บทที่ 7 ความลับไม่มีในโลกนิยาย
คนถูกเรียกยิ้มหวานหยด ทว่าแววตายังเศร้าสร้อย
“เหตุใดจะมาที่นี่ ใยไม่ให้บ่าวส่งข่าวน้อง” จ้านปี่อี้ตัดพ้อ ก่อนมองไปทางพี่ชายของนาง แล้วยกมือทำท่าไล่ แต่ดวงตาคมกริบของจ้านซานป๋อจับจ้องหลี่หวางชิงไม่วางตา ราวกับเห็นว่านางเป็นปีศาจจิ้งจอก ที่แปลงร่างมาเพื่อควักหัวใจผู้อื่นกิน
“อี้เอ๋อร์ จะคบผู้ใด เจ้าควรตระหนักให้ดี โดยเฉพาะ...”
คำพูดของจ้านซานป๋อนับว่าหยามหมิ่นหลี่หวางชิงแล้ว แต่ยังไม่เท่าดวงตาคมกริบคู่นั้น ที่ประหนึ่งจะฟาดฟันเข้าใส่ร่างหลี่หวางชิงให้ขาดเป็นชิ้นๆ
ดวงตากลมโตถลึงมองจ้านซานป๋อ ชายผู้นี้เป็นต้นเหตุทำให้นางต้องโผล่ในโลกคู่ขนาน แล้วย้อนเวลากลับมาเพื่อชำระความกลับทุกคนที่ทำให้เกิดหายนะกับชีวิตหลี่หวางชิง !!
“โอ้ ท่านแม่ทัพ” ส่งเสียงเรียกชายหนุ่มแล้ว หลี่หวางชิงก็ฝืนใจเป็นอย่างยิ่งในการค้อมเอวอ่อนเพื่อทำความเคารพจ้านซานป๋อ กิริยานางคือการแสร้งทำ ราวกับเป็นสตรีหน้าไหว้หลังหลอก
และสีหน้านางไม่ได้ยิ้ม ไม่ได้บึ้งตึง แต่เจือความท้าทายอยู่ในที เมื่อดวงตากลมโตสานสบกับดวงตาคมกริบ นางก็มองเขาอย่างไม่หลบสายตา แม้ใจจะสั่นไหวรุนแรงจนแทบควบคุมไม่ได้ แต่ฝืนเชิดหน้าสูง
ซึ่งในคราแรกเจ้าของร่างนี้ หลงเสน่ห์จ้านซานป๋อจนแทบคลั่ง เพราะอีกฝ่ายเป็นรักแรกของหลี่หวางชิง แต่เมื่อใคร่ครวญให้ดี ความโกรธแค้นพลันปะทุขึ้น หัวใจหดเกร็ง ก่อนจะปวดหนึบ แล้วชาด้าน นางรับรู้ถึงการถูกหักหลัง ความอมหิต อีกทั้งการนอกใจ!!
โอ้...หลี่หวางชิงช่างน่าสงสาร นางเป็นเพียงสตรีอายุสิบเจ็ดปีที่ต้องรับชะตากรรมเลวร้าย เพราะสามียึดมั่นในการรักษาบ้านเมือง เชื่อฟังคำสั่งของสกุลนับรบของตน และมิอาจเป็นบุตรอกตัญญู เขาไม่ได้เกลียดนางก็จริง แต่กลับเพิกเฉย ปล่อยให้นางเผชิญชะตากรรมต่างๆ เพียงลำพังในจวนของแม่ทัพ จวนที่เหมือนนรกบนดิน!
ยามนั้น หญิงสาวกึ่งเย้ายวน กึ่งยิ้มเยาะอยู่ในที กิริยาของนางทำให้ใบหน้าหล่อเหลาของจ้านซานป๋อแข็งกระด้างขึ้นไปอีกหลายส่วน กระนั้นเขาไม่ได้อออกคำสั่ง หรือบังคับน้องสาวคนเล็กให้กลับจวน เพียงแต่ส่งสายตาข่มขวัญหลี่หวางชิง จากนั้นก็มีนายกองผู้หนึ่งเข้ามาแจ้งบางสิ่ง และจ้านซานป๋อต้องรีบเข้าวังโดยด่วน
“อย่าอยู่เล่นให้นาน มารดาเป็นห่วงเจ้า และพี่จะให้คนรอพาเจ้ากลับจวน”
“ขอบใจพี่ใหญ่ ข้าจะอยู่คุยกับคุณหนูสี่อีกเล็กน้อย”
“ตามใจเจ้าเถิด และจำคำพี่เอาไว้ คำใดควรเก็บเงียบ เจ้าต้องระวังให้มาก อย่าได้แพร่งพรายให้ผู้อื่นเอาไปนินทา” เมื่อบอกน้องสาวแล้ว เขาจึงก้าวดุ่มๆ จากไป
“รีบเช่นนั้น ข้าไม่ส่งนะท่านแม่ทัพ!”
อันที่จริงหลี่หวางชิงควรสงบปากสงบคำ แต่นางอดใจไม่ไหว ก็ใครใช้ให้จ้านซานป๋อ น่าหมั่นไส้ถึงเพียงนั้น
ราวๆ ชั่วหนึ่งก้านธูปดับ หลี่หวางชิงจึงได้พบมู่ถังเหริน อีกฝ่ายเป็นบุรุษหน้าขาวใส เขามิต่างจากคนดังในยุคปัจจุบัน สูง ขาว หุ่นไม่หนา แต่ไม่ใช่พวกขี้ก้าง เป็นชายรูปงามตามแบบพิมพ์นิยม
ถังมู่เหรินมีรอยยิ้มเป็นอาวุธ ยามยิ้มทำให้ดวงตาหยิบหยี น่ามองและเพลินใจ แต่นางผู้มาอาศัยร่างนี้ ไม่ใช่สาวน้อย จึงไม่ได้หลงเสน่ห์เขา
เมื่อชายหนุ่มสืบเท้าเข้ามา และพบกับสตรีทั้งสองคน เขาก็มีสหน้าซีดเผือดและเหงื่อแตกท่วมหน้าผาก
ดวงตากลมโตของหลี่หวางชิงจับสังเกตทุกอย่างที่เกิดขึ้น และปะติดปะต่อทุกอย่างที่ได้ยินก่อนหน้านี้
“มารหัวขน!!... ท่านพี่เข้าใจหรือไม่ ปล่อยน้องหญิงตายเสียเถอะ มิเช่นนั้น คงเป็นการลบหลู่เบื้องสูง!”
คำพูดจ้านปี่อี้ที่กล่าวอย่างตัดพ้อกับแม่ทัพหนุ่ม ย่อมมีเงื่อนงำ พอหลี่หวางชิงลอบมองเจ้าบ้านถังน้อย นางก็หัวเราะอย่างนางมารร้ายในลำคอ ระหว่างจ้านปี่อี้กับหนุ่มหน้าใสผู้นี้
ย่อมมีบางสิ่งที่ลึกซึ้งต่อกัน และ ‘มารหัวขน’ ที่ดรุณีน้อยกล่าวถึง จะเป็นสิ่งใด หากไม่ใช่ว่าจ้านปี่อี้กำลังตั้งครรภ์ ส่วนบิดาของลูกในน้องนาง ย่อมไม่ใช่ใครอื่น เพียงแค่คิด หลี่หวางชิงก็ครึ้มอกครึ้มใจ วันนี้นางมีหมากในมือเพื่อเดินในกระดานเปื้อนเลือด พร้อมกันถึงสองตัว!
จ้านปี่อี้ตัวสั่น นางแสดงอย่างชัดเจนว่าอาลัยอาวรณ์ต่อเจ้าบ้านถังน้อยผู้นี้
ฝ่ายถังมู่เหรินรีบดึงสติตนกลับคืน และเอ่ยว่า
“ข้าคิดไม่ถึงว่าคุณหนูสี่ กับเสี่ยวอี้ จะอยู่ที่นี่ด้วยกัน”
“สวรรค์ลิขิตไว้แล้ว หาใช่เรื่องบังเอิญอันใด”
หลี่หวางชิงเป็นคนกล่าว และนางชี้ชวนให้ทุกคนก้าวไปยังศาลารับรอง ในจุดนั้นมีเณรน้อยกำลังกวาดใบไม้อยู่ และมีขนมหวานกับน้ำชาดอกไม้หอมรสดีจัดเตรียมไว้
