บทที่ 3 อาฟเตอร์ช็อก
ตอนที่ 3 อาฟเตอร์ช็อก
แสงเงินแสงทองของเช้าวันใหม่ค่อยๆ ทอแสงผ่านผ้าม่านเนื้อดีราคาแพงเข้ามาในห้องนอนกว้าง ความเงียบสงบปกคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้ว มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ยังคงทำงานส่งลมเย็นฉ่ำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ บนเตียงคิงไซส์หนานุ่ม ร่างระหงของลลินขยับกายเล็กน้อยช้าๆ ก่อนที่เปลือกตาบางจะค่อยๆ ปรือขึ้นเนื่องจากแสงแดดที่เริ่มแยงตา
ความรู้สึกแรกที่จู่โจมเข้าใส่สมองของเธอคือความปวดหนึบที่ขมับทั้งสองข้าง ผลลัพธ์อันหลีกเลี่ยงไม่ได้ของแชมเปญราคาแพงหลายขวดที่เธอกระดกลงคอไปเมื่อคืนนี้
ลลินครางแผ่วในลำคอ ยกลำแขนเรียวขึ้นกุมขมับ ทว่าพอเธอขยับร่างกาย ขยับขาเพียงเล็กน้อย ความรู้สึกปวดร้าวและขัดยอกแปลบปลาบก็แล่นพุ่งขึ้นมาจากกึ่งกลางความเป็นสาวทันที มันไม่ใช่ความเจ็บปวดจากอาการบาดเจ็บ แต่เป็นร่องรอยของกิจกรรมอันตรากตรำ ร้อนแรง และยาวนานที่เกิดขึ้นตลอดค่ำคืนที่ผ่านมา
สมองที่เคยพร่าเบลอเพราะความง่วงเริ่มประมวลผล ภาพเหตุการณ์และฉากรักอันดุดัน เร่าร้อน บนเตียงนอนตัวนี้หลั่งไหลเข้ามาในหัวราวน้ำป่าไหลหลาก...
เธอนึกออกแล้ว... เธอเพิ่งหย่า... เธอไปบาร์โฮส... แล้วเธอก็หิ้วตัวท็อปอย่างธีร์กลับมาที่คอนโด! ลลินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบหันขวับไปมองพื้นที่ว่างข้างกายทันที ภาพที่ปรากฏสู่สายตาคือร่างสูงใหญ่ของหนุ่มบาร์โฮสตัวท็อปที่ยังคงนอนหลับปุ๋ยอยู่ข้างๆ แผ่นหลังกว้างเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อตึงแน่นโผล่พ้นผ้าห่มผืนหนา ลมหายใจของเขาเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายในยามหลับใหลดูไร้เดียงสาและอ่อนเยาว์ลงกว่าตอนที่เขาอยู่ภายใต้แสงไฟนีออนในร้านอย่างสิ้นเชิง ผมสีดำสนิทขยับยุ่งเหยิงเล็กน้อยชวนมอง
หัวใจของลลินเต้นรัวกระหน่ำราวกองรบ แต่อารมณ์ที่พุ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่อกในวินาทีนี้ไม่ใช่ความเสน่หา... แต่มันคือ ‘ความอับอายขายหน้าอย่างรุนแรง’
‘นี่ฉันทำอะไรลงไป?!’ ลลินกรีดร้องในใจอย่างไร้เสียง มือบางยกขึ้นกุมขมับอย่างบ้าคลั่ง
เธอ... ลลิน ผู้จัดการฝ่ายการตลาดสุดเนี้ยบ ผู้หญิงที่รักนวลสงวนตัวและซื่อสัตย์ในความรักมาตลอดสิบสองปี ผู้หญิงที่เคยตราหน้าพวกผู้หญิงใจง่ายว่าไร้ศักดิ์ศรี คืนแรกหลังเซ็นใบหย่า เธอกลับหอบหิ้วผู้ชายขายบริการกลางคืนมานอนกอด กรีดร้องครางกระเส่าอยู่ใต้ร่างของเขา ยอมให้เขาตักตวงและปรนเปรอจนหมดสภาพ แถมยังเป็นฝ่ายเว้าวอนขอให้เขาทำแรงๆ อีกต่างหาก
ความอับอายและศักดิ์ศรีที่ค้ำคอทำเอาลลินแทบอยากจะแทรกแผ่นดินคอนโดหนีไปให้พ้นๆ จากตรงนี้ ร่างกายของเธอยังคงจดจำสัมผัสและไออุ่นจากฝ่ามือหนาของเขาได้ดีจนผิวเนื้อร้อนผ่าว ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงก่ำด้วยความอายระคนสับสน
เธอมองร่างของธีร์อีกครั้งด้วยความรู้สึกประหม่า คืนแรกหลังชีวิตคู่พังทลาย เธอประชดชีวิตด้วยการเปย์เงินแสนเพื่อซื้อความสุขชั่วข้ามคืน... ใช่ คืนนั้นมันยอดเยี่ยม มันทำให้เธอหลุดพ้นจากความเจ็บปวด แต่อาฟเตอร์ช็อกในเช้าวันต่อมามันรุนแรงจนเธอรับมือไม่ถูก เธอไม่อยากสู้หน้าเขา ไม่อยากสบตาคู่คมที่เหมือนจะอ่านใจเธอออกทุกอย่างคู่นั้นในสภาพที่ตื่นลืมตาเพียบพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ
ลลินสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามระงับอาการลนลาน ค่อยๆ ตวัดผ้าห่มออกช้าๆ ย่องลงจากเตียงนอนอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ร่างเปลือยเปล่าของเธอสั่นระริกน้อยๆ เมื่อสัมผัสกับไอเย็นของเครื่องปรับอากาศ เธอรีบก้าวเข้าไปในห้องน้ำ จัดการชำระล้างร่างกายอย่างรวดเร็ว สายน้ำเย็นจัดช่วยดึงสติของเธอกลับมาได้บ้าง แต่รอยรักสีกุหลาบจางๆ ที่กระจายอยู่ตามลำคอและเนินอกกลับเป็นหลักฐานย้ำเตือนเด่นชัดว่าเรื่องเมื่อคืนไม่ใช่ความฝัน
หลังจากแต่งตัวในชุดทำงานสุดเนี๊ยบ เสื้อเชิ้ตสีขาวหรู กางเกงสแล็กขายาวสีดำ คลุมทับด้วยสูทสีเบจ ลลินเดินกลับเข้ามาในห้องนอนอีกครั้ง เธอมองธีร์ที่ยังคงไม่มีทีท่าว่าจะตื่น เธอก้าวไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง หยิบกระเป๋าเงินแบรนด์เนมออกมา เปิดออกแล้วดึงธนบัตรใบละหนึ่งพันบาทออกมาเป็นฟ่อน... ประมาณสองหมื่นบาท วางกระแทกลงบนโต๊ะข้างหัวเตียงเสียงดัง ปึก! ข้างๆ โทรศัพท์มือถือของเขา
มันเป็นเงินก้อนพิเศษที่เธอให้เพิ่มนอกเหนือจากค่าตัวที่รูดบัตรเครดิตที่ร้านไปแล้วล่วงหน้า ลลินเม้มริมฝีปากแน่น ท่าทางหยิ่งยโสตามสัญชาตญาณถูกยกขึ้นมาเป็นเกราะกำบังความอ่อนแอ
‘เงินนี่... ถือว่าเป็นค่าทิปก็แล้วกัน ต่อจากนี้เราไม่มีอะไรติดค้างกันอีก ฉันจ่าย เงินจบ เรื่องจบ’ ลลินบอกตัวเองในใจเพื่อลดทอนความรู้สึกผิดบาปและน่าอายในใจ
เธอกวาดสายตามองใบหน้าหล่อเหลาของธีร์เป็นครั้งสุดท้ายด้วยแววตาสั่นไหว ก่อนจะหมุนตัวเดินสับส้นสูงออกจากห้องพัก มุ่งหน้าไปทำงานทันทีโดยไม่คิดจะปลุกหรือรอให้เขาตื่นมาบอกลา
คล้อยหลังเสียงประตูห้องปิดลงได้ไม่ถึงสามนาที...
ร่างสูงใหญ่บนเตียงหนานุ่มที่ลลินคิดว่ากำลังหลับลึกกลับค่อยๆ ขยับตัว เปลือกตาคมลืมขึ้นช้าๆ นัยน์ตาสีนิลสนิทนั้นแจ่มใส ไร้ซึ่งร่องรอยของความง่วงงุนอย่างคนที่ตื่นมานานแล้ว ธีร์พลิกตัวนอนหงาย ยกลำแขนขึ้นก่ายหน้าผากพลางแค่นยิ้มมุมปากเบาๆ
ความจริงเขาตื่นตั้งแต่ตอนที่ลลินเริ่มขยับตัวก้าวลงจากเตียงแล้ว บาร์โฮสระดับท็อปอย่างเขามีสัญชาตญาณการตื่นตัวที่ไวต่อสิ่งแวดล้อมเสมอ เขาแกล้งทำเป็นหลับเพราะอยากรู้ว่าคุณผู้หญิงคนสวยใจถึงเมื่อคืนนี้จะมีปฏิกิริยาอย่างไรในยามเช้า... แล้วเธอก็ทำในสิ่งที่เขาคาดไว้ไม่มีผิด
หนี... เธอรีบหนีไปราวกับกลัวว่าเขาจะเป็นปีศาจร้ายที่จะจับเธอขย้ำกลืนลงท้อง ธีร์ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง ผืนผ้าห่มร่วงหล่นลงไปอยู่ที่เอวสอบเผยให้เห็นแผงอกขาวล่ำและรอยเล็บจางๆ บนบ่า รอยแผลเป็นแห่งความทรงจำอันเร่าร้อนที่ลลินฝากไว้เมื่อคืนนี้ เขายื่นมือไปหยิบฟ่อนเงินปึกใหญ่ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียงขึ้นมาดู มุมปากหยักลึกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันชวนเสน่ห์
“หึ... ทิ้งเงินไว้ให้ แล้วก็สะบัดตูดหนีงั้นเหรอ? หยิ่งสมชื่อจริงๆ นะคุณลลิน”
ธีร์พึมพำกับตัวเอง เสียงทุ้มต่ำปนขำ สำหรับเขาแล้ว เงินก้อนนี้ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกแปลกใจ ลูกค้าผู้หญิงรวยๆ ส่วนใหญ่ก็มักจะทิ้งทิปหนักๆ ไว้ให้เขาเสมอหลังเสร็จสิ้นค่ำคืนอันแสนสุข แต่สิ่งที่ทำให้ธีร์สะดุดใจจนสลัดภาพของลลินออกจากสมองไม่ได้ในเช้านี้... ไม่ใช่เงินฟ่อนนี้ และไม่ใช่เรือนร่างอันเซ็กซี่เร่าร้อนของเธอ หากแต่เป็นแววตาก่อนที่เธอจะก้าวออกจากห้องไป
ธีร์แอบมองเธอผ่านช่องว่างของแพขนตาในตอนที่เธอคิดว่าเขาหลับ แววตาของลลินไม่ได้มีแต่ความหยิ่งยโสหรือความสะใจที่ได้เปย์ผู้ชาย แต่อยู่ๆ แววตาคูนั้นกลับสั่นไหว เต็มไปด้วยความเวิ้งว่าง ความเปราะบาง และความเศร้าสร้อยลึกซึ้งราวกับเด็กหลงทางที่กำลังร้องไห้อยู่ข้างในใจ
ในฐานะที่เขาทำงานในโลกโลกีย์ คลุกคลีกับผู้หญิงมานับร้อยนับพันประเภท ธีร์มองออกทันทีว่าลลินไม่ได้เป็นพวกผู้หญิงรักสนุกหรือเจนโลก เธอเหมือนแก้วคริสตัลเนื้อดีที่พยายามทำตัวแข็งแกร่ง หยิ่งยโส เพื่อปกปิดรอยร้าวร่องลึกในใจที่เพิ่งโดนทุบทำลายมามากกว่า
“คนบ้าอะไร... ตัวก็สั่นระริกตอนก้าวลงจากเตียง แต่พอแต่งตัวเสร็จกลับเดินเชิดหน้าเหมือนนางพญา” ธีร์ส่ายหัวยิ้มๆ เขาทิ้งเงินปึกนั้นไว้ที่เดิม ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงบิดขี้เกียจ กลิ่นกายอ่อนๆ ของลลินยังคงติดอยู่บนหมอนและผ้าห่ม มันเป็นกลิ่นหอมละมุนผสมผสานระหว่างแป้งเด็กและน้ำหอมหรู กลิ่นที่ทำให้หัวใจของบาร์โฮสหนุ่มที่เคยตายด้านและมองเซ็กส์เป็นเพียงแค่งาน คล้ายจะกระตุกวูบอย่างประหลาด
14.00 น. ณ บริษัทโฆษณาและมาร์เก็ตติ้งยักษ์ใหญ่ใจกลางเมือง
ภายในห้องทำงานส่วนตัวของผู้จัดการฝ่ายการตลาด ลลินนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ บนจอคอมพิวเตอร์เปิดหน้าต่างแผนงานแคมเปญไตรมาสที่สามค้างไว้ นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนแป้นพิมพ์ค้างอยู่แบบนั้นมานานนับสิบนาทีโดยไม่มีตัวอักษรใดๆ เพิ่มขึ้นมาเลยแม้แต่ตัวเดียว
ตลอดทั้งวัน... ตั้งแต่เช้าจรดบ่าย ลลินไม่มีสมาธิกับการทำงานเลยแม้แต่น้อย สมองของเธอปฏิเสธที่จะรับรู้เรื่องตัวเลข ตัวชี้วัดหรือกลยุทธ์การตลาดใดๆ ทั้งสิ้น สิ่งเดียวที่แล่นวนเวียนอยู่ในหัวสมองสมองซีกขวาซีกซ้ายปะปนกันมั่วซั่วคือภาพความทรงจำของค่ำคืนที่ผ่านมา
‘อ๊า... ธีร์ แรงอีก... อ๊ะ อ๊ะ...’
เสียงครางกระเส่าของตัวเองที่ร้องขอความรักจากเขาดังสะท้อนอยู่ในรูหูซ้ำไปซ้ำมาจนลลินต้องรีบยกมือขึ้นอุดหู ใบหน้าหวานร้อนผ่าวราวกับมีไฟมาอัง แอร์ในห้องทำงานเปิดไว้ที่ 22 องศาเซลเซียส แต่เธอกลับรู้สึกร้อนรุ่มจนเหงื่อซึมตามไรผม
เธอนึกถึงสัมผัสจากฝ่ามือหนาอุ่นจัดของธีร์ที่ลูบไล้ไปตามหน้าท้องแบนราบ นึกถึงความรู้สึกยามที่ร่างกายของเขาขยับขับเคลื่อนอยู่เหนือร่างของเธอด้วยความเร็วและรุนแรง นึกถึงแววตาคมกริบคู่หน้านั้นที่จับจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอในวินาทีที่ทั้งคู่แตะขอบสวรรค์... มันช่างชัดเจน ราวกับเหตุการณ์นั้นเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อห้านาทีที่แล้ว!
“บ้าจริง! ยัยลิน! ตั้งสติหน่อยสิ! เขาเป็นแค่ผู้ชายบาร์โฮสที่แกซื้อมานะ แกจะไปคิดถึงเขาทำไม!” ลลินพึมพำด่าตัวเองเสียงเบา พยายามสะบัดหัวไล่ความคิดลามกเหล่านั้นออกไป
เธอยกแก้วกาแฟดำขึ้นดื่มหวังให้อารมณ์ตื่นตัว แต่รสชาติขมปร่าของกาแฟกลับสู้ความขมขื่นในใจไม่ได้ ลลินทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างกระจกใส มองดูวิวเมืองหลวงอันวุ่นวาย ความรู้สึกประชดชีวิตเมื่อคืนนี้จางหายไปหมดแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงความเวิ้งว่างและคำถามที่คอยตามหลอกหลอน
เธอหย่าแล้ว... เธอไม่มีดนัยอีกต่อไปแล้ว ชีวิตหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร?
ความโดดเดี่ยวอ้างว้างเริ่มกัดกินจิตใจของเธออีกครั้ง ท่าทีหยิ่งยโสที่พยายามแสดงต่อหน้าลูกน้องในบริษัทตลอดทั้งวันเป็นเพียงหน้ากากที่เธอสร้างขึ้นเพื่อไม่ให้ใครเห็นว่าผู้จัดการหญิงคนเก่งคนนี้กำลังล้มเหลวในชีวิตครอบครัวอย่างสิ้นเชิง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูห้องทำงานดังขึ้น ดึงลลินออกจากภวังค์ความคิดอันฟุ้งซ่าน เธอรีบปรับสีหน้าและแววตาให้กลับมานิ่งสนิท เฉียบขาด ทรงพลังตามเดิมในทันที “เข้ามาค่ะ”
ประตูเปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของเจนจิรา เพื่อนสนิทที่เดินนวยนาดเข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสารในมือ ทันทีที่ประตูปิดลงและลูกน้องด้านนอกมองไม่เห็น เจนจิราก็ทิ้งมาดเพื่อนร่วมงานข้ามแผนก ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามลลินทันที ใบหน้าแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มมีเล่ห์นัย
“เป็นไงบ้างจ๊ะ... คุณผู้จัดการลลิน หน้าตาดูซีดๆ เซียวๆ แต่นัยน์ตานี่ดูฉ่ำน้ำจังเลยนะเมื่อเช้าแอบหนีกลับก่อนไม่บอกฉันเลยนะยัยตัวดี” เจนจิราแซวเสียงต่ำ ยื่นหน้าเข้ามาใกล้
ลลินถลึงตาใส่เพื่อนสนิททันที “เบาๆ สิเจน เดี๋ยวใครมาได้ยินเข้า... แล้วเรื่องเมื่อคืน... ห้ามพูดถึงมันอีกนะ ฉันเมามาก ฉันจำอะไรไม่ได้ทั้งนั้นแหละ”
“อุ๊ยตาย... ความจำเสื่อมกะทันหันซะงั้น” เจนจิราหัวเราะคิกคักอย่างไม่เชื่อ “ระดับ King ของบาร์โฮสอันดับหนึ่งเปย์ไปตั้งเป็นแสน... แกจะบอกว่าจำไม่ได้เหรอจ๊ะ? คืนนี้เป็นไง? แซ่บไหม? สมราคาคุยหรือเปล่า? เล่าให้เพื่อนฟังหน่อยสิฉันอยากรู้ใจจะขาดแล้ว!”
“เจนจิรา!” ลลินกดเสียงต่ำ หน้าแดงซ่านจนถึงใบหู “ฉันบอกว่าไม่พูดก็คือไม่พูดสิ! เรื่องเมื่อคืนมันก็แค่... เรื่องผิดพลาดค่ำคืนเดียว ฉันแค่เครียดเรื่องใบหย่า เลยทำอะไรบ้าๆ ประชดชีวิตไปงั้นแหละ ตอนนี้ฉันตื่นแล้ว มีสติแล้ว และเรื่องระหว่างฉันกับผู้ชายคนนั้น... มันจบลงแค่นั้น ไม่มีอะไรต่อทั้งนั้นแหละ”
เจนจิราเคาะนิ้วกับโต๊ะทำงาน มองเพื่อนสนิทด้วยสายตารู้ทัน “แน่ใจเหรอว่าจบ? แกน่ะปากแข็งลิน แต่ตาแกมันฟ้อง ตลอดห้านาทีที่ฉันนั่งอยู่ตรงนี้ แกแอบมองโทรศัพท์มือถือตั้งสามรอบ... แกกำลังรอสายใครอยู่หรือเปล่า? หรือรอให้พ่อหนุ่มสุดล่ำคนนั้นทักแชตมาหา?”
คำพูดของเจนจิราเหมือนลูกศรที่ปักเข้ากลางใจดำ ลลินสะดุ้งน้อยๆ รีบคว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงกับโต๊ะทำงานทันที “ไร้สาระ! ฉันจะไปรอสายเขาทำไม ฉันจ่ายเงินค่าตัวให้เขาครบทุกบาททุกสตางค์ แถมทิ้งทิปไว้ให้อีกตั้งสองหมื่น... เราสองคนจบความสัมพันธ์แบบซื้อขายไปแล้ว ไม่มีอะไรติดค้างกัน!”
“จ้าๆ... ให้มันจริงเถอะ” เจนจิราถอนหายใจ ยื่นมือไปกุมมือเพื่อนสนิทอย่างเป็นห่วง แววตาเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลง “ลิน... ฉันรู้ว่าแกเจ็บเรื่องไอ้ดนัย และฉันก็ดีใจที่เห็นแกปลดปล่อยบ้างเมื่อคืน แต่ฉันแค่อยากเตือนแกไว้หน่อย... ผู้ชายพวกนั้นเขาทำงานบริการ เขารู้ว่าต้องพูดแบบไหน ทำท่าแบบไหนผู้หญิงถึงจะหลง แกอย่าเผลอเอาใจลงไปเล่นกับไฟล่ะ แกเพิ่งอกหักมา ใจแกยังอ่อนแออยู่มากนะ”
คำเตือนของเพื่อนสนิททำให้ลลินนิ่งเงียบไป...
‘เอาใจลงไปเล่นงั้นเหรอ?’ ลลินคิดในใจพลางแค่นยิ้มหยันให้กับความโง่เขลาของตัวเอง
“แกไม่ต้องห่วงหรอกเจน...” ลลินเอ่ย น้ำเสียงนิ่งเรียบแต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาด “ฉันรู้ตัวดีว่าฉันอยู่ในสถานะไหน และเขาอยู่ในสถานะไหน ผู้ชายคนนั้นเป็นแค่สินค้าที่ฉันใช้เงินซื้อมาบำบัดความใคร่และความเหงาชั่วคราวเท่านั้นแหละ คนอย่างลลิน... ไม่มีวันเอาหัวใจไปทิ้งไว้ในบาร์โฮสเด็ดขาด”
แม้ปากจะพูดออกไปแบบนั้นด้วยความหยิ่งยโส ทว่าในส่วนลึกของหัวใจ ลลินกลับรู้สึกโหวงเหวงแปลกๆ ภาพรอยยิ้มมุมปากและสัมผัสอันอ่อนโยนผิดกับอาชีพของธีร์ในยามเช้ายังคงตามมาหลอกหลอน คอยคัดค้านคำพูดอวดดีของเธออยู่ตลอดเวลา
22.00 น. ณ ห้องแต่งตัววีไอพี หลังร้าน The Emperor
บรรยากาศหลังร้านเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้งเนื่องจากเป็นเวลาเริ่มงานของบรรดาหนุ่มโฮสทั้งหลาย เสียงพูดคุย หัวเราะ และกลิ่นน้ำหอมนานาชนิดอบอวลไปทั่วห้องแต่งตัวกว้างขวาง ชายหนุ่มหน้าตาดีหลายคนกำลังแต่งหน้า เซตผม และสวมใส่ชุดสูทเนี้ยบหรูเพื่อเตรียมตัวออกไปต้อนรับลูกค้า
ทว่าที่มุมหนึ่งของห้อง... ธีร์ ตัวท็อปอันดับหนึ่งกลับนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้โซฟาเดี่ยว เขาสวมชุดเชิ้ตสีปลดกระดุมเม็ดบนตามสไตล์ ในมือถือแก้วเหล้าแบรนด์หรูแกว่งไปมาอย่างใจลอย สายตาคมกริบเหม่อมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย จนเพื่อนร่วมงานหลายคนรู้สึกแปลกใจ เพราะปกติธีร์จะเป็นคนที่กระตือรือร้นและมีสมาธิกับงานสูงมาก
“เฮ้ย... ไอ้ธีร์ คืนนี้เป็นอะไรวะ? นั่งใจลอยเป็นพระเอกมิวสิกวิดีโอเชียว” ภัทรโฮสหนุ่มรุ่นน้องที่เป็นเพื่อนสนิทของธีร์เดินเข้ามาทักพลางตบบ่ากว้างเบาๆ “เมื่อคืนได้ข่าวว่าโดนพี่สาว Black Card คนสวยโฉบตัวไป Off ทั้งคืนไม่ใช่เหรอวะ? ยอดเงินสะพัดเป็นแสน มาม่าซังยิ้มแก้มปริเลย... คืนนี้ทำไมหน้าตาดูไม่สดชื่นเลย หรือว่าโดนพี่สาวสูบพลังไปจนหมดตัว?”
ธีร์ปัดมือเพื่อนรุ่นน้องออกจากบ่าพลางแค่นยิ้มบาง “ไร้สาระน่าไอ้ภัทร... พลังกูมีเหลือเฟือ”
“เอ้า... งั้นเป็นอะไร? หรือว่า... ติดใจพี่สาวคนนั้นเข้าให้แล้ว?” ภัทรแซวขำๆ “แต่กูเห็นรูปที่มาม่าซังแอบถ่ายตอนเธอมาโหว... โห สวยเซ็กซี่ชิบหาย หุ่นอย่างกับนางแบบ เดรสแดงเพลิงผ่าลึกบาดใจ เป็นกู กูก็เคลิ้มวะ”
“เออ สวย...” ธีร์ตอบสั้นๆ ภาพเรือนร่างระหงและเสียงครางรัญจวนใจของลลินแล่นเข้ามาในหัวอีกครั้ง คืนเมื่อคืนมันต่างจากทุกคืนที่เขาเคยทำงานมาอย่างสิ้นเชิง มันมีความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งและร้อนแรงกว่าปกติปะปนอยู่จนเขาเองยังตกใจ “แต่เธอ... ไม่เหมือนลูกค้าคนอื่น”
“ไม่เหมือนยังไงวะ?” ภัทรขมวดคิ้วสงสัย
ธีร์นิ่งไปอึดใจใหญ่ นึกถึงฟ่อนเงินสองหมื่นที่เธอทิ้งไว้ให้ นึกถึงท่าทางเชิดหน้าหยิ่งยโสตอนที่เธอแต่งตัวเสร็จ แต่ในขณะเดียวกันเขากลับนึกถึงคราบน้ำตาที่เขาคอยจูบซับให้เธอตลอดทั้งคืนยามที่เธอเผลอปล่อยความอ่อนแอออกมา
“เธอ... หยิ่งมาก หยิ่งจนน่าหมั่นไส้” ธีร์พูดเสียงทุ้ม แววตาคมกริบวาวโรจน์ขึ้นช้าๆ “พยายามทำตัวเหมือนนางพญาที่ใช้เงินซื้อทุกอย่างได้... แต่ข้างใน... แม่งโคตรเปราะบาง เหมือนแก้วที่ร้าวพร้อมจะแตกตลอดเวลา”
ภัทรมองหน้าเพื่อนสนิทแล้วหัวเราะลั่น “โอ้โหย... พูดซะลึกซึ้ง มีวิเคราะห์อินเนอร์ลูกค้าด้วย เวลากูไปกับลูกค้า กูสนแค่กระเป๋าตังค์เขาหนาไหม ยัดทิปหนักไหม แค่นั้นจบ... มึงคิดมากไปเปล่าไอ้ธีร์? สัญญาของร้านเราคือห้ามเอาใจลงไปเล่นเด็ดขาดนะมึง ลืมไปแล้วเหรอ?”
“กูรู้หน้าที่ของกูดีน่า...” ธีร์ตัดบท ยกรสเหล้าเข้าปากรวดเดียวหมดแก้ว ความขมของแอลกอฮอล์แผ่ซ่านในลำคอ
เขารู้ดี... รู้ดีที่สุดว่ากฎเหล็กของอาชีพนี้คืออะไร ‘ขายความสุข ขายร่างกาย แต่อย่าขายหัวใจ’ เขาทำงานนี้มาหลายปีเพื่อหาเงินรักษาแม่และส่งน้องเรียน เจอลูกค้ามาทุกรูปแบบ ไม่เคยมีใครทำให้เขาใจสั่นได้เลยสักครั้ง
แต่กับลลิน... ผู้หญิงเดรสแดงคนนั้น... เธอกลับทิ้งรอยแปลกประหลาดไว้ในใจของเขา ท่าทางหยิ่งยโสที่พยายามปกปิดความเจ็บปวดลึกๆ นั้น มันกลับกระตุ้นสัญชาตญาณบางอย่างในตัวเขาให้อยากเข้าไปค้นหา อยากเข้าไปโอบกอด และอยากลักพาตัวเธอมาไว้ใต้ร่างของเขาอีกครั้ง... ไม่ใช่ในฐานะคนซื้อกับคนขาย แต่ในฐานะผู้ชายคนหนึ่งที่มีต่อผู้หญิงที่เขาปรารถนา
“น้องธีร์ขา! เตรียมตัวสแตนด์บายเลยค่ะ คืนนี้คุณหญิงดาริกาแวะมาหา เรียกหาน้องธีร์คนแรกเลยค่ะ!” เสียงมาม่าซังตะโกนเรียกมาจากหน้าประตูห้องแต่งตัว
ธีร์ถอนหายใจยาว วางแก้วเหล้าลงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดเสื้อเชิ้ตและสูทของตัวเองให้เนี้ยบ ใบหน้าหล่อเหลากลับมาแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มทรงเสน่ห์ ขี้เล่น และแววตาเย้ายวนแบบฉบับ King ของร้านตามเดิมในทันที หน้ากากของธีร์ บาร์โฮสตัวท็อป ถูกสวมทับอีกครั้ง
ทว่าในส่วนลึกของใจ... เขากลับพึมพำคาดโทษผู้หญิงปากแข็งคนนั้นอยู่เงียบๆ
‘ทิ้งเงินไว้ให้สองหมื่นแล้วคิดว่าจะจบง่ายๆ งั้นเหรอคุณลลิน... คนอย่างผม ถ้าคิดจะสลัดทิ้ง มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก แววตาเปราะบางของอุ้งมือคุณเมื่อคืนนี้... มันบอกผมว่า คุณต้องกลับมาหาผมอีกแน่ๆ... แล้วผมจะรอ’
อาฟเตอร์ช็อกของความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนข้ามวันทำเอาคนสองคนที่อยู่คนละโลกละทิ้งตัวตนไม่ได้ ทั้งลลินที่พยายามจมอยู่กับงานเพื่อลืมความอับอาย และธีร์ที่ต้องออกไปปรนนิบัติคนอื่นแต่ใจกลับพะวงถึงแผ่นหลังเนียนละเอียดของเธอ... ต่างฝ่ายต่างสร้างกำแพงขึ้นมาบดบังความรู้สึก แต่พวกเขารู้ดีว่า... กำแพงนั้นมันช่างเปราะบางเหลือเกิน!
