บทที่ 7

คุณกิตติศักดิ์รีบผสมโรงเป็นลูกคู่ทันที

"ชุดเลอะขนาดนี้ คงต้องมีการชดใช้ค่าเสียหายกันหน่อยกระมังครับ คุณอรวรรณ... คุณตั้งใจจะชดใช้ค่าชุดให้คุณสุดาอย่างไรดี?"

อรวรรณรู้สึกอับอายจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี บัดนี้ ใบหน้าของเธอชาราวกับถูกตบฉาดใหญ่

"พี่ภูมิคะ วรรณ..."

ภูมิก้าวออกมาขัดจังหวะเพื่อตัดปัญหา "เท่าไหร่ครับ? เดี๋ยวผมให้เลขาฯ จัดการโอนเงินค่าเสียหายให้"

สุดารัตน์แค่นยิ้มมุมปากอย่างขมขื่น ที่แท้เขาก็จำไม่ได้จริง ๆ ว่าชุดนี้เขาเป็นคนเลือกซื้อให้เธอเองกับมือ

"ไม่จำเป็นค่ะ"

ในเมื่อเขาจำไม่ได้ ก็ถือเสียว่ามันเป็นของเขา เราจะได้หายกัน ไม่ติดค้างอะไรกันอีก

สุดารัตน์กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่นและนอบน้อม "คุณลุงพุฒิพงศ์คะ อย่าพูดแบบนั้นเลยค่ะ... ไม่ว่าใครจะเข้ามาดูแลโปรเจกต์นี้ ก็ต้องวัดกันที่ความสามารถทั้งนั้น หนูยังเป็นมือใหม่ คงต้องฝากเนื้อฝากตัวให้คุณลุงทั้งสองช่วยชี้แนะด้วยนะคะ"

ชายสูงวัยทั้งสองหันมาสบตากัน แววตาฉายรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ด้วยความพึงพอใจ

ทว่าเสียงซุบซิบจากแขกเหรื่อในงานเริ่มดังขึ้นอย่างไม่อาจห้ามได้

"เรื่องจริงหรือเปล่าเนี่ย ที่ว่าอรวรรณไม่ใช่คุณหนูตัวจริงแห่งตระกูลบุญศิริ?"

"ฟังจากน้ำเสียงของคุณพุฒิพงศ์เมื่อกี้ ดูเหมือนจะมีมูลความจริงนะ"

"หรือเขาอาจจะหมายถึงคนละคนกัน นามสกุลบุญศิริมีตั้งเยอะแยะ บางทีคุณพุฒิพงศ์อาจจะให้ค่าแค่หลานสาวสายตรงของตระกูลน้อยนาถเท่านั้นก็ได้"

"ก็แน่ล่ะสิ คุณท่านทรัพย์ทวีมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับคุณพุฒิพงศ์มานาน ก็ต้องเอ็นดูหลานสาวของเพื่อนมากกว่าอยู่แล้ว"

"แต่ทำแบบนี้ไม่หักหน้าอรวรรณเกินไปหน่อยเหรอ? ยังไงเธอก็ขึ้นชื่อว่าเป็นคุณหนูตระกูลบุญศิริเชียวนะ"

"แสดงว่าผู้หญิงที่กล้าต่อกรกับอรวรรณคนนั้นก็ไม่ธรรมดา หลานสาวคุณท่านทรัพย์ทวีเลยนะนั่น!"

"..."

อรวรรณยืนหน้าชา แววตาที่เคยถือดีกลับหม่นแสงลงทันที

เธอกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ขบกรามจนปวดหนึบ รับรู้ได้ถึงสายตาเหยียดหยามและเสียงหัวเราะเยาะที่ถาโถมเข้ามาจากรอบข้าง

"คุณลุงพุฒิพงศ์คะ เชิญทางนี้ดีกว่าค่ะ เราไปคุยกันเงียบ ๆ ตรงระเบียงดีกว่า" สุดารัตน์ผายมือเชื้อเชิญพร้อมรอยยิ้มละไม

ภูมิยืนนิ่งงัน สายตาจับจ้องไปที่สุดารัตน์อย่างไม่วางตา

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นสุดารัตน์ดูเจิดจรัสและมั่นใจในตัวเองขนาดนี้

เมื่อก่อนเธอเป็นเพียงแม่บ้านแม่เรือนที่คอยดูแลความเป็นอยู่ของเขาเงียบ ๆ อยู่ที่บ้าน จนภูมิเคยชินกับความอ่อนหวานเอาใจใส่ของเธอ แต่ตอนนี้เธอกลับดูโฉบเฉี่ยว เด็ดเดี่ยว ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน

ภูมิรู้สึกโหวงเหวงในอกอย่างบอกไม่ถูก

ความรู้สึกหลากหลายตีรวนกันอยู่ภายในใจ สายตาของเขาที่มองตามแผ่นหลังบางนั้นค่อย ๆ หม่นแสงลงด้วยความอาวรณ์

อรวรรณสังเกตเห็นว่าจิตใจของชายหนุ่มลอยไปหาสุดารัตน์จนหมดสิ้น

เธอจึงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความริษยาจนแทบคลั่ง แต่จำต้องปั้นหน้ายิ้มแย้ม แสร้งทำเป็นใจเย็นแล้วเอ่ยเสียงหวาน "พี่ภูมิคะ โชคดีจังที่มีพี่อยู่ตรงนี้"

ภูมิเพียงแค่รับคำในลำคอเบา ๆ ก่อนจะเดินเลี่ยงออกไป

ฝูงชนเริ่มทยอยแยกย้ายกันไป

อรวรรณยืนโดดเดี่ยวอยู่กลางโถงงานเลี้ยง เพลิงริษยาลุกโชนในอกของเธอ ก่อนที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรออกหาใครบางคนทันที


ณ ระเบียงกว้างที่เปิดรับลมยามค่ำคืน สุดารัตน์ยืนสนทนาอยู่กับคุณพุฒิพงศ์และคุณกิตติศักดิ์

"โครงการอัลฟ่าในระยะหลังจำเป็นต้องใช้เงินทุนมหาศาล คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีการออกงานสังสรรค์รับรองลูกค้า ซึ่งทางเราก็ไม่อยากให้คุณสุดาต้องลำบากไปร่วมวงสังสรรค์แบบนั้น..."

คุณพุฒิพงศ์ชูแก้วไวน์ขึ้นสูง สะท้อนแสงจันทร์และดวงดาวระยิบระยับ พร้อมรอยยิ้มกว้าง

สุดารัตน์รับคำอย่างชาญฉลาด "ชายหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่จำเป็นต้องดูแลผู้หญิงเป็นพิเศษหรอกค่ะ"

คุณกิตติศักดิ์หัวเราะร่า "คุณลุงพุฒิพงศ์แกไม่ยอมให้หนูต้องลงไปเปลืองตัวในวงเหล้าหรอก และคุณตาของหนูเองก็คงไม่ยอมเช่นกัน เพียงแต่เราอาจจะต้องขอแรงสนับสนุนเรื่องเงินทุนจากคุณตาของหนูสักหน่อย"

"หนูเคยดูข่าวเศรษฐกิจ เห็นว่ามีการฉ้อโกงทางการเงินบางรูปแบบที่ใช้วิธีจ้างบริษัทภายนอกมารับช่วงต่อเพื่อไซฟ่อนเงินออกไป คุณลุงพุฒิพงศ์กับคุณอากิตติศักดิ์คงไม่ใช่คนประเภทนั้นใช่ไหมคะ?"

สุดารัตน์พูดดักคออย่างรู้ทัน

ที่แท้ก็หวังจะใช้เธอเป็นสะพานเพื่อดึงเงินลงทุนจากคุณตาของเธอนี่เอง

ช่างวางแผนกันมาดิบดีเหลือเกิน

โชคดีที่สุดารัตน์ไม่ใช่คนหัวอ่อน เธอไหวพริบดีและคิดเลขในใจได้รวดเร็ว ไม่อย่างนั้นคงถูกต้อนจนมุมไปแล้ว

คุณพุฒิพงศ์ยิ้มเจื่อน"นึกไม่ถึงเลยว่าหนูสุดาจะรู้ทันเรื่องพวกนี้ด้วย..."

เมื่อครู่ที่พวกเขาพากันเยินยอสุดารัตน์ ก็เพราะเห็นแก่หน้าคุณตาของเธอ หวังว่าถ้าดึงสุดารัตน์มาร่วมงานได้ เงินทุนของคุณตาก็จะไหลตามมาด้วย แต่ไม่นึกเลยว่าแม่หนูคนนี้จะเคี้ยวยากกว่าที่คิด

คนพวกนั้นประเมินเธอต่ำไปจริง ๆ

เธอเพียงคลี่ยิ้มบาง ๆ โดยไม่เอ่ยอะไรออกมา

"นี่ครับสัญญา" คุณกิตติศักดิ์ยื่นแฟ้มเอกสารให้

สุดารัตน์จ้องมองซองเอกสาร เจ้าตัวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามดักคอ "สัญญาฉบับนี้คงไม่ได้ผูกมัดเงื่อนไขการลงทุนของคุณตาหนูไปด้วยหรอกนะคะ?"

"โธ่ หนูสุดา พวกลุงไม่ใช่พ่อค้าหน้าเลือดนะ จะไปหลอกล่อให้หนูลงเรือโจรได้ยังไงกัน" คุณพุฒิพงศ์รีบแก้ตัวจนมือไม้สั่น ไวน์ในแก้วกระฉอกจนเกิดระลอกคลื่น พร้อมทั้งแสดงสีหน้าตื่นตระหนกอย่างปิดไม่มิด

สุดารัตน์เลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเปิดแฟ้มสัญญาอ่านอย่างละเอียด

เนื้อหาโดยรวมไม่มีปัญหาอะไรมากนัก ทว่าเธอกลับสะดุดตากับจุดบกพร่องในส่วนของการวิจัยและพัฒนา

"โครงการอัลฟ่าจะสามารถพัฒนาต่อยอดให้ผู้ใช้งานสร้างโมเดลปัญญาประดิษฐ์ของตัวเองบนพื้นฐานเดิมได้ไหมคะ? เพื่อเพิ่มประสบการณ์การใช้งานและยังรักษาความเป็นส่วนตัว หรือแม้กระทั่งสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ บนแพลตฟอร์มของเรา"

คุณกิตติศักดิ์และคุณพุฒิพงศ์ที่เคยคิดว่าสุดารัตน์เป็นเพียงคุณนายไฮโซที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ถึงกับอึ้งไป

พวกเขาไม่คิดว่าเธอจะให้คำแนะนำที่เป็นรูปธรรมและลึกซึ้งได้ขนาดนี้

"ได้สิครับ! เดี๋ยวผมจะรีบโทรหาโปรแกรมเมอร์เดี๋ยวนี้เลย"

คุณพุฒิพงศ์รีบวิ่งไปโทรศัพท์ด้วยความตื่นเต้น

เธอแบมือออก "หนูไม่ได้พกปากกามาค่ะ..."

คุณกิตติศักดิ์รีบยื่นปากกาให้อย่างกระตือรือร้น "อาเตรียมมาครับ"

นี่เหมือนถูกรางวัลที่หนึ่งชัด ๆ เพราะคำแนะนำเพียงข้อเดียวของเธออาจทำให้โครงการอัลฟ่าสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการปัญญาประดิษฐ์ได้เลยทีเดียว

สุดารัตน์รับปากกามาจรดปลายเซ็นชื่อด้วยลายมือบรรจงสวยงาม

ขณะที่กำลังจดจ่ออยู่กับเอกสาร จู่ ๆ ก็มีเสียงกรีดร้องดังระงมมาจากด้านหลัง

สุดารัตน์ขมวดคิ้ว เงยหน้าขึ้นมองเห็นคุณพุฒิพงศ์และคุณกิตติศักดิ์ต่างจ้องมองไปทางด้านหลังของเธอด้วยดวงตาที่เบิกโพลง

ลางสังหรณ์ไม่ดีแล่นพล่าน เธอหันขวับกลับไปมอง ก็เห็นฝูงชนกลุ่มใหญ่กำลังวิ่งกรูเข้ามาทางระเบียง ความตื่นตระหนกแผ่ซ่านไปทั่วห้องจัดเลี้ยง พร้อมกับกลุ่มควันสีดำทะมึนที่พวยพุ่งขึ้นมาจากพื้น

"ไฟไหม้!"

"กรี๊ด! ลูกแม่!"

"เห็นภรรยาผมไหมครับ?!"

"ช่วยด้วย! อย่าเหยียบชายกระโปรงฉัน!"

"..."

ความโกลาหลเกิดขึ้นในชั่วพริบตา

แขกเหรื่อต่างพากันหนีตาย บ้างก็วิ่งออกไปทางประตูใหญ่ บ้างก็กรูมาทางระเบียง ผู้คนเบียดเสียดจนมีหลายคนสะดุดล้มลงไปกองกับพื้น

สุดารัตน์ที่เพิ่งตั้งสติได้ รู้สึกเจ็บแปลบที่ข้อมือ

"หนูสุดา!"

คุณพุฒิพงศ์ถูกคลื่นมนุษย์เบียดกระเด็นออกไปจนถึงสนามหญ้าด้านล่างระเบียงแล้ว

เขาพยายามโบกมือเรียกเธอ

ส่วนคุณกิตติศักดิ์ก็พยายามจะฝ่าฝูงชนเข้ามาดึงตัวเธอออกไป

แต่สุดารัตน์ไม่มีเวลาสนใจคนข้างนอก เธอหันไปมองต้นตอของความเจ็บปวดที่ข้อมือ

นิ้วเรียวยาวจิกเล็บลงบนข้อมือเธอแน่น สุดารัตน์เงยหน้าขึ้นสบตากับอรวรรณที่ขอบตาแดงก่ำ ส่งสายตาเว้าวอนขอความช่วยเหลือ

"ช่วยฉันด้วย..."

ยังไม่ทันสิ้นเสียงดี ทันทีที่สุดารัตน์ลดการป้องกันตัวลง เธอก็ถูกอรวรรณผลักอย่างแรง

สุดารัตน์หงายหลังล้มลง ร่างของเธอถูกกลืนหายเข้าไปในเกลียวคลื่นของฝูงชนที่กำลังแตกตื่น

แผ่นหลังกระแทกพื้นอย่างจัง ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่างกาย เท้าของผู้คนนับไม่ถ้วนเฉียดผ่านและเหยียบย่ำลงมา ความมืดเข้าครอบงำพร้อมกับความเจ็บร้าวระบมไปทั้งตัว

เสียงอึกทึกยังไม่จางหาย สุดารัตน์กุมท้องด้วยความเจ็บปวด นอนขดตัวอยู่บนพื้น

เพื่อเอาชีวิตรอด เธอพยายามตะเกียกตะกายไปหลบตรงมุมอับที่เป็นสามเหลี่ยมระหว่างเสา ซึ่งพอจะปลอดภัยจากการถูกเหยียบ

เวลานี้ผู้คนส่วนใหญ่หนีออกจากห้องจัดเลี้ยงไปเกือบหมดแล้ว

สุดารัตน์เกาะกำแพงพยายามจะพยุงตัวลุกขึ้น แต่ภาพที่เห็นคือเปลวเพลิงกำลังโหมกระหน่ำ โคมไฟระย้าขนาดมหึมากลางห้องเริ่มทนความร้อนไม่ไหว โซ่โลหะที่ยึดไว้เริ่มหลอมละลายจนโคมไฟเอียงกะเท่เร่จวนเจียนจะร่วงลงมา

เธอพยายามจะขยับหนี แต่พบว่าข้อเท้าแพลงจนขยับไม่ได้

ในขณะที่อรวรรณยืนมองภาพเหตุการณ์นั้นจากระยะไกลด้วยสายตาเย็นชา

จนกระทั่ง... เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางเปลวเพลิง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป