บทที่ 3 ตอนที่ 3 พ่อพระเอกปากหมา

ตอนที่ 3 พ่อพระเอกปากหมา

ชีวิตของพัทธ์ที่ได้รับการเกิดใหม่ในร่างของตัวร้ายผ่านมาเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์แล้ว เขาก็ยังคงใช้ชีวิตวนเวียนอยู่ในโรงพยาบาลที่แสนน่าเบื่อ เพราะต้องรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บให้หายดีเสียก่อน แม้จะส่งพี่เลี้ยงมาดูแล ทว่าพ่อกับแม่ก็มาเยี่ยมและถือโอกาสนอนเฝ้าไข้ในบางครั้ง ส่วนพ่อพระเอกปากหมานั้นก็เข้ามาเยี่ยมเช่นกัน แต่พัทธ์รู้ดีว่าเป็นเพราะไม่ให้ดูน่าเกลียด เพราะพฤกษ์เข้ามาในห้องพิเศษตดยังไม่ทันหายเหม็นก็กลับไปแล้ว โดยที่ยังไม่มีบทสนทนาใด ๆ เกิดขึ้นเลย

เท่าที่พัทธ์ได้อ่านเนื้อหาในนิยายมา รถยนต์ของตัวร้ายพุ่งชนต้นไม้แรงขนาดนั้นมีร่างกายที่สมบูรณ์ครบสามสองให้ไอ้พัทธ์คนนี้เข้ามาอยู่ในร่างได้ก็บุญเท่าไหร่แล้ว แม้ว่าพัทธ์จะจงเกลียดจงชังตัวร้ายมากแค่ไหน แต่ก็ไม่ได้ดีใจที่ตัวร้ายตายสักเท่าไหร่หรอก

แต่ก็เอาเถอะ ในเมื่อโชคชะตาลิขิตให้เป็นแบบนี้แล้ว เขาก็ต้องยอมรับมัน เอาไว้ออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่จะทำบุญไปให้ก็แล้วกัน

“น่าเบื่อจัง นอนจนรากจะงอกออกตูดอยู่แล้วเนี่ย” คนป่วยที่นอนอยู่บนเตียงบ่นอุบอิบพลางเกาหัวจนผมยุ่งเหยิง คนที่เคยทำงานหนักมาตั้งแต่เล็กไม่รู้สึกชินกับการนอนให้ใครดูแลสักเท่าไหร่ ซ้ำยังรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นง่อยไม่ว่าจะทำอะไรก็มีพยาบาลมาคอยประคบประหงมราวกับผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาต

“แม่แย้ม เอ๊ย! แม่ปาลิดาครับ ผมอยากออกจากโรงพยาบาลแล้ว บอกลุงหมออนุญาตให้กลับวันนี้เลยได้ไหมครับ” เขาหันไปออดอ้อนมารดาที่เดินถือดอกกุหลาบมาวางไว้หัวโต๊ะด้านข้าง คนที่ส่งมาให้ไม่แคล้วว่าเป็นเพื่อนของนันทพัทธ์ ทว่าเพื่อนคนนั้นรูปร่างหน้าตาเป็นแบบไหนเขาเองก็ยังไม่เห็นเลย

“ถ้าอยากออกจากโรงพยาบาลเร็ว ๆ ก็ทานยาตามที่หมอสั่ง ห้ามดื้อสิพัทธ์” ผู้เป็นแม่ยื่นแก้วใสใบเล็ก ๆ ที่ใส่ยาไว้สองสามเม็ดส่งให้ลูกชาย ก่อนที่พัทธ์จะจำใจรับเอาไว้แล้วกรอกใส่ปากตามด้วยดื่มน้ำเปล่าเข้าไปอึกใหญ่ สำหรับพัทธ์ไม่ใช่คนที่กินยายากอะไร แต่เพราะกินเยอะจนเกินไปทำให้ขมทั้งปากแล้ว

ช่วงเวลาไม่กี่วันที่เขาได้อยู่ในร่างตัวร้าย ไอ้พัทธ์ได้รับการดูแลจากดนัยและปาลิดาเป็นอย่างดี แม้พวกท่านจะมองว่าพัทธ์ดูแปลกประหลาดไปบ้างที่ชอบหลงลืมเรื่องราวต่าง ๆ แต่พัทธ์ก็อ้างว่าสมองได้รับการกระทบกระเทือน จึงส่งผลต่อระบบความทรงจำไปบ้าง ทำให้ดนัยและปาลิดาไม่ได้ติดใจอะไร ซ้ำบุคคลทั้งสองยังหน้าตาเหมือนพ่อกับแม่เขาที่ตายจากโลกเก่าไปแล้ว ไอ้พัทธ์รู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่ได้เห็นหน้า และสัมผัสที่โอบกอดมันทำให้พัทธ์รักพวกท่านทั้งสองเหมือนพ่อและแม่แท้ ๆ อย่างไม่มีข้อกังขา

ถ้าถามว่าทำไมพัทธ์จำเรื่องราวของตัวร้ายไม่ได้ ทั้งที่ติดงอมแงมอ่านไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ก็นักเขียนเขาไม่เคยถ่ายทอดมุมมองของตัวร้ายเลยยังไงล่ะ โผล่มาแต่ละตอนก็เขียนถึงความชั่วความเลวที่ตัวร้ายไปตามหึงตามหวงพระเอก จนไอ้พัทธ์อินถึงกับตามสาปตามแช่ง ที่แย่ไปกว่านั้นนั่นก็คือ พัทธ์ลองหยิบโทรศัพท์เครื่องหรูของเจ้าของร่างมาเล่นแล้วโหลดแอปพลิเคชันนิยายที่หน้าตาแปลกประหลาดแตกต่างจากโลกเก่าโดยสิ้นเชิง ไอ้พัทธ์พยายามหานิยายเรื่องเดิมเพื่อหวังจะเข้าไปอ่านต่อให้จบ ทว่ามันไม่ได้มีเรื่องนั้นอยู่บนโลกนิยายใบนี้

ถ้ารู้ว่าต้องตายแล้วมาเกิดใหม่ในร่างตัวร้าย รู้แบบนี้เขาตามไปฆ่านักเขียนแล้วลากคอมันตามมาโลกนี้ด้วยดีกว่า จะได้อ่านต่อให้จบ

ใช่สิ พัทธ์จำได้ว่าตอนจบของนิยายเรื่องนี้นักเขียนสปอยล์เอาไว้ว่าตัวร้ายจะท้องแล้วตายอย่างอนาถ แต่ถ้าถามถึงคนฆ่า เค้นให้ตายคนเขียนก็ไม่ยอมบอกสักที เห็นทีว่าภารกิจที่จะทำให้ตัวเองไม่ต้องตายซ้ำสองคงเป็นเรื่องการหย่า แต่โชคดีที่เขาเซ็นใบหย่าไปให้ไอ้พระเอกปากหมาเรียบร้อย เรื่องนี้สบายใจไปแล้วส่วนหนึ่ง ต่อไปนี้ก็ทางใครทางมัน แม้อยากจะเฝ้าติดตามชีวิตพระเอกกับนายเอกเวลาพลอดรักกันว่ามันจะฟินแค่ไหน แต่สุดท้ายไอ้พัทธ์ก็ไม่อยากตายเหมือนตอนจบที่นักเขียนได้สปอยล์ไว้อยู่ดี

หลายวันต่อมา...

ในตอนนี้ไอ้พัทธ์ลุกขึ้นมาเดินเหินได้บ้างแล้ว ทว่ายังรู้สึกเจ็บ ๆ อยู่บ้าง พัทธ์โทรไปอ้อนมารดาว่าอยากกินข้าวไข่เจียว ทว่าดนัยและปาลิดาไม่ว่างเอามาส่ง แม้ว่าปาลิดาจะแปลกใจทำไมอยู่ ๆ ลูกชายถึงได้อยากกินของแบบนี้แต่ก็สั่งให้แม่บ้านเอามาส่งแทน เมื่อพัทธ์ได้ทานเข้าไปคำแรกราวกับกำลังขึ้นสวรรค์ เพราะเมนูนี้เป็นอาหารยอดฮิตที่ไอ้พัทธ์ชอบทำตอนอยู่หอ มันทั้งง่ายทั้งสะดวก แต่รสชาติติดเค็มไปหน่อย เอาไว้ออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่จะซื้อไข่มาทอดยกแผงเลยคอยดูสิ

ในขณะที่กำลังเคี้ยวข้าวอย่างเอร็ดอร่อย อยู่ ๆ ก็มีบุคคลเดินเข้ามาใหม่ ไอ้พัทธ์เงยหน้าขึ้นไปมองเห็นไอ้พระเอกปากหมา ใบหน้าบึ้งตึงราวกับกำลังไม่พอใจอะไรสักอย่าง จนไอ้พัทธ์เริ่มทำตัวไม่ถูกและอิ่มข้าวขึ้นมาทันที

ก็ในเมื่อเซ็นใบหย่าไปให้แล้ว จะมาทำไมอีกวะเนี่ย

“คุณมีธุระอะไรเหรอครับ”

“ยังจะมาถามอีก ผมก็มาดูคนแกล้งเล่นละครเป็นคนดียังไงล่ะ” น้ำเสียงแข็งกระด้างมาพร้อมกับดวงตาที่ดุดัน พฤกษ์มองภรรยาในนามด้วยความเกลียดชังและขยะแขยง ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเจอใครทำตัวน่ารังเกียจได้อย่างนันทพัทธ์เลย

“คุณมีสิทธิ์อะไรมาว่าผมเหรอครับ” คนป่วยถามออกไปด้วยความสงสัย ทั้งที่ตามปกติแล้วถ้าเจ้าของร่างถูกด่าแบบนี้คงได้กรี๊ดลั่นห้องแสดงนิสัยไม่ดีของตัวเองออกมาแล้ว ทว่าไอ้พัทธ์ไม่มีทางทำแบบนั้นเด็ดขาด พฤกษ์หรี่ตามองคนป่วยอย่างจับสังเกต นอกเสียจากพูดจาเพ้อเจ้อไม่รู้เรื่องแล้ว ซ้ำยังเปลี่ยนสรรพนามที่เรียกขานเขาไปอีก จากที่เคยเรียกว่าพี่กลับกลายเป็นคุณ นันทพัทธ์ต้องการอะไรกันแน่ หรือศีรษะถูกฟาดไปจนสมองได้รับการกระทบกระเทือนจริง ๆ

“สิทธิที่เป็นผัวถูกต้องตามกฎหมายของคุณไง”

“เป็นผัวก็ไม่มีสิทธิว่าเมียแบบนี้ อีกอย่างคุณลืมอะไรไปหรือเปล่า เพราะเท่าที่ผมจำได้ ผมเซ็นใบหย่าไปให้คุณแล้วนะครับ”

ไอ้พัทธ์พูดปนขำ ท่าทีไม่ได้ดูสะทกสะท้านทำเอาพฤกษ์หงุดหงิดมากกว่าเดิม ก่อนหน้านี้นันทพัทธ์ตามหึงตามหวงก่นด่าด้วยถ้อยคำหยาบคายสารพัด ตอนนี้ยังมีหน้ามาสั่งสอนคนอื่นอีกงั้นเหรอ

คนที่พรากลูกไปจากเขา ไม่มีวันที่เขาจะรักได้ลงหรอก

ไม่มีวันเด็ดขาด!

“อย่ามาแกล้งทำเป็นไม่รู้ไปหน่อยเลย ว่าผมมาทำไม”

“แล้วมาทำไมล่ะครับ มีอะไรก็พูด ๆ มาเลย ผมมีเวลาไม่มาก เพราะจะอ่านนิยาย” พัทธ์ว่าไอ้พระเอกนี่มันหล่อสมกับที่เขาได้จินตนาการไว้ ทว่าในมุมมองตอนนั้นเขาอยู่ข้างนายเอกของเรื่อง คำด่าทอที่พ่นใส่ตัวร้ายมันจึงดูเป็นความสะใจ เพราะอยากให้พระเอกกับนายเอกได้รักกัน แต่พอเข้าร่างมาอยู่ในร่างตัวร้ายแล้วโดนด่าเสียเองยอมรับว่าไอ้พฤกษ์นี่ปากหมาและหลงตัวเองโคตร ๆ จนเขาอยากจะคัดออกจากบัญชีรายชื่อลูกเขย

ไอ้พัทธ์เข้าข้างไอ้พระเอกไปเพื่ออะไร สุดท้ายแม่งก็มายืนด่าเขาปาว ๆ เลี้ยงไม่เชื่องจริง ๆ

“งั้นก็ดูนี่สิ” พฤกษ์เหวี่ยงแผ่นกระดาษไปทางคนป่วย เรียวคิ้วที่เรียงเส้นสวยขมวดแน่นด้วยความสงสัย มือเล็ก ๆ ยื่นไปหยิบมันขึ้นมาดูปรากฏว่าเป็นใบหย่าที่ไอ้พัทธ์เซ็นไปให้เมื่อหลายวันก่อน

“แล้วทำไมเหรอครับ” คนป่วยเอียงคอถามด้วยความไม่เข้าใจ มีอะไรก็ไม่พูดออกมาตรง ๆ จะอ้อมโลกไปเพื่ออะไร

“ก็คุณจงใจปลอมลายมือไม่ให้เหมือนเดิมยังไงล่ะ แค่นี้ทำไมผมจะดูไม่ออก”

พัทธ์มองไปทางแผ่นกระดาษที่เป็นลายมือของเขาเองก็เพิ่งจะนึกออกว่านี่คงเป็นสาเหตุทำให้พ่อพระเอกมายืนตรงนี้

“แล้วลายมือของตัวร้าย เอ๊ย! ของนันทพัทธ์เป็นแบบไหนล่ะ ผมจะได้เทียบแล้วก็เซ็นให้ใหม่” เพราะไม่เคยรู้ว่าลายมือของเจ้าของร่างเป็นยังไงจึงเอ่ยออกไป ทว่ามันกลับยิ่งทำให้พฤกษ์เข้าใจผิดมากยิ่งขึ้นไปอีก คิดว่าพัทธ์ยียวนกวนประสาท คำว่ามารยาไม่เกินจริงที่จะใช้กับนันทพัทธ์เลย

“อย่ามาเล่นลิ้นนะพัทธ์ ยื้อให้ตายผมก็ไม่มีวันรักคุณหรอก สู้เราสองคนต่างคนต่างใช้ชีวิตของตัวเองไม่ดีกว่าเหรอ” พฤกษ์เริ่มเกลี้ยกล่อมด้วยน้ำเสียงอ่อนลง แต่จะให้พัทธ์ทำยังไงสุดท้ายก็ได้ลายเซ็นแบบนั้นไปเหมือนเดิม

“ผมไม่ได้ยื้อครับ เดี๋ยวขอเวลาผมก่อนก็แล้วกัน ผมจะเซ็นใบหย่าให้คุณเอง” ขอเวลาที่ว่าเพียงเพื่อไปฝึกคัดลายเซ็นให้เหมือนเจ้าของร่างคนเก่าก็เท่านั้น เขาเองก็ไม่อยากถ่วงเวลาเพื่อรอความตายสักเท่าไหร่หรอก

ยิ่งพฤกษ์เห็นสีหน้าและแววตาบ้องแบ๊วไร้เดียงสาของคนตัวเล็ก ก็ยิ่งกระตุ้นอารมณ์โทสะ จึงเดินเข้าไปใกล้แล้วคว้าแขนของพัทธ์เอาไว้ออกแรงบีบหนัก ๆ ด้วยความเผลอไผลจนพัทธ์นิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด

ถ้าเป็นโลกเก่าไอ้พัทธ์มีร่างกายบึกบึนมากกว่านี้คงได้แลกหมัดกันสักตั้ง ทว่าร่างอ้อนแอ้นในตอนนี้ทำให้เขาไม่มีแรงที่จะสู้เลย

“ปล่อยนะ ผมเจ็บ”

“แค่นี้เจ็บเหรอ มันไม่ได้ครึ่งหนึ่งที่ผมเจ็บหรอกพัทธ์ ผมเสียลูกไปก็เพราะคุณและผมก็จะไม่มีทางรักคนจิตใจชั่ว ๆ แบบคุณด้วย จำไว้”

เพียงเท่านั้นก็สะบัดแขนภรรยาในนามแรง ๆ แล้วเดินออกไปด้วยอารมณ์ที่มีโทสะ พัทธ์ยกแขนขึ้นมาดูเห็นรอยแดงเป็นรูปรอยนิ้วก็ได้แต่ผ่อนลมหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยใจ

เกิดใหม่ทั้งทีทำไมส่งมาอยู่ในร่างตัวร้ายของเรื่องแบบนี้ล่ะ ให้เกิดเป็นพ่อบ้านหรือตัวประกอบท่านอื่นจะขอบคุณมากเลย

พัทธ์ส่ายหน้าไปมา ก่อนจะได้ยินเสียงแจ้งเตือนการอัพของนิยายจึงละความสนใจเรื่องพระเอกปากหมาไปก่อน แล้วตั้งหน้าตั้งตาอ่านนิยายต่อไป แม้ว่าโลกใบนี้จะไม่มีนิยายเรื่องที่เขาหลุดเข้ามา ทว่าเรื่องอื่นก็สนุกไม่แพ้กัน

ผ่านไปอีกหลายวันอาการของพัทธ์ดีขึ้นมากลุงหมออนุญาตให้เขากลับบ้านได้ ไอ้พัทธ์แทบจะกระโดดเต้นดีใจ จึงรีบโทรไปบอกดนัยส่งเสียงออดอ้อนอย่างที่เคยทำกับตามิ่งในโลกใบเก่าให้มารับกลับบ้าน ทว่าพ่อดันไม่ว่างจึงโทรไปสั่งให้ลูกเขยมารับแทน พฤกษ์เองก็ปฏิเสธไม่ได้จึงจำใจมารับภรรยาในนามกลับบ้าน แม้จะฝืนใจมากแค่ไหนแต่เขาก็ไม่สามารถหักหน้าของดนัยได้เช่นกัน

“เดินให้มันเร็ว ๆ หน่อยได้ไหม ผมต้องไปทำงาน” ชายหนุ่มเร่งเร้าเมื่อเห็นว่าร่างเล็กกำลังเดินทอดน่องไม่เร่งรีบอย่างที่ควรจะเป็น อาการแบบนี้พฤกษ์เข้าใจดีว่านันทพัทธ์กำลังถ่วงเวลาเพื่อที่จะให้อยู่กับเขาได้นานที่สุด

“ขาคุณยาวเองต่างหาก” พัทธ์เองก็ได้แต่กลอกตาขึ้นบน คนเจ็บเพิ่งจะหาย คุณพระเอกจะให้วิ่งสี่คูณร้อยไปที่รถเลยหรือยังไง

มีสมองไว้กั้นหูแท้ ๆ

“ถ้ารีบก็กลับไปก่อนเลยครับ เดี๋ยวผมให้คุณพ่อส่งคนขับรถมารับได้”

“อวดดี!” พฤกษ์รู้ดีว่าการที่นันทพัทธ์พูดออกไปแบบนั้นเพียงเพราะต้องการตอกย้ำว่านี่เป็นหน้าที่ของพฤกษ์ และถ้าหากพัทธ์โทรไปบอกพ่อเข้าจริง ๆ เกรงว่าจะเป็นเรื่องใหญ่เอาได้ เรื่องการหย่าก็เช่นกัน แม้ว่าพฤกษ์จะขอนันทพัทธ์หย่าทุกวัน แต่เรื่องนี้ไม่เคยรู้ถึงหูของผู้ปกครองทั้งสองฝ่ายเลย ไม่งั้นคงได้มีเรื่องบาดหมางและส่งผลทางธุรกิจในวงกว้าง และการที่เขายอมให้นันทพัทธ์เป็นฝ่ายขอหย่าไปเองเห็นทีจะรักษาน้ำใจทั้งสองฝ่ายได้ดีที่สุด

ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่สบอารมณ์พลางดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือเป็นระยะ เพราะเช้าวันนี้เขาต้องมีประชุมด้วยเช่นกัน กว่าพัทธ์จะเดินมาถึงรถก็กินเวลานานพอสมควร ไอ้พระเอกมันยืนรออยู่ที่รถยนต์ตรงบริเวณหน้าโรงพยาบาล เมื่อเห็นนันทพัทธ์เดินเข้ามา พฤกษ์ไม่รอที่จะเปิดประตูรถยนต์ให้จึงเดินเข้าไปสตาร์ทรถแทน

“ไอ้พระเอกขี้เก๊กเอ๊ย” ไอ้พัทธ์จิ๊ปากใส่และยังไม่ทันได้เปิดประตูรถยนต์กระจกสีดำที่ติดฟิล์มมืดทึบก็เลื่อนลง ปรากฏบุคคลที่นั่งอยู่ในรถอยู่แล้วเป็นชายรูปร่างผอมบาง หน้าตาสวยราวกับผู้หญิง เส้นผมสีดำมีไฝใต้ตาข้างซ้ายเล็กน้อย และเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจากเป็นนายเอกของนิยายเรื่องนี้

นารา!

“สวัสดีครับคุณพัทธ์ หายดีแล้วใช่ไหมครับ” น้ำเสียงที่เอ่ยขึ้นเรียบนิ่งไม่ได้ยินดียินร้าย พัทธ์พยักหน้ารับ แต่ก็เข้าใจว่านาราต้องทักทายภรรยาของเจ้านายเพื่อเป็นมารยาท ไอ้พัทธ์ดูจากสีหน้าและแววตาอีกฝ่ายที่หม่นเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัดเจนเมื่อเห็นเขา คนที่พรากลูกและคนรักไปหน้าด้าน ๆ

ถ้าให้พูดตามตรงไอ้พัทธ์เคยอวยยศนาราให้เป็นลูก ส่วนไอ้พระเอกปากหมานั่นก็เป็นลูกเขย แน่นอนว่าเจอตัวเป็น ๆ แบบนี้นักอ่านตัวยงอย่างพัทธ์ต้องดีใจเสียเต็มประดา แต่ก็ต้องเก็บอาการเอาไว้ไม่แสดงออกมาให้เป็นพิรุธ และนับถือน้ำใจของนารามากจริง ๆ แม้ว่าตัวร้ายอย่างเขาจะทำอีกฝ่ายแท้ง แต่นาราก็ไม่ได้มีท่าทีนึกแค้นเคืองเขาแต่อย่างใด สมแล้วที่ไอ้พระเอกมันรักหัวปักหัวปำ

“เดี๋ยวผมไปนั่งด้านหลังก็ได้ครับ” นาราเอ่ยขึ้นและยังไม่ทันจะได้ก้าวเปิดประตูไอ้พัทธ์ก็ห้ามปรามเอาไว้เสียก่อน

“ไม่ต้องหรอกครับ เสียเวลา เดี๋ยวผมไปนั่งข้างหลังเอง” เพียงเท่านั้นคนป่วยก็เดินเข้าไปนั่งอยู่ด้านหลังคนขับโดยที่ยังไม่พูดอะไรเพียงเพราะพยายามเก็บสีหน้าไม่แสดงความผิดปกติใด ๆ ออกมา

แม่งฟินยิ่งกว่าอ่านนิยาย ก็มาเจอพระเอกนายเอกนั่งอยู่ด้วยกันตัวเป็น ๆ นี่แหละ

เอาเลยสิ จีบกันเลย ไอ้พัทธ์ไม่ไหวแล้ว อยากกรี๊ดอัดหมอน

พฤกษ์เหลือบมองกระจกมองหลังที่สะท้อนภาพภรรยาตนเองอยู่ พัทธ์กำลังนั่งกลั้นยิ้มจมูกบานจนพฤกษ์รู้สึกแปลกใจ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่นแอบคิดไปว่าตัวเองนั้นตาฝาดไปหรือเปล่า ทว่าเมื่อเหลือบไปมองอีกครั้งก็สบสายตาภรรยาทำให้รู้สึกตัวว่าถูกไอ้พระเอกเพ่งเล็งจึงปั้นหน้าเก็บอาการสวมบทบาทตัวร้ายให้แนบเนียนที่สุด

พฤกษ์เริ่มรู้สึกสงสัยในตัวของนันทพัทธ์ว่าทำไมถึงได้ไม่วีนไม่เหวี่ยงเฉกเช่นแต่ก่อน เพราะปกติแล้วถ้าเห็นนารานั่งหน้ารถหรืออยู่ใกล้ชิดกับเขาแบบนี้ นันทพัทธ์ไม่มีทางยอมอย่างแน่นอน

ตลอดเส้นทางไอ้พัทธ์ไม่ได้พูดอะไรทำได้แค่เก็บปากเงียบแล้วดูพระเอกนายเอกพลอดรักกัน แม้จะเป็นบทสนทนาเรื่องงานที่ดูแสนจะธรรมดาแต่คนที่บ้านิยายเรื่องนี้มันทำให้เขาฟินจะตายไป

พฤกษ์ขับรถออกไปตามเส้นทางที่การจราจรค่อนข้างติด ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมนาราถึงได้มาโผล่ตรงนี้ เพราะในเนื้อเรื่องเขียนเอาไว้ชัดเจนว่านาราเป็นเลขาส่วนตัวของพฤกษ์ และไม่ว่าประธานจะไปไหนก็จะมีเลขาหนุ่มหน้าสวยคนนี้อยู่ด้วยตลอดเวลา

เหตุการณ์ในนิยายต่อไปนี้นักเขียนดำเนินต่อไปยังไงไอ้พัทธ์ไม่สน เดี๋ยวไอ้พัทธ์คนนี้จะเป็นคนรีไรท์เองทั้งหมด

แปลงร่างเป็นกามเทพให้พระเอกและนายเอกรักกัน ส่วนตัวร้ายอย่างเขาขอไปฝึกคัดลายมือให้เหมือนเจ้าของร่างเพื่อไปเซ็นใบหย่าก่อนก็แล้วกัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป