บทที่ 3 เที่ยวบาร์เพื่อความสนุกสนาน
หลังจากดื่มไปสามกรึ๊บ หัวสมองของนาราก็เริ่มรู้สึกพร่ามัว
พอดีกับที่โทรศัพท์ดังขึ้นมา เมื่อเห็นชื่อบนหน้าจอชัดเจน เธอก็กดตัดสายทิ้งทันที
“บาร์ดรีมเมอร์ มาเร็ว!”
โทรศัพท์สายนั้นมาจากจิณณ์ คงจะกลับมาจากการอบรมแล้วสินะ
ช่วงที่จิณณ์ไปอบรมต้องส่งโทรศัพท์มือถือไว้ วันนี้พอเสร็จสิ้นปุ๊บ เธอก็ได้รับข้อความจากนารา
พอรู้ว่าเพื่อนหย่าแล้วก็รีบกดโทรหาทันที แต่ไม่คิดว่าจะถูกตัดสายทิ้ง
เมื่อเห็นเนื้อหาในข้อความ จิณณ์ก็ยกยิ้มขึ้นมา
เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วรีบมุ่งหน้าออกไปทันที มองจากระยะไกลก็เห็นนารานั่งอยู่คนเดียวเงียบ ๆ
"นารา!" จิณณ์เดินเข้าไปนั่งลงข้าง ๆ นารา หลังจากได้รับสายโทรศัพท์จากจิณณ์แล้ว เธอก็ไม่ได้ดื่มต่อ
เวลาผ่านไปนานขนาดนี้ ฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่เคยมีก็สร่างไปเยอะแล้ว
เมื่อเห็นจิณณ์มา เธอก็ยิ้มให้ “อบรมเสร็จแล้วเหรอ?”
จิณณ์พยักหน้า แล้วหยิบแก้วเหล้าบนโต๊ะขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมดแก้ว
“เธอหย่าแล้วเหรอ? เป็นเพราะไอ้เวรนิคส์นั่นทำอะไรใช่ไหม?”
เธอรู้จักนาราดี ถ้าไม่ใช่เพราะนิคส์ทำอะไรบางอย่างเอาไว้ นาราคงไม่มีทางเป็นฝ่ายยื่นขอหย่าเองแน่นอน
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น นาราก็หยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยขึ้นว่า "แอนน์กลับมาแล้ว"
ในฐานะเพื่อนสนิทของเธอ จิณณ์ย่อมรู้จักแอนน์ดี
แอนน์คือคนรักแรกของนิคส์
"แล้วยังไงล่ะ? ตราบใดที่นิคส์ยังไม่หย่า เธอนั่นแหละคือมือที่สาม" จิณณ์ทำหน้างงไม่เข้าใจ
นาราหัวเราะเบา ๆ แล้วหยิบแก้วเหล้าขึ้นมาชนกับแก้วของเธอ
หลังจากดื่มรวดเดียวจนหมดก็พูดต่อ “เขาจัดให้แอนน์พักอยู่ที่คอนโดริเวอร์ไซด์ วันวาเลนไทน์เขาสัญญาว่าจะอยู่กับฉัน แม้กระทั่งตอนที่เรามีอะไรกัน เขาก็ยังเรียกชื่อแอนน์”
พูดจบนาราก็ฝืนยิ้มออกมา
การอยู่เคียงข้างกันมาหลายปี ก็ยังสู้การกลับมาของคนรักแรกไม่ได้
เมื่อได้ยินดังนั้น จิณณ์ก็วางแก้วลงบนโต๊ะด้วยความโกรธ แรงจนเหล้าในแก้วกระฉอกออกมา
“ไอ้สารเลวนี่! หย่าก็ดีแล้ว ฉันบอกเธอตั้งนานแล้วว่านิคส์ไม่ใช่คนที่ฝากชีวิตไว้ด้วยได้ ตอนนี้ก็ยังไม่สาย ถือว่าเธอตัดไฟแต่ต้นลมได้ทันเวลา”
นาราก็คิดเช่นนั้น การตัดไฟแต่ต้นลมย่อมดีกว่าการทรมานกันไปมา
หลังจากดื่มไปสามกรึ๊บ ทั้งสองคนก็เมาจนไม่ได้สติ
ผู้ชายที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เห็นสถานการณ์แล้วก็เริ่มแสดงท่าทีอยากจะเดินเข้ามาทำความรู้จักด้วย
ผู้หญิงสองคน คนหนึ่งสวยสดใส อีกคนหนึ่งโดดเด่นสะดุดตา
“พี่นิคส์ ดูนั่นสิใช่พี่สะใภ้รึเปล่า?” เจ็ทชี้ไปที่ผู้หญิงสองคนที่มุมห้อง
นิคส์มองตามสายตาไป ผู้หญิงที่เมาแอ๋คนนั้นจะเป็นใครไปได้ถ้าไม่ใช่พี่สาวคนสวย
หลังจากโดนปฏิเสธจากนารา เขาก็ตั้งใจจะมาผ่อนคลายที่ดรีมเมอร์
ไม่คิดว่าจะมาเจอเธอที่นี่
เมื่อเห็นสภาพของเธอ นิคส์ก็รู้สึกโกรธจนไม่รู้จะไประบายที่ไหน
เขาเดินอย่างสง่าผ่าเผยตรงเข้าไปยืนอยู่ตรงหน้าทั้งสองคน ทำให้ผู้ชายคนอื่น ๆ ที่กำลังคิดจะเข้ามาต้องถอยล้มเลิกความคิดนั้นไป
ทันใดนั้นก็มีผู้ชายคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า จิณณ์หรี่ตามอง แล้วชี้ไปที่นิคส์พลางพูดว่า “นารา ผู้ชายคนนี้หน้าเหมือนอดีตสามีเฮงซวยของเธอเลย”
เมื่อได้ยินคำเรียกขานนั้น คิ้วของนิคส์ก็กระตุก
นาราก็มองมาเช่นกัน เมื่อสบตากับนิคส์ เธอก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วยจริงจัง
"เหมือนจริง ๆ ด้วย หน้าเหมือนนิคส์ขนาดนี้ ดูแล้วก็ไม่ใช่คนดีแน่ ๆ เลย"
ผู้ชายที่มากับนิคส์ก้มหน้ากลั้นหัวเราะ
“เลิกขำได้แล้ว นายพาอีกคนไปด้วย” นิคส์ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วอุ้มร่างนั้นขึ้นมาในท่าเจ้าสาว
เจ็ทรับคำ แต่ลังเลอยู่ครู่ใหญ่ไม่รู้จะจัดการอย่างไรดี
ทำได้เพียงแบกอีกคนขึ้นหลังแล้วเดินออกจากบาร์
“พี่นิคส์ เราจะไปไหนกันครับ?” เจ็ทเกาหัว
ผู้หญิงในอ้อมแขนของนิคส์ก็ไม่ได้อยู่นิ่ง ปากยังคงพึมพำบางสิ่งบางอย่างอยู่ไม่หยุด
เขาโน้มตัวเข้าไปฟังถึงได้ยินคำพูดนั้น ส่วนใหญ่เป็นคำด่าเขา
สีหน้าของนิคส์หมองคล้ำลงอีกครั้ง เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพาเธอเดินไปยังโรงแรมที่อยู่ใกล้ ๆ
หลังจากจัดการให้ทั้งสองคนเข้าที่เข้าทางแล้ว นิคส์ก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนั่งลงข้างเตียง
ตอนนี้เองที่เขาเพิ่งสังเกตว่านาราแต่งหน้าด้วย
นาราในตอนนี้ดูแตกต่างไปจากนาราที่เขารู้จักอยู่ไม่น้อย
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ขัดจังหวะความคิดของเขา
“พี่นิคส์คะ ท่อน้ำที่บ้านเหมือนจะรั่ว พี่มาดูให้หน่อยได้ไหมคะ?” เสียงของแอนน์ดังมาจากในโทรศัพท์
นิคส์ลังเลเพียงชั่วครู่ก็ตอบตกลง “เธอรออยู่ที่บ้านนะ เดี๋ยวฉันไป”
ก่อนจะไป นิคส์มองนาราแวบหนึ่ง
แล้วปิดประตูอย่างดีก่อนจะจากไป
เช้าวันรุ่งขึ้น นาราและจิณณ์ลืมตาขึ้นมาก็พบว่าเป็นสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย
ทั้งสองคนเลิกผ้าห่มดูโดยสัญชาตญาณ แล้วถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
โชคดีที่เสื้อผ้ายังอยู่ครบ
“เรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?” จิณณ์สงสัยมาก
นาราขมวดคิ้ว ความรู้สึกเมาค้างนี่มันไม่ดีเอาซะเลย
แต่ความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องนี้ เธอไม่มีเลยแม้แต่น้อย
ทั้งสองคนมองหน้ากันอย่างงุนงงสงสัย "ฉันจำได้ลาง ๆ ว่าเหมือนจะเห็นนิคส์นะ? เขาจะเป็นคนพาเรามาส่งหรือเปล่านะ?"
เมื่อจิณณ์เอ่ยถึงคนคนนี้ การกระทำของนาราก็ชะงักไป
พอพูดออกไปแบบนั้น เธอก็รู้สึกเหมือนจะมีความทรงจำเลือนราง ๆ ผุดขึ้นมาบ้างเหมือนกัน
แต่ก็ปฏิเสธความคิดของเพื่อนไปโดยสัญชาตญาณ “ไม่หรอก นิคส์ไม่ใช่คนที่จะมายุ่งเรื่องคนอื่น”
เมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อวาน นาราก็อดไม่ได้ที่จะอยากจะกุมขมับ
ทั้งสองคนรีบจัดการตัวเองอย่างรวดเร็ว แล้วออกจากโรงแรมไป
ระหว่างทางกลับ จิณณ์หัวเราะแล้วพูดขึ้นว่า "ดูท่าแล้วต่อไปนี้เราคงดื่มแบบนี้ไม่ได้แล้วนะ รู้สึกอายอยู่นิดหน่อยเลย…"
นารากลั้นยิ้มแล้วพยักหน้าตาม
ทั้งสองคนซื้ออาหารเช้าระหว่างทาง แล้วตรงไปที่สตูดิโอ
“พิมพ์ กินข้าวรึยัง? มาทานด้วยกันหน่อยสิ”
จิณณ์เดินเข้าไป แล้ววางอาหารเช้าทั้งหมดลงบนโต๊ะ
เมื่อเห็นว่าพิมพ์ยังยุ่งอยู่ ก็เลยเรียกให้มาทานข้าวด้วยกัน
พิมพ์รับคำแล้วเดินเข้ามา
พอเข้าใกล้ทั้งสองคน ก็ได้กลิ่นเหล้าค่อนข้างแรง
“พี่จิณณ์ พี่กับพี่นาราไปดื่มเหล้ามาเหรอคะ?”
มือของนาราที่กำลังคีบซาลาเปาอยู่ชะงักไป
จิณณ์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ดึงชายเสื้อขึ้นมาดมที่จมูก แต่ก็ไม่ได้กลิ่นเหล้าเลย "กลิ่นแรงมากเลยเหรอ?"
พิมพ์พยักหน้า “หนูเพิ่งเดินมาก็ได้กลิ่นแล้วค่ะ”
“ไม่เป็นไร กินข้าวก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันกับนารากลับบ้านไปอาบน้ำก็หายแล้ว”
หลังจากทานอาหารเสร็จ จิณณ์ก็ฝากสตูดิโอไว้กับพิมพ์
เธอกับนารากลับบ้านไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า
นาราที่กำลังเช็ดผมอยู่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น บนหน้าจอปรากฏเป็นหมายเลขแปลกหน้าที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
นาราลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะกดรับสาย
“กล้ามากนะ ถึงกับไปดื่มเหล้าเมาเละเทะที่บาร์”
ปลายสายคือเสียงของนิคส์ ไม่รู้ว่าเขาใช้โทรศัพท์ของใครโทรมา
นาราตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ
“คุณโทรผิดแล้วค่ะ”
พูดจบนาราก็วางสายอย่างรวดเร็ว ไม่ลืมที่จะบล็อกเบอร์นี้เข้าบัญชีดำด้วย
จิณณ์สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวตรงนี้ แต่มือที่กำลังแต่งหน้าอยู่ก็ไม่ได้หยุดลงแม้แต่น้อย
“ใครโทรมาเหรอ?”
