บทที่ 4 ฉันกับเขาจะหย่ากันแล้ว
ความรู้สึกภายในใจของสุดารัตน์ตีรวนกันไปหมด ทั้งตื่นตระหนกและยินดีในคราวเดียวกัน
ใบหน้าของเธอฉายแววเคร่งขรึม มือเรียวค่อย ๆ เลื่อนลงไปสัมผัสหน้าท้องแบนราบแล้วลูบเบา ๆ อย่างทะนุถนอม
ต่อให้ไม่มีภูมิ เธอก็มั่นใจว่าจะสามารถเลี้ยงดูเลือดเนื้อเชื้อไขคนนี้ให้เติบโตขึ้นมาได้
"คุณหมอคะ สภาพร่างกายของสุดาตอนนี้ต้องระวังเรื่องอะไรเป็นพิเศษไหมคะ?"
แอนนาที่ยืนอยู่ข้างเตียงเริ่มได้สติจากความตกใจ จึงเอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง
สุดารัตน์รีบถามแทรกขึ้นมาทันที "ฉันออกจากโรงพยาบาลได้เลยไหมคะ?"
นายแพทย์เจ้าของไข้มีสีหน้าจริงจัง เขาขยับแว่นสายตาพลางก้มลงอ่านผลตรวจในมือ ก่อนจะหันมาตอบสุดารัตน์และกำชับแอนนาไปพร้อมกัน
"ตอนนี้ไม่มีปัญหาใหญ่อะไรครับ สามารถกลับบ้านได้ แต่ร่างกายของคุณแม่ยังอ่อนแอมาก ต้องพักผ่อนให้เพียงพอและดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด เพราะมีภาวะเสี่ยงต่อการแท้งได้ตลอดเวลาครับ"
"..."
แอนนาพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น
เมื่อคุณหมอเดินออกไป แอนนาจึงรีบไปจัดการเรื่องเอกสารการออกจากโรงพยาบาล
หลังจากเดินออกมาจากห้องพักผู้ป่วย แอนนาคอยประคองเพื่อนรักไม่ห่าง สายตายังคงฉายแวววิตกกังวล "แกจะกลับไปพักที่โรงพยาบาลอีกสักสองสามวันไหม..."
"ไม่เอาแล้วล่ะ อยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมแบบนั้นมันอุดอู้จะตาย"
เธอทนกลิ่นฉุนของน้ำยาฆ่าเชื้อต่อไปไม่ไหวแล้ว
แอนนาประคองสุดารัตน์เดินไปตามทางเดิน ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล "แล้วนี่... ภูมิเขารู้เรื่องที่แกท้องหรือยัง?"
เธอพอจะได้ยินมาบ้างว่า เพื่อที่จะให้สุดารัตน์ตั้งครรภ์ ภูมิสร้างความลำบากใจให้เพื่อนเธอไม่น้อย
ในฐานะเพื่อนสนิทของสุดารัตน์ เธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกเจ็บปวดแทน
แต่ในเมื่อเพื่อนรักเลือกที่จะแต่งงานกับภูมิ เธอก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการคอยให้กำลังใจ...
"แอนนา แกพูดถูก... ฉันกับภูมิ เราไปกันไม่รอดหรอก"
คำเตือนทั้งหลายที่สุดารัตน์เคยปล่อยผ่านในอดีต บัดนี้กลับย้อนมาทิ่มแทงเธออย่างเลือดเย็น ให้เธอได้ลิ้มรสความเจ็บปวดด้วยตัวเอง
เธอเพิ่งจะตาสว่างและรู้ซึ้งว่า ตัวเองในตอนนั้นช่างโง่เขลาเหลือเกิน
แอนนาชะงักฝีเท้าทันที เธอถามเสียงสั่น "สุดา..."
สุดารัตน์สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ดวงตาคู่สวยเริ่มมีน้ำตาคลอหน่วยเมื่อหันไปมองเพื่อนรัก "ฉันกับเขา... เราเตรียมจะหย่ากันแล้ว"
และหัวใจของเธอตายด้านไปแล้วจริง ๆ
แอนนายืนนิ่งงัน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ "หย่าเหรอ? หรือว่าไอ้ผู้ชายเฮงซวยคนนั้นมันทำร้ายแกอีกแล้ว?"
สุดารัตน์เงียบกริบ ไม่ตอบคำถาม
"สุดา แกเข้าใจความรู้สึกฉันไหม มันเหมือนกับฉันตามอ่านนิยายที่คิดว่าจะจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้ง แต่จู่ ๆ คนเขียนก็หักมุมให้มันจบแบบพังพินาศ ฉันเคยคิดว่าต่อให้พวกแกไม่ได้รักกันหวานชื่น แต่ก็น่าจะอยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุขแท้ ๆ"
แอนนารู้สึกปวดใจเหลือเกินเมื่อมองดูร่างกายที่ผ่ายผอมของสุดารัตน์ เพื่อนของเธอคงต้องทนทุกข์ทรมานในชีวิตแต่งงานมาไม่น้อยเลยทีเดียว
สุดารัตน์หลุบตาต่ำ ถอนหายใจออกมาอย่างขมขื่น "ช่างมันเถอะ มันผ่านไปแล้ว ต่อจากนี้ไปทางใครทางมัน ฉันกับเขาจบกันแค่นี้"
"สุดา เดี๋ยวฉันจะไปคุยกับไอ้ผู้ชายสารเลวนั่นให้รู้เรื่อง"
ไฟโทสะในใจของแอนนาลุกโชน เธอทนเห็นเพื่อนถูกกระทำฝ่ายเดียวไม่ได้
สุดารัตน์รีบคว้าข้อมือเพื่อนไว้แล้วส่ายหน้าเบา ๆ "อย่าเลยแอนนา ฉันไม่อยากดึงแกเข้ามาพัวพันกับเรื่องเน่าเฟะพวกนี้"
"แกก็รู้ว่าตอนแต่งงานก็เหมือนก้าวขาเข้าไปในนรกแล้วครึ่งหนึ่ง ตอนหย่านี่ยิ่งกว่าต้องลอกคราบตัวเองออกมาทั้งเป็น แกคิดดีแล้วจริง ๆ ใช่ไหม?"
แอนนากุมมือเพื่อนเพื่อส่งผ่านกำลังใจพลางเอ่ยถามย้ำ
สุดารัตน์พยักหน้าหนักแน่น แววตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว
"ได้ ถ้าแกตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าแกจะทำอะไร ฉันจะสนับสนุนแกทุกอย่างแบบไม่มีเงื่อนไข"
แอนนาตอบรับทันทีโดยไม่ต้องคิด
ความอบอุ่นไหลบ่าเข้ามาในหัวใจของสุดารัตน์ การมีเพื่อนแท้แบบนี้ช่างเป็นโชคดีที่สุดในชีวิตของเธอ
...
ยามพลบค่ำ
ความมืดเริ่มโรยตัวปกคลุมท้องฟ้า ดวงจันทร์ทอแสงนวลตาแขวนลอยอยู่กลางเวหา
สุดารัตน์กดรหัสผ่านที่หน้าประตูคฤหาสน์หรู ตัวเลขยังคงเป็นชุดเดิมที่ยังไม่ได้เปลี่ยน 0623
สุดารัตน์เคยสงสัยในความหมายของตัวเลขชุดนี้ แต่เมื่อถามภูมิ เขาก็ไม่เคยให้คำตอบที่ชัดเจนเลยสักครั้ง
เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะผลักประตูเข้าไป ภายในบ้านเงียบเชียบและว่างเปล่า แสงจันทร์สาดส่องผ่านกระจกบานใหญ่ลงมากระทบพื้นไม้ปาร์เก้ เกิดเป็นเงาตะคุ่มของต้นไม้ใหญ่จากสวนด้านนอกทอดยาวเข้ามา
ภูมิยังไม่กลับบ้าน?
แม้แต่แม่บ้านก็ไม่อยู่
เธอกวาดสายตามองไปรอบ ๆ บ้านที่ครั้งหนึ่งเคยเรียกว่าเรือนหอ แต่ก็ไม่ได้คิดจะรั้งรออยู่นาน
การกลับมาครั้งนี้มีจุดประสงค์เพียงเพื่อเก็บข้าวของส่วนตัวเท่านั้น
สุดารัตน์เดินขึ้นไปชั้นบน ห้องนอนใหญ่บนชั้นสองเต็มไปด้วยของใช้ในชีวิตประจำวันและเสื้อผ้าของเธอ ในเมื่อตัดสินใจจะแยกทาง ก็ควรจะตัดให้ขาดสะบั้น ไม่เหลือเยื่อใยใด ๆ อีก
เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องนอน เตียงนอนสไตล์โมเดิร์นหลังเดิมยังคงตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง
สุดารัตน์เปิดตู้เสื้อผ้า เห็นเสื้อผ้าของภูมิแขวนเรียงรายอยู่
ปกติแล้วงานบ้านทุกอย่างจะเป็นหน้าที่ของแม่บ้าน แต่สำหรับเรื่องของภูมิ สุดารัตน์มักจะลงมือทำด้วยตัวเองเสมอ
เธอยืนนิ่งอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าเพียงไม่กี่วินาที ก่อนจะลงมือเก็บเสื้อผ้าของตัวเองออกมาอย่างรวดเร็ว
ไม่มีอะไรน่าอาลัยอาวรณ์อีกต่อไป
สุดารัตน์กวาดเสื้อผ้า เครื่องประทินโฉม และเครื่องประดับทั้งหมดลงกระเป๋าเดินทาง
เมื่อกระเป๋าใบใหญ่สองใบถูกอัดแน่นจนเต็ม สุดารัตน์ก็หยิบซองเอกสารหนังสือสัญญาหย่าที่เตรียมไว้วางลงบนโต๊ะข้างเตียง
อาจเป็นเพราะเธอสวมบทบาท 'คุณนาย' มานานจนชินกับการจัดการทุกอย่างให้เป็นระเบียบเรียบร้อย แม้กระทั่งการหย่าร้าง เธอก็ยังเตรียมการไว้อย่างรอบคอบ
เรื่องราวในบ้าน ตั้งแต่ของใช้เล็ก ๆ น้อย ๆ ไปจนถึงระบบไฟฟ้าที่ขัดข้อง เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ชำรุด รวมถึงบัญชีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และตารางการดูแลสวน เธอใช้เวลาเพียงวันเดียวสรุปรายละเอียดทั้งหมดไว้อย่างครบถ้วน เพื่อส่งมอบคืนให้ภูมิ
ถือเสียว่าเป็นการสั่งลาครั้งสุดท้าย
และเกรงว่าภูมิอาจจะไม่ทันสังเกตเห็นใบหย่า เธอจึงตั้งใจจะโทรบอกเขาอีกครั้ง
ระหว่างรอรถมารับที่หน้าคฤหาสน์ สุดารัตน์กดโทรศัพท์หาภูมิ
รอสายไม่ถึงนาที ปลายสายก็กดรับ
"ฉันเตรียมหนังสือสัญญาหย่าไว้ให้แล้วนะคะ รวมถึงบันทึกรายละเอียดเรื่องจุกจิกในบ้าน วางไว้บนโต๊ะข้างเตียง ถ้าคุณมีเวลา รบกวนช่วยเซ็นด้วยค่ะ"
เสียงซ่าของสัญญาณโทรศัพท์ดังแทรกความเงียบงันที่ยาวนานราวกับชั่วกัปชั่วกัลป์
สุดารัตน์นึกว่าสายตัดไปแล้ว จึงลดโทรศัพท์ลงมาดูหน้าจอ
เมื่อเห็นว่าสายยังเชื่อมต่ออยู่ เธอจึงพูดต่อ "ฉันหวังว่าคุณจะรีบเซ็นให้เรียบร้อย เราจะได้จบกันด้วยดีค่ะ"
ปลายสายกระแอมเบา ๆ น้ำเสียงที่ตอบกลับมาฟังดูราบเรียบแต่แฝงความอ่อนโยนลงเล็กน้อย
"คุณไปโรงพยาบาลมาเหรอ?"
สุดารัตน์ตัวแข็งทื่อ ปกติเขาแทบไม่เคยสนใจไยดีเธอ แล้วทำไมจู่ ๆ ถึงถามเรื่องนี้
เธอเลือกที่จะไม่ตอบคำถามนั้น แต่ย้ำจุดประสงค์เดิม "ภูมิคะ ฉันกำลังพูดเรื่องสำคัญกับคุณอยู่"
"ร่างกายคุณต้องได้รับการดูแลนะ กินยาบำรุงไปตั้งเยอะแล้วทำไมร่างกายยังอ่อนแออยู่แบบนี้"
ภูมิยังคงพูดในสิ่งที่เขาอยากพูด
เธอไม่อยากฟังภูมิพร่ำเพ้ออยู่คนเดียว ฟางเส้นสุดท้ายใกล้จะขาดผึง เธอเตรียมจะกดวางสาย
"คืนนี้มีงานเลี้ยง คุณต้องไปออกงานเป็นเพื่อนผม"
น้ำเสียงของภูมิเปลี่ยนเป็นเย็นชาและเจือไปด้วยอำนาจสั่งการ
ราวกับไม่ใช่การปรึกษาหารือ แต่เป็นคำสั่งที่เธอต้องปฏิบัติตาม
อาจเป็นเพราะในความสัมพันธ์นี้ ภูมิชินกับการที่เธอต้องยอมจำนนให้เขามานับครั้งไม่ถ้วน
เขาจึงมั่นใจว่าเธอไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ
สุดารัตน์เงียบไป กำลังคิดหาคำพูดเพื่อปฏิเสธ
"เรื่องหย่าเอาไว้ก่อน ผมยังติดงานอยู่ เดี๋ยวกลับไปคุย"
พูดจบเขาก็ชิงวางสายไปอย่างไร้เยื่อใย
สุดารัตน์แค่นหัวเราะออกมา
แม้แต่เรื่องหย่า เขาก็ยังต้องเป็นคนกำหนดบงการ
ความรู้สึกอึดอัดคับแค้นตีตื้นขึ้นมาจนจุกอก
มือที่ถือโทรศัพท์ตกลงข้างลำตัวอย่างคนหมดแรง
แต่ท้ายที่สุด สุดารัตน์ก็ตัดสินใจไปร่วมงาน
เธอฝากกระเป๋าเดินทางไว้ที่บ้านของแอนนา สุดารัตน์ไม่มีชุดราตรีหรูหราติดตัวมาด้วย
แต่ในเมื่อต้องไปงานในฐานะภรรยาของภูมิ เธอจะยอมให้เขาขายหน้าไม่ได้
หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง เธอจึงแต่งหน้าและหยิบชุดราตรีเก่าที่ภูมิเคยซื้อให้เมื่อนานมาแล้วมาสวมใส่ ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังสถานที่จัดงาน
เมื่อรถจอดสนิท ภาพเบื้องหน้าคือโรงแรมหรูระยับที่เต็มไปด้วยแสงสีแห่งความหรูหรา
ทุกตารางนิ้วอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของเงินตราและชนชั้นสูงที่ยากจะเอื้อมถึง
สุดารัตน์อาศัยเงาสะท้อนจากกระจกรถสำรวจความเรียบร้อยของตัวเอง
ชุดราตรีสายเดี่ยวสีทองอร่ามเป็นงานสั่งตัดพิเศษจากรันเวย์ เข้าคู่กันดีกับต่างหูระย้าสีทองที่ทิ้งตัวลงมาเคลียไหล่ สร้อยคอโลหะดีไซน์เก๋ที่ช่วยขับเน้นความสง่างามและเลอค่า
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เรียกความมั่นใจ ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไปในงานอย่างมั่นคง
เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนดังก้องเป็นจังหวะ สุดารัตน์กวาดสายตาไปทั่วห้องโถงอันวิจิตรตระการตา จนกระทั่งสะดุดเข้ากับร่างสูงสง่าของภูมิที่ยืนถือแก้วไวน์แดง สนทนาสังสรรค์อยู่กับแขกเหรื่อกลางงาน
ขณะที่เธอกำลังจะก้าวเข้าไปหา ก็พลันเห็นร่างระหงของหญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาบดบังสายตา หญิงสาวคนนั้นควงแขนภูมิอย่างสนิทสนม ใบหน้าจิ้มลิ้มเปื้อนยิ้มอย่างมีความสุข
สุดารัตน์ชะงักฝีเท้า ใบหน้าชาวาบขึ้นมาทันที
อะไรกัน... อรวรรณก็อยู่ที่นี่ด้วยงั้นเหรอ?
