บทที่ 5 ตอนที่ 5 ความร้ายกาจของนันทพัทธ์ 1/2
ตอนที่ 5 ความร้ายกาจของนันทพัทธ์ 1/2
“เสียงดังโวยวายอะไรกันแต่เช้าครับป้าเอียด” พฤกษ์เอ่ยถามหญิงชราที่กำลังเดินเอาอาหารเช้าเข้ามาเสิร์ฟ เพราะตั้งแต่พฤกษ์เดินลงมาจากบันไดบ้านก็ได้ยินเสียงเหมือนคนกำลังตะโกนคุยกันเหมือนกับแม่ค้าในตลาดสด ซึ่งตลอดระยะเวลาปีกว่าที่ได้แต่งงานและเข้ามาอยู่บ้านหลังนี้ร่วมกับนันทพัทธ์ บ้านแทบจะเงียบเป็นป่าช้า จะมีก็เสียงกรีดร้องโวยวายด้วยความเอาแต่ใจของนันทพัทธ์ที่ถูกพฤกษ์ขัดใจ พฤกษ์เองก็ชังน้ำหน้าภรรยาในนามจึงไม่อยากจะร่วมเสวนาด้วยสักเท่าไหร่
“เสียงคุณหนูปลูกดอกไม้กับแจ๋วอยู่หน้าบ้านค่ะ” ป้าเอียดแกพูดปนยิ้ม
“ผีเข้าหรือไง เดี๋ยวนี้ชอบทำอะไรแปลกประหลาดเข้าไปทุกที” คุณผู้ชายของบ้านบ่นพึมพำพลางส่ายหน้าไปมา พฤกษ์รู้ดีว่าการที่นันทพัทธ์ทำแบบนี้ก็เพื่อเรียกร้องความสนใจเท่านั้นแหละ เรื่องที่นันทพัทธ์แยกห้องนอนก็คงหวังว่าจะให้เขาไปง้อ แต่ฝันไปเถอะ พฤกษ์รอโอกาสนี้มานานจะได้หลับเต็มตื่นสักที ไม่ต้องฝืนนอนร่วมห้องกับคนจิตใจอำมหิตที่ฆ่าลูกเขาไปตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลก
พฤกษ์ไม่ได้สนใจภรรยาแล้วตั้งหน้าตั้งตาทานอาหารต่อไป รสชาติอาหารวันนี้ทำเอาพฤกษ์แปลกใจเหมือนเดิมและยังไม่ทันได้หันไปถามป้าเอียดให้คลายความสงสัย แกก็โพล่งขึ้นมาเสียก่อน
“คุณหนูเป็นคนทำค่ะ”
พฤกษ์ไม่ได้พูดอะไรต่อ ปกติแล้วพฤกษ์ทานอาหารเช้าไม่ค่อยเยอะ ทว่ารสชาติที่ถูกปากทำเอาเขาทานไปจนแน่นกระเพาะ
หน้าที่หิ้วกระเป๋าเช้านี้ยังคงเป็นของป้าเอียดเหมือนเดิมที่เดินตามคุณผู้ชายของบ้านมาติด ๆ จนกระทั่งถึงรถยนต์ที่ลุงชาญแกขับมาจอดที่หน้าบ้าน ยังไม่ทันที่พฤกษ์จะเดินเข้าไปในรถยนต์ที่ลุงชาญเปิดประตูรอไว้ สายตาคู่คมก็เหลือบไปสะดุดเข้ากับร่างเล็กที่กำลังตั้งตาโกยดินร่วนสีดำในกระสอบใส่กระถางดอกไม้อย่างขะมักเขม้น คิ้วเข้มขมวดแน่นก่อนตัดสินใจเดินอาด ๆ เข้าไปหาภรรยาแสนชัง
“ลืมหน้าที่ไปแล้วหรือไง” น้ำเสียงเยือกเย็นยังคงเย็นชาพอ ๆ กับดวงตาที่แข็งกระด้างราวกับเบื่อหน่าย ทว่าไม่ได้ทำให้ไอ้พัทธ์คนนี้สะทกสะท้านแต่อย่างไร ใบหน้าสวยไร้เครื่องสำอางเต็มไปด้วยคราบเหงื่อเงยขึ้นมองร่างสูงในขณะที่กำลังย้ายดอกกุหลาบมาใส่กระถาง โดยที่มีแจ๋วเป็นลูกมือคอยช่วยอยู่ไม่ห่าง
“ก็ไม่มีอะไรที่ผมต้องทำแล้วนี่ครับ” เขาลุกขึ้นมาอาบน้ำตั้งแต่เช้ามืด เพราะหลายคืนที่ผ่านมาไม่ต้องทนนอนฟังเสียงกรนของใครบางคนทำให้ไอ้พัทธ์หลับสบายยันเช้า ส่วนเรื่องการปรนนิบัติบนเตียงในนิยายก็เขียนเอาไว้ชัดเจนอยู่แล้ว
แม้พฤกษ์จะแต่งงานกับนันทพัทธ์มาได้ปีกว่าก็จริง แต่ก็ไม่เคยได้แตะเนื้อต้องตัวเลยด้วยซ้ำ จะให้ไอ้พัทธ์มีหน้าที่ต้องไปทำอะไรอย่างนั้นเหรอ
พฤกษ์เหลือบมองกระเป๋าที่ป้าเอียดถือไว้ทางด้านหลังชั่วครู่ แม้จะสงสัยกับท่าทีที่เปลี่ยนไปราวกับคนละคนของนันทพัทธ์แต่พฤกษ์ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ก่อนหันกลับมาพูดต่อ
“แล้วเมื่อไหร่จะเซ็นใบหย่าให้ผม” น้ำเสียงแข็งกระด้างไม่ได้ทำให้คนตัวเล็กหน้าเสียหรือเสียใจเหมือนอย่างเคย ไอ้พัทธ์ผ่อนลมหายใจแต่ก็ไม่ได้เงยหน้าไปมองคนหลงตัวเอง
“เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นแหละครับ”
เมื่อคืนก่อนนอนไอ้พัทธ์ไปรื้อค้นหาเอกสารเก่า ๆ ของนันทพัทธ์ขึ้นมา ทันทีที่เห็นลายเซ็นของตัวร้ายทำเอาเขาอ้าปากค้าง ไม่รู้ว่าลายเซ็นที่ตัวร้ายคิดไว้กลัวใครปลอมแปลงเอกสารหรือยังไง เพราะมันหวัดเยอะเหลือเกิน ไอ้พัทธ์ฝึกเขียนจนนิ้วด้านก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเหมือนต้นฉบับเลย
“ผมไม่ได้รักคุณ รั้งไปก็เปล่าประโยชน์นะพัทธ์” คำพูดที่เชือดเฉือนน้ำใจภรรยา ถ้าเป็นนันทพัทธ์คนเก่าคงได้เจ็บปวดจนกรี๊ดออกมาลั่นบ้าน แต่ไม่ใช่กับไอ้พัทธ์คนนี้อย่างแน่นอน
“แล้วใครรั้งขาคุณไว้ล่ะครับ หมดธุระแล้วก็เชิญ ผมไม่อยากเสวนากับคุณสักเท่าไหร่ ผมมีการมีงานต้องทำ”
ประโยคที่เอ่ยออกมาบวกกับสีหน้าไม่ทุกข์ไม่ร้อนทำเอาพฤกษ์แปลกใจ ดวงตาคมเข้มขยายขึ้นและหรี่ลงอย่างจับสังเกต ในตอนที่พฤกษ์ทราบข่าวว่านันทพัทธ์ขับรถพุ่งชนต้นไม้เขาเองก็ตกใจพอสมควร สภาพภรรยาในตอนนั้นหมดสติคาที่จนคิดว่านันทพัทธ์จะไม่มีชีวิตรอดมายืนตรงหน้าด้วยซ้ำ แต่ถึงกระนั้นพฤกษ์ก็ไม่ได้ยินดีสักเท่าไหร่ที่นันทพัทธ์ใช้วิธีนี้เพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่ถ้าให้พฤกษ์ฝืนใจมาทำดีกับคนที่ฆ่าลูกเขาอย่างนันทพัทธ์ พฤกษ์เองก็ลำบากใจและก็ไม่คิดจะทำ แต่ก็ไม่รู้ว่าวันไหนที่นันทพัทธ์จะบ้าคลั่งเอาตัวเองไปเสี่ยงอันตรายอีก นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการเช่นกัน
เพราะฉะนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดของพฤกษ์ในตอนนี้คือ เกลี้ยกล่อมให้ภรรยายอมหย่ากับเขาให้ได้ไวที่สุด
“วันนี้ไม่ต้องเอาข้าวไปให้ผมที่ทำงานนะ เพราะผมมีประชุมข้างนอก”
“ครับ” ตอบออกไปส่ง ๆ เพื่อตัดความรำคาญ ทั้งที่ความเป็นจริงไอ้พัทธ์ก็ไม่คิดจะทำแบบนั้นอยู่แล้ว
“แต่จะดีกว่านี้ถ้าคุณไม่เข้าไปแสดงพฤติกรรมน่ารังเกียจในที่ทำงานของผม คุณไว้หน้าผมบ้างก็ดีนะครับพัทธ์”
“รับทราบแล้วครับ ที่ผ่านมาผมต้องขอโทษด้วยแล้วกันนะครับ ต่อไปนี้ผมจะไม่ไปสร้างความวุ่นวายในที่ทำงานของคุณพฤกษ์อีก สบายใจได้เลยครับ” ไอ้พัทธ์พูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าจริงจัง ก่อนลงมือจับจอบมาขุดดินต่อ เรี่ยวแรงในร่างเล็กที่อาศัยอยู่มันทำให้เขาเหนื่อยง่ายมาก พฤกษ์ได้ยินแบบนั้นก็ส่ายหน้าไปมาด้วยความระอาก่อนหันหลังกลับขึ้นรถแล้วไปทำงาน
อาการแบบนี้คงไม่แคล้ว ‘บอกหูซ้ายทะลุหูขวา’ เพราะสิ่งที่นันทพัทธ์รับปากอะไรเขาไว้ ไม่เคยทำได้เลยสักข้อเดียว
ไอ้พัทธ์เข้าใจความรู้สึกของพฤกษ์ดี การที่ไม่ได้รักไม่ได้ชอบแต่ต้องมาทนอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน เพราะฝีมือของนันทพัทธ์ที่ทำทุกทางเพื่อให้ได้พฤกษ์มาครอบครอง แม้ว่าจะฆ่าเด็กที่ยังไม่ลืมตาดูโลกก็ยังไม่ลังเลที่จะทำเลย
ไม่ใช่ว่าพฤกษ์ไม่เคยเปิดใจให้นันทพัทธ์ แต่เพราะเคยลองทำแล้วต่างหาก ทว่าเขาก็รักนันทพัทธ์ไม่ลงจริง ๆ
นันทพัทธ์ตามหึงตามหวงทุกคนที่เข้าใกล้พฤกษ์ ไม่เว้นแม้กระทั่งนาราที่เป็นเลขาอยู่หน้าห้อง นันทพัทธ์พยายามให้พฤกษ์ไล่นาราออก แต่พฤกษ์ก็ยังหาเหตุผลที่สมควรจะไล่นาราออกไม่เจอ เพราะนาราตั้งใจทำงานเป็นอย่างดี จะเอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงานเขาเองก็ไม่เห็นด้วยเด็ดขาด
พัทธ์ใช้เวลาปลูกต้นไม้จนครึ่งค่อนวัน แจ๋วที่เป็นคนช่วยเอาดอกกุหลาบใส่กระถางเหนื่อยสายตัวแทบขาด ที่ไม่กล้าหยุดเพียงเพราะเจ้านายอย่างนันทพัทธ์ทำงานอย่างเอาเป็นเอาตาย แม้ร่างกายอ้อนแอ้นจะไม่ได้เอื้ออำนวยสักเท่าไหร่ แต่คนที่ทำงานหนักมาทั้งชีวิตไม่มีทางอยู่เฉยอย่างแน่นอน จนกระทั่งเสร็จก็ได้สวนดอกไม้ออกมาเป็นทุ่ง ซ้ำยังมีกล้วยไม้แขวนอยู่ตามจุดต่าง ๆ ดูสวยงาม
“คุณหนูมีอะไรให้พี่แจ๋วช่วยอีกหรือเปล่าคะ” ในตอนนี้แจ๋วเริ่มกล้าสู้หน้านันทพัทธ์มากขึ้น เพราะหลายวันมานี้เจ้านายใจดีเป็นพิเศษและปฏิบัติกับเธออย่างไม่มีท่าทางถือตัวเฉกเช่นแต่ก่อน
“พี่แจ๋วไปพักเถอะครับ ขอบคุณมาก”
ไม่ใช่ครั้งแรกที่แจ๋วช่วยเหลือนันทพัทธ์ แต่เป็นครั้งแรกที่แจ๋วได้รับคำขอบคุณจากปากเจ้านายจากใจจริงต่างหาก
ตกเที่ยงของวันนี้พฤกษ์ที่กำลังนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานในห้องส่วนตัวขมวดคิ้วแน่นอยู่ตลอดเวลา ปากกาที่จรดอยู่บนเนื้องานของกระดาษค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น เพราะหัวสมองกำลังครุ่นคิดกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของใครบางคน
ตั้งแต่นันทพัทธ์ประสบอุบัติเหตุก็รู้สึกว่าสายตาที่มองเขามานั้นมันเปลี่ยนไปมาก และถ้าหากจะให้เขายอมรับว่าหวั่นไหวล่ะก็ คงไม่มีทางแน่นอน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้นในเวลาเที่ยงตรงฉุดดึงความสนใจให้ประธานบริษัทหนุ่มไฟแรงหันไปมอง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจากนันทพัทธ์ที่ต้องรับบทเป็นภรรยาดีเด่นเอาห่อข้าวมาส่งสามีทุกวี่ทุกวัน ทั้งที่ความเป็นจริงก็เพื่อมาแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ พฤกษ์ผ่อนลมหายใจอย่างปลงตก เมื่อเช้าเขาก็ย้ำไปแล้วแท้ ๆ ว่าเที่ยงนี้ต้องออกไปประชุมกับลูกค้าด้านนอก
แอดดดดด
บานประตูถูกเปิดออกปรากฏเป็นชายร่างบางหน้าตาจิ้มลิ้ม ทว่ากลับไม่ใช่นันทพัทธ์ตามที่พฤกษ์คิดเอาไว้ นาราเป็นเลขาส่วนตัวพ่วงด้วยตำแหน่งอดีตคนรักที่ต้องเลิกรากันเพียงเพราะพฤกษ์ต้องเข้าพิธีวิวาห์กับนันทพัทธ์ ทว่าความห่วงใยก็ยังคงมีให้กันอยู่เสมอมา
ในตอนนั้นที่พวกเขาทั้งคู่ได้เสียลูกไป พวกเขาเสียใจมาก โดยเฉพาะนาราที่มีอาการเซื่องซึมไม่พูดไม่จากับใครจนเกือบฆ่าตัวตาย พฤกษ์ในตอนนั้นยืนกรานว่าจะแต่งงานกับนาราให้ได้ แต่ท้ายที่สุดพฤกษ์ก็ทัดทานผู้เป็นพ่อและแม่เอาไว้ไม่ไหว เพราะไม่มีอะไรมาอ้างแล้ว
ลูกก็ตายตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลก ส่วนนาราก็จิตตกจนเกือบเป็นบ้าจนต้องพบจิตแพทย์ ทำให้พ่อและแม่ของพฤกษ์ไม่รับนาราเป็นสะใภ้อย่างเด็ดขาด พฤกษ์ไม่มีทางเลือกจึงต้องยอมแต่งงานกับนันทพัทธ์ในท้ายที่สุด
พฤกษ์รู้ดีว่าทั้งหมดเป็นฝีมือของนันทพัทธ์ที่วางแผนทำให้นาราแท้งและเข้าไปเกลี้ยกล่อมครอบครัวของพฤกษ์ให้กลับมาแต่งงานกับตัวเอง ซึ่งพฤกษ์มองว่านันทพัทธ์เห็นแก่ตัวและเอาแต่ใจจนน่ารังเกียจ
เรื่องที่พฤกษ์ไม่ได้รักไม่ได้ชอบใช่ว่าเขาจะไม่เคยบอกกับนันทพัทธ์ไปตามตรง ทว่าอีกฝ่ายดึงดันจะแต่งงานกับเขาอยู่ดี แต่แล้วก็ยังไม่เลิกตามรังควานนารา ขนาดนันทพัทธ์เป็นต้นเหตุทำให้นาราป่วยทางจิตก็ยังไม่สำนึก ซึ่งในตอนนั้นพฤกษ์เองก็ทิ้งนาราไม่ได้เช่นกัน
นาราอาศัยอยู่กับแม่แก่ ๆ สองคนในบ้านหลังเล็ก ๆ ซ้ำฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจน และพฤกษ์ก็มีส่วนทำให้ครอบครัวของนาราลำบาก เพราะคนที่ต้องทำงานหาเลี้ยงครอบครัวแบบนาราป่วยหนัก พฤกษ์จึงต้องคอยดูแลและส่งเสียเงินให้ใช้ตลอด แต่ดูเหมือนนันทพัทธ์จะไม่เข้าใจจึงทำให้พวกเขาเกิดปัญหากันอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งผ่านไปได้หกเดือนนาราหายเป็นปกติและทำใจได้เรื่องลูก พฤกษ์เองก็ไม่ถึงขนาดใจดำทิ้งนาราได้ลงจึงรับเข้ามาทำงานในบริษัทเป็นเลขาส่วนตัวเพราะเห็นว่าตำแหน่งนั้นยังคงว่างอยู่ แต่ก็ต้องถูกนันทพัทธ์ตามราวีชีวิตของนาราไม่รู้จักจบจักสิ้น ขนาดเรื่องที่ทำนาราแท้งลูกก็ยังไม่รู้จักสำนึกผิด แล้วนิสัยแบบนี้จะให้พฤกษ์รักลงได้อย่างไร
พฤกษ์แสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่รักนันทพัทธ์ เขาหวังว่าความใจแข็งรักเดียวที่มีต่อนาราจะทำให้นันทพัทธ์เป็นฝ่ายยอมแพ้และขอหย่าไปเอง
“วันนี้คุณพฤกษ์ทานข้าวที่ไหนดีครับ” ที่ถามออกไปแบบนั้นใช่ว่านาราไม่รู้ว่าพฤกษ์มีประชุมข้างนอก หากแต่ว่าในทุกวันนันทพัทธ์จะเอาอาหารเที่ยงมาเสิร์ฟต่างหาก
“แล้วน้องนา เอ่อ... คุณนาราทานอะไรหรือยังครับ” พฤกษ์ถามออกไปในขณะที่สายตายังคงตรวจงานเอกสารบนโต๊ะ เขาแอบแปลกใจว่าทำไมวันนี้ภรรยาแสนชังถึงได้ไม่โผล่หน้าเอาข้าวมาส่ง
แต่มันก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องมีใครเห็นพฤติกรรมแย่ ๆ ของนันทพัทธ์มากกว่านี้
“ยังเลยครับ เดี๋ยวว่าจะออกไปทานกับพี่แผนกข้าง ๆ แล้วจะรีบกลับมาครับ”
“งั้นนาราไปเตรียมตัวเถอะครับ เดี๋ยวผมพาไปทานข้าวข้างนอกแทน จะได้ไม่ต้องเสียเวลา”
“มันจะดีเหรอครับ เดี๋ยวคุณพัทธ์เขา...”
“ช่างเขาเถอะครับ ไม่ว่าจะทำอะไรพัทธ์ก็ไม่พอใจสักอย่างอยู่แล้ว ถ้าจะตามไปอาละวาดนาราต่อหน้าลูกค้าของผมก็ลองดู”
“คุณพฤกษ์พูดเหมือนไม่รักคุณพัทธ์เลย”
“ยังต้องให้ผมพูดอีกเหรอ คนนิสัยแย่ ๆ แบบนั้นผมรักไม่ลงหรอกครับ”
