บทที่ 1 เงินช่วยชีวิต
แผนกมะเร็งวิทยาของโรงพยาบาล
ฉันนอนเงียบ ๆ อยู่บนเตียงคนไข้ ดารินทร์เพื่อนสนิทของฉันสอดมือทั้งสองข้างไว้ในกระเป๋าเสื้อกาวน์สีขาว พลางทอดมองมาด้วยสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความผิดหวัง
“คนอื่นเขากับสามีเธอกำลังสารภาพรักกันอย่างโรแมนติกอยู่กลางทะเล ส่วนเธอก็ดีจริงนะญาณี ปวดจนวูบลงไปกองกับพื้น จนพลเมืองดีต้องช่วยกันหามส่งโรงพยาบาล”
เธอหยิบมือถือออกมา แล้วเปิดข่าวที่ติดเทรนด์อันดับหนึ่งให้ฉันดู
ในงานเลี้ยงอาหารค่ำบนเรือสำราญ ผู้หญิงคนหนึ่งมองภาพการบอกรักผ่านฝูงโดรนบนท้องฟ้าด้วยใบหน้าตื่นตะลึง ส่วนชายหนุ่มในชุดสูทสีดำยืนพิงราวระเบียง ทอดสายตามองเธออย่างอ่อนโยน
ข้างใต้มีคอมเมนต์เรียงกันเป็นแถว
【ประธานทุ่มทุนสร้างมาก! เหมาะสมกันจังเลย ขอให้รักกันไปนาน ๆ นะคะ!】
【โรแมนติกเกินไปแล้ว ได้ยินมาว่าการแสดงโดรนแบบนี้เริ่มต้นที่หลักแสนเลยนะ แฟนคนอื่น!】
【ได้ยินมาว่านี่เป็นครั้งแรกที่ประธานบริษัทเซบิลเลอร์เปิดตัวความรักต่อสาธารณะ เล่นใหญ่ขนาดนี้! แหวนเพชรเม็ดโต! ผู้ชายที่รักคุณจริง จะไม่ยอมให้คุณน้อยหน้าใครจริง ๆ ด้วย!】
ฉันเม้มริมฝีปาก ในใจนิ่งสงบไร้ซึ่งความรู้สึกใด ๆ
เมื่อเห็นท่าทีของฉัน ดารินทร์ก็ไม่เซ้าซี้อะไรต่อ เธอเพียงถอนหายใจยาว พลางหันกลับไปรัวนิ้วพิมพ์ประวัติคนไข้บนหน้าจอคอมพิวเตอร์
“ฉันฉีดมอร์ฟีนชนิดออกฤทธิ์นานกับเธอไปแล้ว มันช่วยบรรเทาปวดได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น แต่ร่างกายเธอเริ่มดื้อยาไพโรทินิบเสียแล้ว เราคงต้องปรับแผนการรักษากันใหม่”
ความเจ็บปวดที่ร้าวลึกถึงกระดูกทำให้ฉันหนาวสะท้านไปทั้งร่างกาย ฉันลูบแขนตัวเองแล้วลุกขึ้นนั่งบนเตียง “ยังมียารักษาได้อีกไหม?”
ดารินทร์ตวัดสายตามองค้อนฉัน เธอไม่ชอบฟังฉันพูดแบบนี้
เธอรัวนิ้วพิมพ์บนคีย์บอร์ด แล้วพูดอย่างอารมณ์เสียว่า “ตอนนี้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยปักกิ่งมีโปรเจกต์วิจัยร่วมกับแล็บต่างประเทศ พัฒนายามุ่งเป้าตัวใหม่ขึ้นมาที่ใช้รักษามะเร็งกระดูกระยะสุดท้ายโดยเฉพาะ เธอพิจารณาดูนะ ฉันว่ามันมีความหวัง”
“แต่ฉันไม่มีเงิน” ฉันพูดเรียบ ๆ
ดารินทร์สบถด่าผู้ชายเฮงซวยออกมาเบา ๆ
เธอลุกขึ้นยืนแล้วยื่นใบสั่งยาให้ฉัน พลางกัดฟันพูด “กรณ์ทำถึงขนาดนี้ ไม่กลัวเวรกรรมจะตามเช็กบิลบ้างหรือไง!”
ฉันพูดเสียงเบา “เขาไม่รู้ว่าฉันป่วย”
ดารินทร์ส่งสายตาปรามให้ฉันหยุดพูด “อย่าหาข้ออ้างให้ผู้ชาย ก็แค่เพราะเธอทิ้งเขาไปต่างประเทศในวันรับปริญญาไม่ใช่เหรอ? เรื่องนี้มันก็เจ๊ากันไปทั้งสองฝ่ายนั่นแหละ ในเมื่อตอนนี้เขาแต่งงานกับเธอแล้ว ก็หมายความว่าเขาไม่ถือสาเรื่องเก่า ๆ แล้ว เป็นถึงประธานบริษัทใหญ่โตขนาดนั้น แต่กลับขี้งกไม่ยอมจ่ายแม้แต่ค่าใช้จ่ายรายวันให้ภรรยาตัวเอง มันน่าสมเพชเกินไปแล้ว”
ฉันหัวเราะอย่างขมขื่น
ไม่ถือสาเรื่องเก่าอย่างนั้นเหรอ?
กรณ์ยอมแต่งงานกับฉันไม่ใช่เพราะให้อภัย แต่เขาทำเพื่อหาโอกาสเหยียบย่ำแก้แค้นต่างหาก
ในคืนวันแต่งงาน เขาก็ทิ้งฉันไว้แล้วออกจากบ้านไป แม้เขาจะไม่ปริปากบอกว่าไปไหน แต่รอยลิปสติกบนปกเสื้อกับกลิ่นเหล้าที่ติดตัวกลับมาในเช้าวันรุ่งขึ้น ก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนพอแล้ว
อาจจะเพราะเห็นว่าฉันไม่มีปฏิกิริยาอะไร หลังจากนั้นเขาก็ยิ่งได้ใจกว่าเดิม เกือบทุกคืนเขาจะพาผู้หญิงไม่ซ้ำหน้ามาเหยียบจมูกฉันถึงในบ้าน
จะบอกว่าไม่เจ็บปวดใจเลยก็คงเป็นการโกหกตัวเอง
กรณ์จงใจประกาศกิจกรรมบนเตียงให้ฉันรับรู้ ทุกครั้งที่เสียงอันชวนให้ขัดเขินดังเล็ดลอดออกมาจากห้องนั้น ฉันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกคลื่นไส้
มีครั้งหนึ่งที่ฉันทนไม่ไหวจริง ๆ เลยพุ่งเข้าไปในห้อง
ฉันเคยหลงคิดว่าเขาจะยั้งมือลงบ้าง ทว่ากรณ์กลับอุ้มผู้หญิงคนนั้นขึ้นมาจากเตียง แล้วเริ่มบทรักต่อหน้าฉันอย่างหน้าไม่อาย
วินาทีนั้นฉันสติแตกในทันที ฉันกวาดข้าวของบนโต๊ะทิ้งจนกระจัดกระจาย พลางแผดเสียงทะเลาะกับเขาอย่างบ้าคลั่ง
แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงรอยยิ้มหยันที่เต็มไปด้วยความดูแคลน
สำหรับเขา... ฉันคือคนทรยศที่ทำลายความรักที่จริงใจทั้งหมดของเขา ดังนั้นจุดจบที่น่าอนาถแบบนี้จึงเป็นสิ่งที่ฉันควรได้รับ
ฉันหัวเราะเยาะตัวเอง “บางทีฉันอาจจะสมควรแล้วจริง ๆ”
ดารินทร์ขมวดคิ้วด้วยความสงสาร “พูดบ้าอะไรของเธอ! ตั้งใจรักษาตัวให้หายดี ในอนาคตกรณ์จะต้องเสียใจ”
“เดี๋ยวฉันจะลองติดต่ออาจารย์หมอที่ทาง ม.ปักกิ่ง ให้ก่อนนะ ค่ารักษาพยาบาลฉันจะออกให้ก่อน แต่การรักษาต่อเนื่องหลังจากนั้น ฉันเองก็ยังกะตัวเลขไม่ได้ว่าต้องใช้เงินอีกเท่าไหร่ เธอเอง... ก็ต้องเตรียมแผนรับมือไว้ด้วยนะ”
ฉันซึ้งใจจนและกำลังจะพูดขอบคุณ ก็ถูกดารินทร์พูดสวนกลับมา
“ระหว่างเราสองคนไม่ต้องเกรงใจกันหรอก ดูแลตัวเองให้ดี ๆ อย่าให้ฉันต้องมาเข็นเตียงรับเคสฉุกเฉินของเธอที่ห้องฉุกเฉินบ่อยนักล่ะ”
ฉันยิ้มแล้วพยักหน้า ดารินทร์ทั้งออกเงินออกแรงเพื่อการรักษาของฉัน ฉันจะยอมเป็นภาระเกาะกินเธอไปตลอดไม่ได้
หลังจากออกจากโรงพยาบาล ระหว่างที่ฉันกำลังเดินทางกลับ พนักงานร้านเบเกอรี่ก็โทรเข้ามาพอดี
“คุณญาณีคะ เค้กวันเกิดที่สั่งทำไว้เสร็จแล้วนะคะ ไม่ทราบว่าให้จัดส่งตอนนี้เลยไหมคะ?”
“ไม่ต้องแล้วค่ะ เงินฉันจ่ายเรียบร้อยแล้ว รบกวนช่วยจัดการทิ้งให้ทีนะคะ ขอบคุณค่ะ” ถึงส่งไปที่บ้าน... ก็คงไม่มีใครคิดจะแตะต้องมันอยู่ดี
“ทำเสร็จแล้วจริง ๆ นะคะ คุณไม่ต้องการจริง ๆ เหรอคะ?”
ฉันพูดเรียบ ๆ “ไม่เอาแล้วค่ะ”
สำหรับฉันในตอนนี้นั้น... นอกจากเงินที่จะต่อลมหายใจแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดที่ฉันต้องการอีกต่อไป
เมื่อกลับถึงวิลล่า ฉันก็บังเอิญเจอกับณัฐพล ผู้ช่วยส่วนตัวของกรณ์เข้าพอดี
ในมือของเขาถือถุงของขวัญเสื้อผ้าผู้ชายอยู่ เมื่อเห็นฉันกลับมา เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความคาดไม่ถึง ก่อนจะรีบปรับสีหน้าเข้ามาทักทาย “นายหญิง กลับมาแล้วเหรอครับ”
ฉันพยักหน้าอย่างเย็นชา เพราะขี้เกียจจะเสวนาด้วย
ณัฐพลมองฉันแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ “นายหญิง... สีหน้าท่านดูไม่ค่อยดีเลยครับ ให้ผมแจ้งท่านประธานให้ทราบไหมครับ”
ฉันมองเขาอย่างประหลาดใจเล็กน้อย
กรณ์เคยสนอกสนใจความเป็นความตายของฉันที่ไหนกันล่ะ
แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรดลใจ ฉันถึงได้หลุดปากถามออกไปว่า “วันนี้เป็นวันเกิดฉัน กรณ์จะกลับมาเมื่อไหร่?”
แววตาของณัฐพลฉายแววสับสนวูบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาเป็นปกติ “ท่านประธานติดประชุมด่วนข้ามประเทศครับ เลยสั่งให้ผมมาเตรียมเสื้อผ้าไปให้ คืนนี้ท่านคง...”
ไม่รอให้เขาพูดจบ ฉันก็หันหลังเดินขึ้นชั้นบนไป
บางคำพูด ก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาพูด
หน้าประตูห้องนอนมีกล่องของขวัญที่ห่ออย่างสวยงามวางอยู่ บนการ์ดอวยพรเขียนว่า: ถึงญาณีที่ดีที่สุดในโลก ขอให้ไม่มีเรื่องทุกข์ใจ คิดสิ่งใดก็ขอให้สมปรารถนามีความสุข และปราศจากโรคภัยทั้งปวง!
ลงชื่อ: ดารินทร์
อารมณ์ของฉันดีขึ้นมาก พอแกะดูก็พบว่าเป็นเทียนหอมที่สวยงามประณีตมากชิ้นหนึ่ง
เมื่อเข้ามาในห้องนอน ฉันจุดเทียน อธิษฐาน แล้วเป่าให้ดับ
ขณะที่ควันสีขาวอมเทาซึ่งอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอันอบอุ่นลอยขึ้นช้า ๆ มือถือก็ส่งเสียง ‘ติ๊ง’ ดังขึ้น
เป็นข้อความแจ้งเตือนการโอนเงิน
จากบัญชีส่วนตัวของกรณ์ แม้ว่าปกติแล้วณัฐพลจะเป็นคนจัดการก็ตาม
หมายเหตุเป็นคำสั้น ๆ สี่คำ: สุขสันต์วันเกิด
ดูออกไม่ยากว่าณัฐพลคงเป็นคนจัดการเพื่อหวังจะคลี่คลายสถานการณ์อึดอัดนี้
ฉันหัวเราะเยาะตัวเอง คำอธิษฐานนี่ได้ผลดีจริง ๆ
เมื่อได้รับเงินแล้ว ฉันก็ส่งข้อความหาดารินทร์ต่อ ให้เธอช่วยนัดหมอที่ทำวิจัยเกี่ยวกับยามุ่งเป้าให้หน่อย
ไม่นานนัก มือถือก็ได้รับข้อความตอบกลับจากเธอ
“พรุ่งนี้สิบเอ็ดโมงครึ่ง ที่ร้านอาหารวิวทะเลสาบ พบกับคุณหมอภาคิน”
