บทที่ 14 องค์หญิงใหญ่ทรงฉลาดหลักแหลม
บทที่ 14
องค์หญิงใหญ่ทรงฉลาดหลักแหลม
ตอนนี้เป็นยามโหย่วแล้ว ซึ่งปกติเป็นเวลาที่ทุกคนควรที่จะพักผ่อนอยู่ที่จวน แต่ว่าเรื่องของบ้านเมืองย่อมสำคัญกว่าความสุขส่วนตัว ดังนั้นเหล่าขุนนางเมื่อถูกเรียกให้เข้าประชุม ผู้ที่กำลัง
กินข้าวอยู่ก็วางตะเกียบลง ผู้ที่กำลังเดินเล่นในสวนหลังก็ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เพื่อมาเข้าเฝ้าในทันที
“มีใครรู้บ้างว่าฝ่าบาทเรียกเข้าเฝ้าด่วนมีเรื่องอันใด”
ขุนนางคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นมา
“ถ้าข้าเดาไม่ผิด น่าจะเป็นเรื่องวิธีแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างแน่นอน” ขุนนางอีกคนหนึ่งเอ่ยตอบกลับมาตามความคิด เนื่องจากเวลานี้สิ่งที่สำคัญที่สุดและต้องแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วคือเรื่อง
ภัยแล้ง
“หรือจะเกิดปัญหาที่ร้ายแรงกว่าเรื่องภัยแล้ง ถ้าเป็นเช่นนั้น มิใช่ว่าแคว้นเราจะต้องเจอปัญหาหลายด้านหรอกหรือ”
ขุนนางอีกคนหนึ่งกลับมองข้ามเรื่องภัยแล้งไป
“ขออย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย แค่เรื่องภัยแล้งก็ถือว่ารุนแรงมากพอแล้ว หรือว่าเราจะต้องตั้งโต๊ะบวงสรวงฟ้าดินให้ทุกเรื่องผ่านไปด้วยดี” ขุนนางวัยชราคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาอย่างกังวลใจ
ยามนี้ภายในท้องพระโรงเต็มไปด้วยเสียงสนทนากันดังอื้ออึงไปหมด ต่างก็จับกลุ่มสนทนาว่าที่ฮ่องเต้ทรงเรียกตัวพวกตนมาอย่างกะทันหันในยามนี้เป็นเพราะเรื่องใด บางคนถึงกับคิดไปว่าตอนนี้
ที่แคว้นเกิดปัญหาใหญ่อย่างอื่นนอกจากปัญหาภัยแล้งตามมาอีกหรือไม่ บางคนถึงกับสวดอ้อนวอนว่าอย่าให้เกิดเรื่องร้ายขึ้นอีกเลยก็มี
“ใต้เท้าหวัง เหตุใดท่านถึงได้งมงายถึงเพียงนั้น ท่านจะบวงสรวงฟ้าดินให้ได้อะไรกันเล่า เรื่องนี้พวกเราเคยเสนอไปแล้ว และถูกปัดตกไป ท่านจำไม่ได้หรอกหรือ”
ขุนนางอีกผู้หนึ่งทนเห็นท่าทีที่ไร้สาระของใต้เท้าหวังไม่ไหวก็กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ออกมา
“ใต้เท้าเจียงท่านไม่เข้าใจ อาจจะเป็นเพราะแคว้นของเรามีผู้ใดทำผิดต่อฟ้า สวรรค์ถึงได้ลงโทษเช่นนี้ก็เป็นได้” ใต้เท้าหวังกล่าวขึ้นมาอย่างคนที่เชื่อเรื่องเทวดาฟ้าดินมีอยู่จริง
กลุ่มขุนนางที่ได้ยินคำกล่าวของใต้เท้าหวังก็ถึงกับส่ายหน้าพร้อมกันอย่างเหนื่อยหน่าย ไม่รู้ว่าใต้เท้าหวังผู้นี้สอบเคอจวี่เข้ามาได้เป็นขุนนางได้อย่างไร อีกทั้งยังมียศสูงถึงเพียงนี้ ช่างขัดกับทัศนคติของเขาเป็นอย่างยิ่ง
“หรือว่าฝ่าบาทจะทรงได้ข้อสรุปเรื่องการแก้ปัญหาภัยแล้งแล้ว” ใต้เท้าเจียงเอ่ยขึ้นมาอย่างมีความหวัง
พอฟังคำของใต้เท้าเจียง ขุนนางผู้อื่นก็อุ่นใจ ใบหน้าดูมีความหวังขึ้นมาบ้าง พากันกล่าวแทบจะเป็นเสียงเดียวกันว่า
“ขอให้เป็นอย่างนั้นจริง ๆ เถอะ”
“ฝ่าบาทเสด็จ”
เสียงของหวงกงกงดังขึ้นก้องกังวานไปทั่วท้องพระโรง ฮ่องเต้ในชุดฉลองพระองค์สีดำเสด็จมาประทับยังพระที่นั่ง
เหล่าขุนนางที่อยู่เบื้องล่างเห็นโอรสสวรรค์เสด็จมาแล้วก็พากันจัดระเบียบตนเองให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ก่อนจะคุกเข่าลงถวายบังคมพร้อมกัน
“ถวายบังคมฝ่าบาท”
“ลุกขึ้นเถอะ เรามีเวลาไม่มาก จะได้เข้าเรื่องเลย”
ฮ่องเต้ตรัสออกมาพร้อมกับโบกมือให้ทุกคนลุกขึ้น
“เป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งพ่ะย่ะค่ะ” เหล่าขุนนางกล่าวออกมาพร้อมกัน แล้วลุกขึ้นไปยืนอยู่ตรงหน้าฮ่องเต้
“เรื่องที่เราจะกล่าววันนี้ย่อมเป็นเรื่องดี ตอนนี้ได้มีผู้เสนอวิธีแก้ปัญหาภัยแล้งมาแล้ว และเราเองก็คิดว่าวิธีนี้สามารถนำไปใช้ได้จริง สามารถแก้ได้ทั้งปัญหาภัยแล้งและปัญหาน้ำท่วม ได้ประโยชน์ทั้งหน้าและหลังเลยทีเดียว วิธีนี้อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อย แต่ถ้าหากสร้างเสร็จทันในปีนี้ รับรองว่าปัญหาภัยแล้งในปีหน้าจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน” ฮ่องเต้ตรัสออกมาอย่างมั่นใจ
“พวกกระหม่อมยินดีกับฝ่าบาทด้วยพ่ะย่ะค่ะ ว่าแต่วิธีการแก้ปัญหานั้นคืออะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ” มหาเสนาบดีทูลถามออกมา
“นี่คือวิธีการแก้ปัญหาภัยแล้ง และน้ำท่วมอย่างที่เราบอกไป” ฮ่องเต้ทรงกวาดสายตามองไปที่เหล่าขุนนางแวบหนึ่ง ก่อนส่งกระดาษแผ่นที่องค์หญิงจิ่นซีเขียนขึ้นมาให้กับมหาเสนาบดี
จากนั้นมหาเสนาบดีก็กางกระดาษออก และพยักหน้าให้ขุนนางคนอื่น ๆ ก็เข้ามาดูอย่างพร้อมเพรียง
“อย่างแรกก็คือเราจะสร้างเขื่อนบนแม่น้ำฉางโจวที่ตอนบนของเมืองหลวง การสร้างเขื่อนนี้จะช่วยให้เราชะลอและกักเก็บน้ำไว้ได้จำนวนมาก กว่าจะถึงฤดูเพาะปลูกคาดว่าพวกเราคงมีน้ำไว้พอใช้อย่างแน่นอน อย่างที่สองก็คือการสร้างอ่างเก็บน้ำตรงพื้นที่ว่างเปล่าตรงนอกเมืองทางทิศตะวันออก ไหน ๆ พื้นที่ตรงนั้นก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อันใด ดังนั้นจึงเหมาะที่จะสร้างอ่างเก็บน้ำเป็นอย่างยิ่ง”
ฮ่องเต้ทรงอธิบายอย่างที่ได้ศึกษามาอย่างดี นอกจากนี้พระองค์ยังทรงอธิบายวิธีการเพิ่มเติมตามที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากไทเฮาอย่างไม่มีผิดเพี้ยน ทำให้เหล่าขุนนางที่กำลังคิดหนักนั้นโล่งใจขึ้นมา
“ฝ่าบาททรงพระปรีชายิ่ง” ขุนนางผู้หนึ่งกล่าวขึ้นมาอย่างยินดี
ฮ่องเต้ทรงส่ายพระเศียรเล็กน้อยก่อนจะตรัสกลับไปว่า
“จากที่เราได้บอกพวกท่านไปตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ความคิดของเรา นี่เป็นความคิดขององค์หญิงใหญ่จิ่นซี ธิดาของเรากับฮองเฮาผู้จากไป”
“องค์หญิงใหญ่จิ่นซีหรือพ่ะย่ะค่ะ”
เหล่าขุนนางได้ยินดังนั้นก็ตาลุกวาวขึ้นมา ไม่คาดคิดว่าองค์หญิงใหญ่ที่มีอายุเพียงเจ็ดหนาวจะมีความฉลาดหลักแหลมถึงเพียงนี้ ถึงขั้นคิดหาวิธีแก้ปัญหาที่เหล่าขุนนางทั้งราชสำนัก
ยังหาหนทางแก้ไม่ได้ได้สำเร็จ พวกเขากล่าวชื่นชมองค์หญิงกันเป็นการใหญ่
“สมแล้วที่เป็นธิดาของโอรสสวรรค์ องค์หญิงใหญ่ทรงฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก”
เรื่องความดีความชอบขององค์หญิงจิ่นซีที่แก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมได้ สร้างคลื่นลมให้กับผู้คนภายในวังหลังเป็นอย่างมาก เพราะอยู่ ๆ ชื่อขององค์หญิงใหญ่จิ่นซี ธิดาที่ฮ่องเต้ไม่เคยเหลียวแลได้ปรากฏขึ้นมา ทั้งที่ควรจะถูกลืมไปแล้วเสียด้วยซ้ำ
ทั้งยังสร้างผลงานที่ไม่ธรรมดาให้แก่ราชสำนัก มีไทเฮาหนุนหลังและฮ่องเต้เองก็ดูจะให้ความสนใจกับนางมากขึ้น ทำให้ตำหนักอื่น ๆ เริ่มพากันหวาดหวั่นในตัวนาง โดยเฉพาะหวงกุ้ยเฟย ที่ต่อให้นางมีทั้งองค์ชายและองค์หญิงให้กับฮ่องเต้ได้ แต่ทว่าโอรสและธิดาของนางก็ยังก็ไม่เคยสร้างผลงานใด ๆ ออกมาเลย
“เจ้าแน่ใจหรือว่าฟังมาไม่ผิด เรื่องนี้เป็นผลงานของจิ่นซีอย่างนั้นหรือ” หวงกุ้ยเฟยกล่าวไปพร้อมกับแสยะปากไป เพราะไม่เชื่อว่าเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ จะเป็นความคิดขององค์หญิงท้ายวังผู้นี้
นางกำนัลคนสนิทรีบตอบกลับอย่างมั่นใจว่า
“หม่อมฉันฟังมาไม่ผิดแน่เพคะ ทั้งยังเห็นกับตาว่าเมื่อวานนี้เหล่าขันทีหลายคนขนของรางวัลจากตำหนักฉางชิงไปมอบให้องค์หญิงจิ่นซีที่ตำหนักท้ายวังมากมายไปหมดเลยนะเพคะ”
หวงกุ้ยเฟยได้ยินคำยืนยันอย่างนั้นสูดลมหายใจเข้าเพื่อข่มโทสะ
“เป็นองค์หญิงใหญ่คิดจะหาวิธีให้ฝ่าบาทโปรดปรานเพื่อแข่งบารมีกับโอรสของข้าอย่างนั้นหรือ ไม่มีทางเสียหรอก”
หวงกุ้ยเฟยเอ่ยออกมาอย่างไม่ยินยอม และโกรธเคืองไปถึงองค์หญิงที่อยู่ตำหนักท้ายวัง
“แต่ว่าองค์ชายใหญ่ก็เคยเสนอความคิดเรื่องการแก้ไขปัญหาภัยแล้งนี้กับฝ่าบาทแล้วไม่ใช่หรือเพคะ” นางกำนัลคนสนิทเอ่ยถามออกไปอย่างไม่คิดอะไร
แต่คำถามนี้เหมือนกับว่าไปสะกิดปมในใจของหวงกุ้ยเฟยเข้า ทำเอาโทสะพุ่งพรวดขึ้นมาทันที นางทุบโต๊ะเสียงดังปัง ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างเกรี้ยวกราด
“ก็เพราะว่าความคิดไม่ได้เรื่องอย่างนั้นน่ะสิ ฝ่าบาทถึงได้ปัดตกไป หากว่าเขาทุ่มเทให้กับการเรียนมากกว่านี้สักหน่อย มีหรือจิ่นซีจะคว้าผลงานครั้งนี้ไปได้”
เหล่านางกำนัลที่อยู่ตรงนั้นเห็นแล้วก็หวาดกลัวขึ้นมาทันที นางกำนัลคนสนิทแทบอยากจะตบปากตัวเองแรง ๆ ที่เผลอเอ่ยเรื่องนั้นออกไป และทุกคนก็รู้ดีว่าหากพระสนมโมโหขึ้นมา ตำหนักไฉ่อีต้องเละเทะเป็นแน่ นางกำนัลที่เหลือจึงได้สงบปากสงบคำเอาไว้ไม่กล้ากล่าววาจาใดอีก
“เจ้าไปตามองค์ชายใหญ่มาพบข้า ข้ามีเรื่องต้องสนทนากับเขา”
หวงกุ้ยเฟยกล่าวขึ้นมาเสียงดัง จากนั้นจึงหมุนตัวเดินออกจากตำหนักไป ส่วนจะไปที่ใดนั้นไม่มีผู้ใดทราบได้
