บทที่ 1 บาริสต้าสาว

#ร้านกาแฟ

แสงแดดยามบ่ายสามโมงยังคงร้อนระอุ แต่ภายในร้านกาแฟขนาดกะทัดรัดที่ตกแต่งด้วยโทนสีที่สบายตา กลับอบอวลไปด้วยกลิ่นคั่วเมล็ดกาแฟที่เป็นเอกลักษณ์ เสียงเครื่องบดเมล็ดกาแฟทำงานสลับกับเสียงเคาะกากกาแฟดังขึ้นเป็นจังหวะอย่างต่อเนื่อง

“พริม! คาปูชิโน่เย็นหวานน้อยแก้วหนึ่งโต๊ะสาม แล้วก็อเมริกาโน่เย็นหน้าร้านจ้ะ” เสียงของพี่มน เจ้าของร้านกาแฟที่ตะโกนมาจากหลังเคาน์เตอร์เค้ก

“ได้ค่ะพี่มน พริมกำลังจัดให้เดี๋ยวนี้เลยค่ะ”

พริม หรือ พริมา ในวัย 22 ปี ขยับผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลเข้มของร้านให้เข้าที่ มือเรียวเล็กขยับหยิบก้านชงกาแฟมาเช็ดอย่างคล่องแคล่ว ใบหน้าจิ้มลิ้มซับด้วยเหงื่อเม็ดเล็กๆ ตามไรผม แม้ดวงตาคู่สวยจะฉายแววอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด จากการนอนเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง แต่ริมฝีปากบางก็ยังคงแต้มยิ้มสดใสส่งให้ลูกค้าอยู่เสมอ

วันนี้เธอตื่นตั้งแต่เช้าเพื่อที่จะได้ไปให้ทันรถเมล์ เพราะวันนี้เธอมีเรียนช่วงเช้า เวลาแปดโมง พออาจารย์ปล่อยเลิกคลาสเรียนตอนบ่ายโมงตรง แทนที่จะได้พักกินข้าวเหมือนเพื่อนคนอื่น พริมกลับต้องรีบคว้ากระเป๋าผ้าคู่ใจ วิ่งกระหืดกระหอบขึ้นรถเมล์เพื่อมาเข้ากะพาร์ทไทม์ที่ร้านกาแฟให้ทันบ่ายสองโมง

“อเมริกาโน่เย็นได้แล้วค่ะ ทานให้อร่อยนะคะ” พริมยื่นแก้วกาแฟพร้อมกับรอยยิ้มให้ลูกค้าหน้าร้าน ก่อนจะหมุนตัวกลับมาลากเก้าอี้ตัวเล็กข้างเคาน์เตอร์มานั่งแปะลงอย่างหมดแรง

ขาเรียวคู่สวยสั่นระริกด้วยความล้า พริมยกมือขึ้นนวดขมับตัวเองเบาๆ เพื่อไล่ความมึนงงที่เริ่มเกาะกินสมอง

“พริม เอานี่ไปกินก่อนไป ยืนขาแข็งมาตั้งแต่บ่ายสองแล้วไม่ใช่หรือไงเรา” พี่มนเดินถือจานแซนด์วิชแฮมชีสชิ้นโตมาวางตรงหน้า พร้อมสายตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูแกมเป็นห่วง

“พี่มน.. พริมเกรงใจจังค่ะ แค่พี่มนยอมปรับตารางกะให้พริมมาทำตอนบ่ายได้ พริมก็ไม่รู้จะขอบคุณยังไงแล้ว” หญิงสาวยกมือไหว้พลางมองแซนด์วิชตาโต ท้องไส้เริ่มส่งเสียงประท้วงประจานตัวเองทันที

“เกรงใจอะไรกัน ตัวแค่นี้ถ้าร่างกายพังขึ้นมาจะทำยังไง หืม? ดูซิ หน้าซีดหมดแล้วเนี่ย เรียนปีสุดท้ายมันหนักขนาดนั้นเลยเหรอ” พี่มนบ่นอุบ พลางยื่นแก้วน้ำเปล่าให้

“ทั้งรายงาน ทั้งวิจัยตัวจบเลยค่ะพี่มน ไหนจะค่าเทอมงวดสุดท้ายที่ต้องรีบปั่นอีก แต่พริมไหวค่ะ! ถึกทนยิ่งกว่าคนเหล็กก็พริมนี่แหละค่ะ” พริมเคี้ยวแซนด์วิชตุ้ยๆ จนแก้มป่อง ก่อนจะกำหมัดทำท่าสู้ตายเรียกเสียงหัวเราะจากเจ้าของร้าน

“ฮ่าๆ จ้ะ ยัยคนเก่ง อย่าให้เห็นว่าวูบคาเครื่องชงกาแฟแล้วกัน... เออพริม เดี๋ยวพี่จะเข้าไปเช็คสต็อกเมล็ดกาแฟข้างหลังหน่อยนะ ฝากดูหน้าร้านแป๊บหนึ่ง”

“รับทราบค่ะหัวหน้า!” พริมตะเบ๊ะรับคำอย่างแข็งขัน

เมื่อความเงียบเข้าปกคลุมร้านชั่วขณะ พริมที่กำลังเคี้ยวขนมปังคำสุดท้ายหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดดูยอดเงินในบัญชี ตัวเลขหลักพันต้นๆ ทำเอาเธอต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

‘ค่าหอพักจ่อคิวรออยู่สัปดาห์หน้า ค่าชีทเรียนอีก... อดทนหน่อยนะพริม อีกแค่นิดเดียวก็จะเรียนจบแล้ว’ เธอบอกตัวเองในใจพลางตบแก้มสลับไปมาเพื่อเรียกสติ

ทว่าจังหวะนั้น... เสียงดนตรีที่มีเสียงกีตาร์เบสหนักๆ ก็ลอยคลอมาตามลม แม้จะไม่ได้ดังจนหนวกหู แต่มันก็ทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยพลังลึกลับจนพริมต้องเหลียวสายตาไปมองทางบานกระจกใสหน้าร้าน

ภาพที่เห็นคือตึกแถวข้างๆ ที่ถูกทาสีดำสนิททั้งหลัง มีป้ายไฟนีออนดัดสีดำสลักข้อความสั้นๆ ว่า ‘December TATTOO’

มันคือร้านสักที่เพิ่งเปิดใหม่ได้ไม่กี่สัปดาห์ ประตูทางเข้าเป็นกระจกดำทึบจนมองไม่เห็นข้างใน มีเพียงแสงไฟสลัวๆ สีส้มวอร์มไลท์ที่ลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านออกมาเป็นครั้งคราว ดูลึกลับ น่ากลัว และไม่น่าเฉียดเข้าไปใกล้สำหรับเด็กสาวตัวคนเดียวอย่างเธอเลยสักนิด

“มองอะไรอยู่เหรอพริม” พี่มนที่เดินถือสมุดจดสต็อกกลับออกมาเอ่ยทัก เมื่อเห็นหญิงสาวนั่งเหม่อมองไปข้างบ้าน

“อ๋อ~ เปล่าค่ะพี่มน พริมแค่ฟังเสียงเพลงจากร้านสักข้างๆ น่ะค่ะ ดู... ลึกลับดีนะคะ” พริมเอ่ยตอบพลางทำตาปริบๆ

พี่มนชะโงกหน้ามองตามแล้วลดเสียงลงซุบซิบทันที

“เออ พูดถึงร้านนั้น พี่ก็ยังแอบหวั่นๆ อยู่เลยนะ เจ้าของร้านที่ชื่อ ‘คุณธันวา’ น่ะ หน้าตานี่หล่อคมเข้มอย่างกับดาราเลยนะเธอ แต่มาดนี่นิ่งสนิท รอยสักลามไปจนถึงคอ นึกว่าหลุดมาจากแก๊งมาเฟีย คนแถวนี้ไม่มีใครกล้าเดินผ่านหน้าร้านตรงๆ สักคน”

“ขนาดนั้นเลยเหรอคะพี่มน?” พริมเลิกคิ้วด้วยความอยากรู้ “เขาน่ากลัวมากเลยเหรอ”

“มากกกก!~” พี่มนลากเสียงยาว “วันก่อนพี่เดินเอาคูปองส่วนลดร้านเราไปหย่อนตู้ไปรษณีย์หน้าบ้านเขา บังเอิญเขาเปิดประตูออกมาพอดี สายตาที่เขามองมานะพริมเอ๊ย.. อย่างกับไปหงุดหงิดอะไรมา พี่นี่รีบไหว้ปลกๆ แล้วหนีแทบไม่ทัน พูดแล้วยังขนลุกไม่หายเลยเนี่ย”

พริมหลุดขำคิกคักกับท่าทางโอเวอร์ของเจ้าของร้าน

“เขาอาจจะแค่เป็นคนหน้าดุเฉยๆ ก็ได้มั้งคะพี่มน ช่างสักเขาก็ต้องมีคาแรคเตอร์เท่ๆ โหดๆ แบบนี้แหละค่ะ”

“แม่คู๊น~ มองโลกในแง่ดีจริง เอาเป็นว่าเลิกงานดึกๆ เดินผ่านหน้าร้านก็ระวังตัวหน่อยละกัน ยิ่งชอบอยู่คนเดียวซะด้วย” พี่มนเตือนด้วยความหวังดี

“ค่ะพริมจะระวังนะคะ” พริมรับคำพลางทอดสายตามองไปยังประตูบานเลื่อนสีดำสนิทของร้านสักนั้นอีกครั้ง ในใจแอบนึกสงสัยว่าผู้ชายที่ชื่อ ‘ธันวา’ คนนั้นจะหน้าตาดุร้ายและน่ากลัวสมคำเล่าลือขนาดไหนกันเชียว

#18:56 น.

เวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงหัวค่ำ ลูกค้าเริ่มบางตาลงจนเหลือเพียงความเงียบ พริมย้ายตัวเองมาเช็ดโต๊ะอาหารตัวสุดท้าย ทันใดนั้น อาการหน้ามืดฉับพลันก็จู่โจมจนโลกทั้งใบหมุนคว้าง ร่างเล็กเซถลากระแทกกับขอบโต๊ะจนเกิดเสียงดัง

“โอ๊ย!~” พริมส่งเสียงร้องแผ่วเบา ยกมือเรียวขึ้นกุมขมับ ดวงตาพร่ามัวจนต้องหลับตาลงแน่นๆ

‘ไม่เอาหน่า... อย่ามาเพิ่งเป็นลมตอนนี้เชียวนะยายพริม งานยังไม่เสร็จเลย’ เธอพึมพำในใจ ขาที่อ่อนแรงพยายามพยุงร่างของตัวเองให้ยืนตรง แต่ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาหลายวันกลับไม่เอื้ออำนวยให้ทำตามใจชอบ

“พริม! เป็นอะไรหรือเปล่า!” พี่มนรีบวิ่งหน้าตื่นออกมาจากเคาน์เตอร์ เข้ามาประคองแขนหญิงสาวไว้ได้ทันท่วงที “หน้าซีดเป็นไก่ต้มเลยพริม! พี่บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าฝืนตัวเองน่ะ”

“พริม... พริมแค่หน้ามืดนิดหน่อยค่ะพี่มน” พริมพยายามส่งยิ้มแห้งๆ เพื่อให้พี่สาวสบายใจ แต่เม็ดเหงื่อที่ผุดเต็มหน้าผากกลับสวนทางกับคำพูดอย่างสิ้นเชิง

“ไม่ต้องมาแก้ตัวเลยนะเรา ฝืนทำเป็นเก่งอยู่ได้ ไปๆ หลังร้านเลย ไปนั่งพัก ดื่มน้ำหวานซะ เดี๋ยวที่เหลือพี่จัดการเอง” พี่มนสั่งเสียงเข้มแกมบังคับ

“แต่ว่า...”

“ไม่มีแต่! ถ้ายังดื้ออีก พี่จะหักเงินเดือนข้อหาไม่ดูแลตัวเองนะ”

เมื่อโดนไม้นี้เข้าไป เธอจึงต้องยอมจำนนเดินคอตกเข้าไปนั่งพักที่เก้าอี้หลังร้าน เธอซบหน้าลงกับฝ่ามือของตัวเอง ความรู้สึกโดดเดี่ยวและเหนื่อยสายตัวแทบขาดเริ่มประดังประเดเข้ามาในหัวใจทันที

บทถัดไป