็แค่คุยแลกเปลี่ยนเรื่องสัตว์เลี้ยงที่บ้านกับคุณภนิตา แล้วก็ถือโอกาสถามว่าเธอรู้จักหมอทำหมันเก่งๆ ไหม ฉันอยากจะส่งหมาตัวผู้ที่บ้านไปทำหมันน่ะค่ะ"
ถ้าเป็นเมื่อก่อน อัญชลีคงไม่กล้าพูดกับถิรแบบนี้แน่
แม้เธอจะพูดอ้อมๆ แต่ถิรก็ไม่ใช่คนโง่
เป็นไปตามคาด สีหน้าของถิรทะมึนลงอย่างเห็นได้ชัด
นี่เป็นสัญญาณเตือนก่อนที่เขาจะระเบิดอารมณ์
ทุกครั้งที่อัญชลีจับสังเกตได้ว่าเขาอารมณ์ไม่ดี เธอจะเป็นฝ่ายยอมลงให้และเข้าไปง้อเขาเสมอ แต่ตอนนี้เธอทำเป็นมองไม่เห็น
ในเมื่อตัดสินใจจะตัดใจ ก็ต้องเริ่มจากการเลิกนิสัยยอมคนแบบโง่ๆ นี่แหละ
"งั้นเหรอ?"
ถิรกระตุกยิ้มเย็นที่มุมปาก แววตากดดันรุนแรง
"ผมรู้ว่าคุณอัญชลีมีความสามารถด้านการออกแบบ แต่ไม่คิดว่าปากจะเก่งขนาดนี้ด้วย"
เดี๋ยวนี้เธอกล้าพูดจาประชดประชันกับเขาแล้วเหรอ เป็นบ้าไปแล้วหรือไง?
อัญชลียิ้มแบบไปที
ขณะที่กำลังจะอ้าปากพูดต่อ วรินทร์ที่อยู่ข้างล่างก็พยายามกระตุกแขนเสื้อเธอรัวๆ พร้อมกับส่ายหน้าห้ามปรามไม่หยุด
เมื่อก่อนอัญชลีอาจจะยอมกลืนความน้อยใจลงคอ แต่ตอนนี้ไม่มีวัน
เธอชี้นิ้วไปที่กล้องวงจรปิดตรงมุมห้อง "ถ้าท่านประธานยังไม่เชื่อ เราไปเปิดกล้องวงจรปิดดูตอนนี้เลยก็ได้ค่ะ"
เธอหันกลับไปมองภนิตา ยกยิ้มมุมปากแล้วถามด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
"อันที่จริงฉันก็สงสัยเหมือนกัน คุยกันเรื่องสัตว์เลี้ยงอยู่ดีๆ ทำไมพอเข้าหูท่านประธาน ถึงกลายเป็นว่าฉันจ้องเล่นงานเลขาภนิตาไปได้ล่ะคะ?"
ภนิตาโกรธจนแทบจะกัดฟันให้แตกละเอียด
วินาทีที่ถิรพุ่งเข้ามาปกป้อง อัญชลีก็รู้ทันทีว่าภนิตาต้องไปใส่สีตีไข่เรื่องที่ตัวเองโดนรังแกไว้ไม่น้อยแน่ๆ
