บทที่ 8 ตอนที่ 5 เย็นชา
ตอนที่ 5
เย็นชา
ปริญยืนอยู่หลังประตูด้วยใบหน้าเย็นชา เสื้อเชิ้ตสีขาวของเขายังคงเรียบกริบ แต่กระดุมคอที่ปลดออกหนึ่งเม็ดกับแววตาเข้มลึกทำให้เขาดูเหมือนคนที่เพิ่งผ่านการปะทะอารมณ์อย่างหนัก ข้างหลังเขา อรณิชาในชุดราตรีสีแดงเข้มยืนกอดอก ดวงตาคมสวยมองขวัญแก้วตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยความรังเกียจที่ไม่คิดปิดบัง
“ขอโทษค่ะ ขวัญไม่ได้ตั้งใจเสียมารยาท ขวัญแค่ผ่านมาเก็บแก้วตรงนี้ค่ะ” ขวัญแก้วรีบก้มศีรษะ น้ำเสียงของเธอสุภาพแต่แฝงความตื่นตระหนก
“ผ่านมาเก็บแก้ว หรือผ่านมาเก็บเรื่องของคนอื่นไปขายกันแน่” อรณิชาพูดเสียงหวานจัด แต่แววตาเย็นเฉียบ
“ขวัญไม่มีทางทำแบบนั้นค่ะ เรื่องของคุณทั้งสองคนไม่เกี่ยวกับขวัญ ขวัญขอโทษอีกครั้ง แล้วจะรีบไปเดี๋ยวนี้ค่ะ” ขวัญแก้วกล่าวพร้อมก้มศีรษะต่ำลง เธอตั้งใจจะถอยออกไปให้เร็วที่สุด
“หยุด” ปริญสั่งเสียงต่ำ สั้นเพียงคำเดียวแต่ทำให้ขวัญแก้วชะงักอยู่กับที่
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความกังวล เธอไม่รู้ว่าตนเองทำผิดอะไรอีกในสายตาเขา หรือเขากำลังจะตำหนิเธอต่อหน้าผู้หญิงของเขาเหมือนที่เคยทำต่อหน้าคนทั้งงาน
“เอาถาดไปวาง แล้วตามผมมา” ปริญพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่เปิดทางให้ปฏิเสธ สายตาของเขาไม่ได้หันไปหาอรณิชาแม้แต่น้อย
“คุณปริญคะ ขวัญยังต้องทำงานด้านล่าง ถ้าพี่ดวงเรียกหาแล้วไม่เจอ...” ขวัญแก้วพยายามอธิบายอย่างระมัดระวัง เธอกลัวทั้งเขา กลัวหัวหน้างาน และกลัวสายตาของอรณิชาที่เหมือนพร้อมจะฉีกเธอเป็นชิ้น ๆ
“ผมจะบอกหัวหน้าคุณเอง” ปริญตอบเรียบ ๆ ก่อนหันไปหยิบสูทตัวนอกพาดแขน
“คุณจะพาเธอไปไหนคะ ปริญ” อรณิชาถามเสียงแข็ง ดวงตาวาววับด้วยความไม่พอใจ
“ที่ที่ไม่มีเสียงคุณ” ปริญตอบอย่างเย็นชา ก่อนเดินผ่านขวัญแก้วออกไปโดยไม่หันกลับมาดูสีหน้าของอรณิชา
ขวัญแก้วแทบอยากหายไปจากตรงนั้น เธอวางถาดแก้วลงบนโต๊ะบริการใกล้ ๆ อย่างรวดเร็ว แล้วจำต้องเดินตามปริญไปด้วยหัวใจเต้นแรง เสียงส้นรองเท้าของอรณิชาก้าวตามมาเพียงสองก้าวก่อนหยุดลง แต่สายตาร้อนแรงของอีกฝ่ายยังเผาแผ่นหลังขวัญแก้วจนเธอแทบไม่กล้าหายใจ
ปริญเดินนำเธอไปยังทางเดินด้านหลังห้องบอลรูม ซึ่งเชื่อมต่อกับลิฟต์ส่วนตัวสำหรับผู้บริหาร เขาไม่พูดอะไรระหว่างทาง ขวัญแก้วจึงทำได้เพียงเดินตามอย่างเงียบ ๆ ความเงียบของเขาไม่ใช่ความเงียบสงบ แต่เป็นความเงียบชนิดที่ทำให้คนรอบข้างต้องระวังทุกลมหายใจ
“คุณปริญจะให้ขวัญไปที่ไหนคะ” ขวัญแก้วถามในที่สุด เมื่อทั้งคู่หยุดอยู่หน้าลิฟต์ส่วนตัวที่ประตูสีเงินเงาวับสะท้อนใบหน้าซีดของเธอ
“ขึ้นไปเอาเอกสารที่ห้องผม” ปริญตอบสั้น ๆ พลางกดรหัสผ่านโดยไม่มองเธอ
“เอกสารชุดไหนคะ ถ้าคุณปริญบอกตำแหน่งไว้ ขวัญให้พี่ดวงหรือพนักงานเอกสารขึ้นมารับแทนก็ได้ค่ะ” ขวัญแก้วเสนออย่างสุภาพ แต่ในน้ำเสียงมีความหวาดระแวงปนอยู่
“กลัวขึ้นไปกับผม?” ปริญถามพร้อมหันมามองเธอ ดวงตาคมจับอยู่บนใบหน้าหวานอย่างท้าทาย
“ขวัญแค่คิดว่าไม่เหมาะค่ะ” ขวัญแก้วตอบตามตรง เธอกำมือไว้ข้างลำตัวเพื่อซ่อนอาการสั่น
“ไม่เหมาะเพราะผมเป็นผู้ชาย หรือเพราะคุณอรณิชามองเธอเหมือนอยากฆ่าเธอ” ปริญถามด้วยน้ำเสียงที่อ่านไม่ออก แต่คำถามนั้นแทงใจเธออย่างน่าประหลาด
“ทั้งสองอย่างค่ะ” ขวัญแก้วตอบเบา ๆ แต่ชัดเจน ดวงตาของเธอมองเขาอย่างซื่อตรงจนปริญเผลอนิ่งไป
ประตูลิฟต์เปิดออกพอดี ปริญก้าวเข้าไปก่อนโดยไม่พูดอะไร ขวัญแก้วลังเลอยู่หน้าประตูเพียงเสี้ยววินาที ก่อนตัดสินใจก้าวตามเข้าไป เพราะรู้ดีว่าคนอย่างเขาไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครขัดคำสั่งง่าย ๆ
ลิฟต์เคลื่อนตัวขึ้นอย่างเงียบงัน ภายในแคบกว่าความรู้สึกของขวัญแก้วมากนัก กลิ่นน้ำหอมเย็นสะอาดของปริญผสมกับกลิ่นแอลกอฮอล์จาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศ เธอยืนชิดมุมหนึ่ง พยายามรักษาระยะห่างให้มากที่สุด ขณะที่ปริญยืนกอดอกพิงผนังอีกฝั่ง สายตาของเขามองตัวเลขชั้นที่เลื่อนสูงขึ้นอย่างไร้อารมณ์
“เมื่อกี้ได้ยินอะไรบ้าง” ปริญถามขึ้นโดยไม่หันมามองเธอ
“ขวัญไม่ได้ตั้งใจฟังค่ะ ได้ยินแค่บางประโยค แล้วก็พยายามจะเดินออกไปแล้ว” ขวัญแก้วตอบด้วยน้ำเสียงจริงใจ เธอไม่อยากให้เขาเข้าใจว่าเธอชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องคนอื่น
“บางประโยคที่ว่า มีประโยคไหนทำให้เธอคิดไปไกลหรือเปล่า” ปริญถามต่อ น้ำเสียงของเขาเย็นลงเล็กน้อย
“ขวัญไม่กล้าคิดอะไรเกี่ยวกับเรื่องของคุณค่ะ” ขวัญแก้วตอบ เธอก้มหน้าลงมองปลายรองเท้าของตัวเอง เพื่อหลบสายตาที่รู้สึกได้ว่าเขากำลังหันมามอง
“ไม่กล้า หรือไม่อยากยุ่ง” ปริญถาม ดวงตาคมหรี่ลงราวกับต้องการอ่านใจเธอ
“ทั้งสองอย่างค่ะ โลกของคุณปริญไม่ใช่โลกที่ขวัญควรเข้าไปยุ่ง” เธอตอบอย่างสุภาพ และประโยคนั้นทำให้ความเงียบในลิฟต์หนักขึ้นทันที
ปริญจ้องเธอนิ่ง เขาไม่ชอบเวลาขวัญแก้วพูดราวกับรู้ที่ยืนของตัวเองดีเหลือเกิน ไม่ชอบเวลาผู้หญิงตัวเล็กคนนี้ขีดเส้นแบ่งระหว่างเขากับเธอด้วยความนอบน้อมแต่หนักแน่น เหมือนเขาเป็นคนที่อยู่สูงจนแตะต้องไม่ได้ ทั้งที่ในความเป็นจริง เขากลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกดึงลงไปหาเธอทีละน้อยอย่างน่าหงุดหงิด
“เธอชอบพูดเหมือนตัวเองต่ำต้อย” ปริญพูดเสียงเบา แต่คำพูดนั้นกลับสะท้อนอยู่ในลิฟต์ชัดเจน
“ขวัญไม่ได้ชอบพูดค่ะ ขวัญแค่รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร” ขวัญแก้วตอบโดยไม่เงยหน้า ความเจ็บบางอย่างแฝงอยู่ในน้ำเสียงนุ่มนั้น
“ความจริงของเธอคืออะไร” เขาถามต่อเหมือนเผลอสนใจจริง ๆ
“ขวัญเป็นพนักงานชั่วคราวที่ต้องทำงานหาเงินรักษาแม่ ส่วนคุณปริญเป็นเจ้าของโรงแรมที่ใคร ๆ ก็ต้องเกรงใจ แค่นี้ก็ต่างกันมากพอแล้วค่ะ” เธอตอบด้วยถ้อยคำเรียบง่าย แต่ทุกคำออกมาจากหัวใจที่ผ่านการยอมรับชะตาตัวเองมานาน
“แล้วถ้าคืนนี้ผมบอกให้เธอลืมความต่างนั้นสักคืนล่ะ” ปริญถามเสียงต่ำลงโดยไม่ตั้งใจ คำถามหลุดออกจากปากก่อนที่เขาจะทันไตร่ตรอง
ขวัญแก้วเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาหวานเบิกกว้างอย่างตกใจ หัวใจเธอเต้นแรงจนแทบเจ็บซี่โครง เธอไม่แน่ใจว่าเขาพูดเพราะประชด พูดเพราะเมา หรือพูดเพราะต้องการทดสอบเธออีกครั้ง
“คุณปริญไม่ควรพูดแบบนี้ค่ะ” ขวัญแก้วกล่าวเสียงแผ่ว แต่ในแววตาสั่นไหวมีทั้งความกลัวและความหวั่นไหวที่ปิดไม่มิด
“ทำไม” ปริญถาม เขาก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว ทั้งที่พื้นที่ในลิฟต์แทบไม่มีให้ถอยหนี
“เพราะคำพูดของคุณอาจไม่มีความหมายสำหรับคุณ แต่สำหรับคนที่ไม่มีอะไรอย่างขวัญ บางคำมันทำให้เจ็บได้นานค่ะ” เธอตอบอย่างซื่อสัตย์ น้ำเสียงเบาจนเกือบเป็นกระซิบ
