บทที่ 5 ลูกค้าประจำ

#สามวันผ่านไป

หลังจากเหตุการณ์บุกไปทายาผ่านไปได้สามวัน ชีวิตของพริมก็เริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ที่ไม่ค่อยปกติเท่าไหร่นัก

สภาวะปกติที่ว่าคือเธอถามตัวเองซ้ำๆ ทุกวัันว่าแผลที่หลังมือของคุณธันวาหายดีหรือยัง ส่วนความไม่ปกติที่เพิ่มเข้ามาในชีวิตบาริสต้าสาวก็คือ...

กรุ๊งกริ๊ง~

เสียงกระดิ่งลมหน้าร้านกาแฟดังขึ้นในเวลาบ่ายสองโมงตรงเป๊ะอย่างกับมีการตั้งนาฬาปลุก พริมที่กำลังก้มหน้าก้มตาเช็ดเคาน์เตอร์อยู่ถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย หัวใจเจ้ากรรมดิ่งวูบและเต้นรัวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

กลิ่นน้ำหอมลอยเข้ามานำร่อง ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทจะก้าวผ่านประตูเข้ามา วันนี้เขาพับแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อย โชว์รอยสักดิบเถื่อนเต็มท่อนแขนลามมาถึงหลังมือ ที่ตอนนี้ไม่มีผ้าก๊อซสีขาวแปะอยู่แล้ว

ธันวาเดินหน้านิ่งเข้ามาภายในร้าน เขาหันมาสบตากับเธอทันที

“สวัสดีค่ะคุณธันวา แผลที่มือหายดีแล้วเหรอคะ“ พริมเอ่ยทักทายเสียงอ้อมแอ้ม ใบหน้าจิ้มลิ้มขึ้นสีระเรื่อฉับพลันเมื่อนึกถึงตอนที่ตัวเองคุกเข่าทายาและเผลอเป่าลมใส่หลังมือเขา

ธันวาไม่ได้ตอบคำถาม เขาเดินตรงดิ่งมากอดอกพิงเคาน์เตอร์หน้าร้านในตำแหน่งเดิมเป๊ะ ตัวเขาโตจนเกือบจะบังแสงไฟในร้านมิด รังสีความดุดันที่แผ่ออกมาทำเอาลูกค้าโต๊ะข้างๆ ไม่กล้าที่จะมองเขาด้วยซ้ำ

“เหมือนเดิม” เขาเอ่ยขึ้นแค่ประโยคสั้นๆ

“อเมริกาโน่เย็น ไม่หวาน ใช่ไหมคะ” พริมถามเพื่อความแน่ใจพลางส่งยิ้มบางๆ ให้

“อืม”

พริมรีบพยักหน้ารับแล้วหมุนตัวกลับไปจัดการบดเมล็ดกาแฟทันที และนั่นคือช่วงเวลาแห่งความกดดัน ที่พริมต้องเผชิญในทุกๆ วันนับตั้งแต่สามวันก่อน เพราะธันวาไม่เคยเดินไปนั่งรอที่เก้าอี้เหมือนลูกค้าคนอื่น เขายืนปักหลักอยู่หน้าเคาน์เตอร์ สายตาคมคู่นั้นจับจ้องทุกย่างก้าวและทุกการเคลื่อนไหวของพริมอย่างไม่วางตา

‘กดดันเป็นบ้าเลย จะจ้องอะไรขนาดนั้นนะ หรือยังแค้นเรื่องทำกาแฟหกใส่อยู่จริงๆ’ พริมคิดในใจ มือไม้เริ่มเกร็ง เธอรีบตักน้ำแข็งใส่แก้ว มือระวิงหยิบจับอุปกรณ์ด้วยความเร่งรีบเพราะกลัวคนหน้านิ่งจะรอนาน

แต่สิ่งที่พริมไม่มีวันรู้เลยคือ... ภายใต้ใบหน้าที่ดูบึ้งตึงและสายตาที่ดูเหมือนจะหาเรื่องตลอดเวลาของธันวานั้น สายตาของเขากำลังไล่สำรวจใบหน้าของยัยตัวเล็กอย่างละเอียดทุกตารางนิ้ว

วันนี้แก้มของเธอเริ่มมีเลือดฝาดขึ้นมาบ้างแล้ว ไม่ได้ซีดเซียวจนเหมือนวิญญาณหลอนแบบวันแรก ปอยผมสีน้ำตาลอ่อนที่หลุดลงมาคลอเคลียข้างแก้ม ยามที่เธอขยับตัวทำกาแฟอย่างขยันขันแข็ง มันทำให้ดวงตาของช่างสักหนุ่มอ่อนแสงลงโดยที่เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เขาแอบมองริมฝีปากจิ้มลิ้มที่เม้มเข้าหากันแน่นเวลาตั้งใจทำงาน

เด็กอะไร ตัวแค่นี้แต่ดื้อชะมัด...

“อเมริกาโน่เย็นไม่หวาน ได้แล้วค่ะ” พริมยื่นแก้วกาแฟให้ด้วยสองมือแถมยังแอบสะดุ้งน้อยๆ ตอนที่นิ้วมือบังเอิญเฉียดไปโดนฝ่ามือหนาของเขา

ธันวารับแก้วไป ถือค้างไว้แปบหนึ่งก่อนจะปัดสายตาไปมองปึกเงินสดสีเทาที่พริมวางแอบไว้ข้างเครื่องคิดเงินเพื่อเตรียมจะคืนเขาตั้งแต่วันก่อน

“เงินที่คุณให้มา มันเยอะมากเกินไป พริมขอคืนนะคะ ค่ากาแฟแค่ไม่กี่สิบบาทเอง แล้วค่าซักเสื้อพริมก็ยังไม่ได้จ่ายคุณเลย” พริมรีบพูดรัวเร็วกลัวเขาจะเดินหนีไปก่อน

ธันวาเหลือบมองเงินปึกนั้นแล้วส่งเสียง เหอะ! ในลำคอเบาๆ แววตาดุขึ้นมาทันตาเห็น

“บอกให้เอาไปซื้อยากินไม่ใช่หรือไง”

“พริมหายดีแล้วค่ะ ไม่เป็นอะไรแล้ว เงินตั้งเยอะพริมรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ” พริมเถียงเสียงแผ่ว แต่สายตาที่ช้อนขึ้นมองเขากลับฉายแววดื้อรั้นไม่แพ้กัน

ธันวาจ้องมองเข้าไปในดวงตากลมโตคู่สวยนั่นเงียบๆ จนพริมเริ่มก้มหน้าหลบตาด้วยความประหม่า ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือหนาไปหยิบปึกเงินนั้นมา แต่แทนที่จะเก็บใส่กระเป๋า เขากลับยัดมันลงในกล่องเงินทิปรวมของร้านที่ตั้งอยู่ข้างๆ แทน ด้วยความรวดเร็ว

ตึก!

“คุณธันวา! ทำอะไรคะ” พริมตาโตอ้าปากค้าง

“เงินทิป จบนะ!” ธันวาตัดบทเสียงเรียบ มาดกวนๆ แบบผู้ใหญ่หน้านิ่งทำเอาพริมไปไม่เป็น “แล้วพรุ่งนี้ ชงให้มันดีๆ แบบแก้วนี้ละกัน อย่าซุ่มซ่ามทำหกใส่อีก”

“พริมไม่ได้ตั้งใจซักหน่อย” ยัยตัวเล็กบ่นพึมพำย่นจมูกใส่คนตัวโต

ธันวาเห็นท่าทางแสนดื้อแบบนั้นก็แอบยกมุมปากขึ้นนิดหนึ่งจนเกือบจะเป็นรอยยิ้ม แต่ก็รีบดึงใบหน้ากลับมานิ่งสนิทตามเดิม

“ทำงานเถอะ”

ทันทีที่เขาเอ่ยพูดจบ ชายหนุ่มก็หมุนตัวเดินดูดกาแฟรสเข้มออกจากร้านไป ทิ้งให้บาริสต้าสาวยืนมองตามแผ่นหลังกว้างพลางอมยิ้มแก้มตุ่ยอยู่คนเดียวหลังเคาน์เตอร์ ความกดดันในตอนแรกเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นวาบในหัวใจอย่างน่าประหลาด

“พริมเอ๊ย~ หน้าแดงจนจะไหม้อยู่แล้วลูก” เสียงพี่มนที่เดินยิ้มกริ่มเข้ามาแซวทำเอาพริมสะดุ้งโหยง

“พี่มนอะ! พริมไม่ได้เป็นอะไรซักหน่อยค่ะ” พริมรีบหยิบผ้ามาเช็ดเคาน์เตอร์รัวๆ กลบเกลื่อนอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ

“ตอนแรกพี่ก็นึกว่าจะโดนมาเฟียร้านข้างๆ มาเผาร้านซะแล้ว ที่ไหนได้... กลายเป็นว่าร้านเราได้ลูกค้าวีไอพีเพิ่มมาเฉยเลย แถมกระเป๋าหนักน่าดู” พี่มนยังคงหยอกเย้าไม่เลิิกพลางช่วยจัดแต่งขนมในตู้กระจก

“เขาแค่มาซื้อกาแฟเองค่ะพี่มน ก็มีแค่ร้านเรา ร้านเดียวที่ขายกาแฟนิค่ะ” พริมเถียงกลับกลบเกลื่อนทันที ยัดผ้าเช็ดโต๊ะลงในตู้ใต้เคาน์เตอร์เพื่อซ่อนใบหน้าที่ระเบิดความร้อนจนแทบจะสุก

“จ้าๆ แค่มาซื้อกาแฟเนอะ แต่ต้องบ่ายสองโมงตรงเป๊ะทุกวัน แล้วก็ต้องยืนจ้องบาริสต้าตาไม่กะพริบด้วย พี่ละเสียวไส้แทนจริงๆ ว่าสายตาคมๆ ของคุณธันวาเขาจะทะลุร่างหนูไปก่อนกาแฟจะเสร็จ” พี่มนหัวเราะคิกคัก ก่อนจะเดินฮัมเพลงเข้าไปหลังร้าน ทิ้งให้พริมยืนกุมอกซ้ายที่เต้นตึกตักอยู่คนเดียว

พริมลอบมองกล่องทิปใส ที่ตอนนี้มีแบงก์สีเทาปึกใหญ่ระเกะระกะอยู่ด้านใน เธอยิ้มออกมาบางๆ ความรู้สึกผิดในใจเกี่ยวกับเรื่องน้ำร้อนลวกเมื่อสามวันก่อนเริ่มเบาบางลง และถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ที่ชวนให้หัวใจฟูฟ่องอย่างบอกไม่ถูก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป