บทที่ 3 ตอนที่3 เชิญออก (30%)
ตอนที่3
เชิญออก
หญิงสาวชุดเงินถูกเชิญออกจากงานท่ามกลางสายตาของแขกทั้งห้อง เสียงซุบซิบเปลี่ยนทิศทันทีจากขวัญแก้วไปยังผู้หญิงคนนั้น แต่บาดแผลในใจของขวัญแก้วไม่ได้หายไปพร้อมความจริง เธอยังคงยืนอยู่ที่เดิม มือเย็นเฉียบ แก้มเปื้อนคราบน้ำตา และหัวใจสั่นไหวอย่างคนที่เพิ่งถูกลากขึ้นมาเหยียบกลางเวทีโดยไม่มีทางป้องกันตัว
ดวงพรหันมาหาเธอด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน ก่อนเอ่ยเสียงเบาลงมาก
“ขวัญ เรื่องเมื่อกี้...ฉันก็ทำตามหน้าที่ อย่าคิดมากแล้วกัน รีบไปล้างหน้าล้างตา แล้วกลับมาทำงานต่อ” ดวงพรพูดเหมือนคำขอโทษเป็นภาระที่ไม่อยากแบก แต่ก็ยังพยายามรักษาหน้าในฐานะหัวหน้า
“ค่ะ” ขวัญแก้วตอบสั้น ๆ เธอไม่มีแรงโต้เถียงหรือเรียกร้องคำขอโทษจากใครอีกแล้ว
“เดี๋ยว” ปริญเอ่ยขึ้น ทำให้ขวัญแก้วที่กำลังจะถอยออกไปหยุดนิ่ง
หญิงสาวหันกลับมามองเขา ดวงตายังแดงก่ำจากการกลั้นน้ำตา ปริญมองใบหน้านั้นครู่หนึ่ง ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่อ่อนโยนแม้แต่น้อย
“ตามผมมา”
ขวัญแก้วชะงัก หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ เธอหันไปมองดวงพรอย่างขอความเห็น แต่อีกฝ่ายรีบพยักหน้าเหมือนอยากให้เธอทำตามคำสั่งผู้บริหารโดยเร็วที่สุด
“ค่ะ” ขวัญแก้วรับคำเบา ๆ แล้วเดินตามปริญออกจากห้องบอลรูมไปอย่างจำยอม
โถงทางเดินด้านนอกเงียบกว่าภายในงานหลายเท่า แสงไฟสีทองนวลส่องลงบนพรมลายละเอียด เสียงดนตรีเบาบางลงจนแทบกลืนหายไปกับเสียงส้นรองเท้าของปริญที่ก้าวนำหน้าอย่างมั่นคง ขวัญแก้วเดินตามหลังเขาในระยะห่างพอเหมาะ เธอไม่รู้ว่าเขาจะพาเธอไปไหน ไม่รู้ว่าเขาจะตำหนิอะไรอีก แต่ความเย็นชาจากแผ่นหลังกว้างตรงหน้าทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังเดินตามคำพิพากษามากกว่าผู้ชายคนหนึ่ง
ปริญหยุดหน้าห้องรับรองเล็กสำหรับผู้บริหาร เขาเปิดประตูเข้าไปโดยไม่หันกลับมามอง ขวัญแก้วลังเลเพียงครู่เดียวก่อนก้าวตามเข้าไป
ภายในห้องเงียบสงบ มีโต๊ะทำงานเล็ก โซฟาหนังสีเข้ม และกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นแสงไฟเมืองยามค่ำคืน ปริญถอดสูทตัวนอกพาดไว้บนพนักเก้าอี้ ก่อนหันกลับมามองเธอเต็มตาเป็นครั้งแรกโดยไม่มีผู้คนรายล้อม
“รู้ไหมว่าความผิดพลาดของเธอเมื่อกี้ทำให้โรงแรมเกือบเสียหายแค่ไหน” ปริญถามขึ้นทันที น้ำเสียงราบเรียบแต่กดดันจนขวัญแก้วเผลอกำมือแน่น
“ขวัญทราบค่ะ ขวัญผิดที่รับกระเป๋าของแขกไว้ ทั้งที่ไม่ควรรับ” ขวัญแก้วตอบอย่างตรงไปตรงมา เธอไม่ได้ปฏิเสธความผิดพลาดของตัวเอง แม้จะยังเจ็บที่เขาเริ่มต้นด้วยการตำหนิแทนที่จะถามว่าเธอเป็นอย่างไรบ้าง
“ทราบแล้วยังทำ?” ปริญถามต่อ ดวงตาคมจับอยู่บนใบหน้าเธอเหมือนกำลังอ่านความคิด
“ตอนนั้นแขกกดดันค่ะ ขวัญกลัวมีปัญหาในงาน เลยคิดว่าถือไว้ครู่เดียวคงไม่เป็นไร” ขวัญแก้วอธิบาย เสียงของเธอเบาแต่ไม่สั่นเหมือนเมื่อครู่
“ความกลัวไม่ใช่ข้ออ้างของความสะเพร่า” ปริญพูดอย่างเย็นชา เขาก้าวเข้ามาใกล้อีกนิดจนขวัญแก้วต้องเงยหน้ามอง
“ค่ะ ขวัญจะจำไว้ และจะไม่ให้เกิดขึ้นอีก” ขวัญแก้วตอบ เธอกลืนความเจ็บลงคอ แม้ในใจอยากถามเหลือเกินว่าเขาไม่เห็นหรือว่าเธอเพิ่งถูกใส่ร้ายจนแทบไม่มีที่ยืน
ปริญหรี่ตามองหญิงสาวตรงหน้า เขาคาดว่าเธอจะร้องไห้ อ้อนวอน หรือแก้ตัวเหมือนพนักงานหลายคนที่เคยทำผิด แต่ขวัญแก้วกลับยืนตรง รับผิดในส่วนที่ตนผิด และไม่เรียกร้องความเห็นใจ ทั้งที่ดวงตายังคงแดงช้ำจากเหตุการณ์เมื่อครู่
“เธอคิดว่าตัวเองน่าสงสารหรือเปล่า” ปริญถามออกไปอย่างไม่รู้ว่าทำไมตนเองต้องถามเช่นนั้น
ขวัญแก้วนิ่งไปเล็กน้อย ดวงตาหวานเงยสบเขาโดยตรงเป็นครั้งแรก แววตาของเธอมีทั้งความเจ็บ ความอาย และความดื้อรั้นที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ
“ไม่ค่ะ ขวัญไม่ได้น่าสงสาร ขวัญแค่จนกว่าแขกในงาน และไม่มีอำนาจเท่าคนที่กล่าวหาขวัญเท่านั้นเอง” เธอตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ น้ำเสียงไม่แข็งกร้าว แต่กลับมีน้ำหนักจนปริญชะงักไปชั่วเสี้ยววินาที
“ปากดีเหมือนกันนี่” ปริญพูดเสียงต่ำ มุมปากคล้ายจะเหยียดขึ้นเล็กน้อย แต่แววตายังคงนิ่งสนิท
“ขวัญไม่ได้ตั้งใจปากดีค่ะ ขวัญแค่พูดความจริง ถ้าคุณปริญจะตำหนิเรื่องงาน ขวัญยอมรับ แต่ถ้าจะให้ขวัญยอมรับว่าตัวเองขโมยของหรืออยากให้ใครสงสาร ขวัญคงทำไม่ได้ค่ะ” ขวัญแก้วตอบยาวขึ้นกว่าเดิม ดวงตาของเธอเริ่มมีประกายสั่นไหวจากความเจ็บที่สะสมมาตลอดคืน
ปริญมองเธอนานขึ้น ผู้หญิงตรงหน้าไม่ได้งดงามแบบแขกในงาน ไม่ได้แต่งกายด้วยของแพง แต่ใบหน้าหวานที่ยังมีคราบน้ำตาจาง ๆ กลับมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาละสายตาได้ยาก ความซื่อ ความดื้อ หรือศักดิ์ศรีที่ไม่เข้ากับฐานะของเธอกันแน่ เขาไม่แน่ใจ และความไม่แน่ใจนั้นทำให้เขาหงุดหงิด
“เธอทำงานที่นี่กี่วันแล้ว” เขาถามเสียงเรียบ พลางเดินกลับไปหยิบแฟ้มเอกสารบนโต๊ะขึ้นมาเปิดดูเหมือนไม่ใส่ใจ
“สามวันค่ะ วันนี้เป็นวันที่สี่” ขวัญแก้วตอบ เธอพยายามบังคับสายตาไม่ให้มองท่าทางเหนื่อยล้าของเขาที่เริ่มเผยออกมาเมื่ออยู่ห่างจากผู้คน
“เรียนจบอะไร” ปริญถามต่อโดยไม่เงยหน้า
“ขวัญเรียนมหาวิทยาลัยไม่จบค่ะ ต้องออกมาทำงานก่อน” เธอตอบอย่างไม่ปิดบัง แม้รู้ดีว่าคำตอบนี้อาจทำให้เขายิ่งมองเธอต่ำลง
“เพราะเงิน?” เขาถามสั้น ๆ
