บทที่ 7 ตอนที่ 7 สิ้นสุดกรรม

ตอนที่ 7 สิ้นสุดกรรม

หลังจากที่พัทธ์ได้โอกาสจากพระเจ้าให้ได้รับการเกิดในร่างของตัวร้ายที่ไม่ชอบขี้หน้าสักเท่าไหร่ แต่เมื่อลองได้เข้ามาสัมผัสในมุมมองของนันทพัทธ์ที่นักเขียนไม่ได้บรรยายเอาไว้

นันทพัทธ์ก็ดูเป็นคนที่น่าสงสารมากเหมือนกัน

เพราะแม้ว่าตัวร้ายจะผิดที่ทำนาราแท้งจนเกือบเป็นบ้า แต่ถ้าพูดถึงความรักที่นันทพัทธ์มีให้กับพฤกษ์ล่ะก็ มันมากจนบรรยายไม่หมดจนเขารู้สึกได้จริง ๆ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่นันทพัทธ์จะเอามาฆ่าใคร เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง

ชีวิตของไอ้พัทธ์ในโลกนี้ไม่มีเพื่อนสักคน แม้กระทั่งเพื่อนที่เคยส่งดอกไม้มาให้เขาในตอนที่เขาป่วยก็ไม่เคยโทรมาเลยสักสาย จนพัทธ์รู้สึกเหงาที่ต้องไปไหนมาไหนคนเดียว อย่างเช่นเช้านี้ไอ้พัทธ์อยากออกไปเข้าวัดทำบุญให้แก่เจ้าของร่างและตามิ่งยายแย้ม ก็ไม่รู้จะไปกับใคร มาคิด ๆ ดูแล้วก็คิดถึงไอ้ตะวันอยู่เหมือนกันนะ ไม่รู้ว่าป่านนี้มันจะเป็นยังไงบ้าง

ก่อนตายชีวิตของพัทธ์มีแค่ตะวันคนเดียวเท่านั้นที่เป็นทั้งเพื่อนและเจ้าหนี้คอยให้เขายืมเงินไปซื้อนิยายมาอ่าน แค่นึกถึงมันน้ำตาก็จะไหล อยากไปเข้าฝันแล้วบอกเลขเด็ดให้เพื่อนแทนการใช้หนี้เหลือเกิน แต่ติดที่ว่ายังไม่ตายจนต้องเป็นวิญญาณไปเข้าฝันคนอื่นได้นี่สิ

ร่างเล็กเดินทอดน่องลงมาจากบันไดบ้านในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขน นุ่งทับด้วยกางเกงสแล็คสีน้ำตาลอ่อน แม้ว่าพัทธ์จะเลือกชุดที่ดูทะมัดทะแมงที่สุดแล้ว แต่พอมาอยู่ในร่างระหงก็ขับให้ดูน่ารักอยู่ดี

ใบหน้าสวยธรรมชาติไร้เครื่องสำอางที่ฉาบทับบนผิวเหมือนอย่างเคย มีเพียงการทาแป้งฝุ่นบางเบาเพียงเท่านั้นทำให้ดูน่ารักไปอีกแบบ ส่วนเครื่องประดับแบบจัดเต็มเหมือนที่เจ้าของร่างคนก่อนต้องมีติดตัวตลอดนั้น เขาไม่ได้หยิบมันมาใส่ทั้งหมดเพราะรู้สึกรำคาญ

“เดี๋ยวผมจะออกไปข้างนอกหน่อยนะครับป้าเอียด”

“งั้นเดี๋ยวป้าไปบอกลุงชาญให้ขับรถพาคุณหนูไปนะคะ”

“ไม่ต้องหรอกครับ เดี๋ยวผมขับรถไปเองน่าจะสะดวกกว่า ให้ลุงชาญแกพักผ่อนเถอะครับ”

“จะดีเหรอคะ”

“ดีสิครับ”

“งั้นก็ขับรถระวังด้วยนะคะคุณหนู ป้าเป็นห่วง” น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาฟังดูอบอุ่น จนไอ้พัทธ์เองรู้สึกผิดที่เข้ามาอยู่อาศัยในร่างนี้

“ป้าเอียดดีกับผมมากจริง ๆ เลยนะครับ”

“ก็ป้ารักคุณหนูนี่คะ”

“แล้วถ้าหากว่าผมไม่ใช่คุณหนูคนเดิม แล้วป้าเอียดยังจะรักผมเหมือนเดิมไหมครับ” เขาตัดสินใจหยั่งเชิงถามออกไปตามตรง แต่ก็ไม่ได้คิดจะบอกความจริงอะไรหรอก ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมาพัทธ์รู้สึกรักป้าเอียดเหมือนกับญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งจริง ๆ

“คุณหนูพูดเรื่องอะไร ก็คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าป้าก็คือคุณหนูไม่ใช่เหรอคะ แต่ไม่ว่าคุณหนูจะเปลี่ยนไปอย่างไรป้าก็รักคุณหนูค่ะ”

ไอ้พัทธ์คลี่ยิ้มออกมา “ขอบคุณนะครับ งั้นผมขอตัวแล้ว”

หญิงชราพยักหน้าแล้วมองแผ่นหลังบางที่กำลังเดินออกไปจากตัวบ้านก็ได้แต่ฉีกยิ้มออกมาด้วยความดีใจ เมื่อเห็นคุณหนูที่แกเลี้ยงมาตั้งแต่เด็กเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นแล้วจริง ๆ และเธอเองก็มั่นใจเหลือเกินว่าความดีที่คุณหนูทำอยู่ในตอนนี้คงจะชนะใจพฤกษ์ได้เข้าสักวันหนึ่งอย่างแน่นอน

พัทธ์ขับรถยนต์คันหรูออกมาจากบ้าน ถนนสองข้างทางวันนี้ค่อนข้างโล่งเนื่องจากไม่ใช่วันหยุด ประชากรส่วนใหญ่ก็อยู่ที่ทำงานกันทั้งนั้น เว้นเสียแต่ไอ้พัทธ์ที่ไม่มีการมีงานทำ เพียงเพราะต้องเอาเวลาไปวิ่งไล่ผัวไม่ให้ใครเข้ามายุ่ง

จะให้ไอ้พัทธ์คนนี้ทำแบบนั้น เขาไม่เอาด้วยหรอก

ถ้าให้พูดถึงเรื่องงานไอ้พัทธ์ก็ยังหนักใจพอสมควร เพราะเจ้าของร่างมีดีกรีเรียนจบถึงเมืองนอก ส่วนไอ้พัทธ์จบโรงเรียนตามบ้านนอกซ้ำยังแค่มัธยมศึกษาตอนปลายเท่านั้น จะเอาอะไรไปสู้ ที่สำคัญเมื่อหลายวันก่อนเขาเคยบ่นว่าเบื่อ อยากทำงาน ดนัยจึงให้เขาเข้าไปเรียนรู้งานในบริษัท ไอ้พัทธ์รีบค้านหัวชนฝาไม่ไปเด็ดขาดจนพ่อกับแม่สงสัย

ก็จะให้ไอ้พัทธ์ไปทำอะไรเล่า ถ้าไม่แย่งงานแม่บ้านทำก็คงเป็นตำแหน่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหน้าบริษัทนั่นแหละที่พอจะทำได้

งานที่ไอ้พัทธ์ถนัดจริง ๆ คงไม่พ้นไล่ควายไปกินหญ้าในทุ่ง ทว่าเจ้าของร่างเป็นถึงลูกคุณหนู จะให้เขาไปต้อนควายเข้าคอกก็คงได้อายขายขี้หน้ากันทั้งตระกูลอย่างแน่นอน

เฮ้อ!

ปรี๊น!

เพราะอาการเหม่อลอยทำให้รถยนต์ที่จอดรอสัญญาณไฟจราจรอยู่ถูกรถยนต์ที่อยู่ทางด้านหลังบีบแตรใส่ พัทธ์ละความสนใจเรื่องงานเอาไว้ก่อน แล้วขับตรงไปที่วัดชื่อดังตามแผนที่ในกูเกิลแมพ เขาเข้ามาอยู่ในร่างนี้ได้เกือบเดือนแล้วก็ยังไม่มีโอกาสทำบุญให้เจ้าของร่างครั้งใหญ่เลย ก่อนหน้านี้เขาเพียงแต่ตื่นขึ้นมาใส่บาตรเท่านั้น

ทันทีที่รถยนต์แล่นเข้ามาในวัดแห่งหนึ่งที่ผู้คนค่อนข้างเยอะ ก่อนเดินลงมาจากรถและไม่ลืมหยิบสังฆทานที่แวะซื้อข้างทางติดมือมาด้วย สองขาเรียวก้าวเดินเข้าไปในวัดก็เห็นหลวงพ่อนั่งอยู่จึงเดินเข้าไปนั่งพับเพียบด้านหน้า และยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรหลวงพ่อที่อยู่ในชุดผ้าเหลืองก็เอ่ยขึ้นเสียก่อน

“เพิ่งหายจากอาการป่วยเป็นยังไงบ้างล่ะ ฟื้นขึ้นมาถือว่าได้ชีวิตใหม่นะ”

ร่างเล็กอึ้งไปชั่วขณะเมื่อถูกทักแบบนั้น ก่อนมองซ้ายมองขวาก็ไม่มีใคร และเมื่อได้สติก็รีบยกมือขึ้นไหว้ ก่อนกลืนน้ำลายหนืด ๆ ลงคออย่างยากลำบาก

“หลวงพ่อรู้ได้อย่างไรครับ ว่าผมเพิ่งออกจากโรงพยาบาล” ถามออกไปเสียงหลงด้วยความตกใจ ไอ้พัทธ์ไม่เคยบอกอะไรหลวงพ่อเลยนะ

“เรื่องนั้นมันไม่สำคัญหรอกโยม มันสำคัญที่ว่าโยมน่ะถูกลิขิตให้มาอยู่ที่นี่ เมื่อได้มาอยู่แล้วก็อยู่ให้สบายใจ ชาติที่โยมจากมาถือว่าสิ้นสุดหมดเวรหมดกรรมแล้ว”

ใบหน้าสวยขมวดคิ้วแน่นด้วยความไม่เข้าใจ ก่อนตัดสินใจถามบางอย่างที่เคลือบแคลงใจออกไป

“หลวงพ่อครับ”

“ว่ายังไงหรือโยม อยากถามอะไรก็ถามมา ถ้าอาตมาตอบได้ อาตมาก็จะตอบ”

“ทำไมผมถึงต้องมาเกิดที่นี่เหรอครับ” นี่คือสิ่งที่พัทธ์สงสัย และทำไมถึงให้มาเกิดใหม่แทนการไปชดใช้กรรม

“เจ้าของร่างเขาได้สิ้นสุดกรรมไปแล้ว ส่วนโยมก็สิ้นสุดกรรมในโลกเก่าเช่นกันจึงนำพาให้มาพบกับคู่ชะตาในโลกใบนี้”

“ฮะ! เอ่อ... หลวงพ่อหมายถึงใครเหรอครับ”

“อาตมาตอบไม่ได้หรอก”

ตอบไม่ได้หรือไม่รู้กันแน่ครับหลวงพ่อ ไอ้พัทธ์ค่อนขอดในใจ

ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นอย่างใช้ความคิด ก็ในเมื่อเรื่องราวในนิยายที่ไอ้พัทธ์ได้อ่านมา ตัวร้ายมีจุดจบที่น่าอนาถใจซึ่งนักเขียนไม่ได้หาผัวใหม่ให้นันทพัทธ์แน่ ๆ แล้วใครจะมาเป็นผัวให้เขาอย่างนั้นเหรอ

“ละ แล้วนันทพัทธ์... เอ่อ... เจ้าของร่างเขาจะมาทวงร่างคืนวันไหนเหรอครับ แล้วทำไมถึงยอมให้ผมใช้ร่างนี้ล่ะครับ ในเมื่อผมเกลียดเขาจะตายไป” พัทธ์ถามอย่างลุ้นเอาคำตอบ แต่ถ้าหากว่านันทพัทธ์จะกลับมาทวงร่างคืนก็ไม่ได้เสียใจ แค่ขอเวลาให้เขาได้หย่ากับพฤกษ์ก่อนก็เท่านั้นเอง หนำซ้ำเผลอ ๆ ที่ตัวร้ายตายไปอาจเป็นเพราะไอ้พัทธ์คนนี้ดันสาปแช่งตัวร้ายเสียด้วยซ้ำ ถ้าหากย้อนเวลากลับไปได้ เขาจะพยายามทำความเข้าใจตัวละครที่ชื่อนันทพัทธ์เสียใหม่

“หลวงพ่อก็ไม่ทราบหรอกโยม”

“แล้วเขาจะได้รับการเกิดใหม่เหมือนกับผมไหมครับ” ถ้าให้พูดความจริงเขาอยากรู้มากว่าตอนนี้นันทพัทธ์ไปอยู่ไหน ทำอะไร

“ชีวิตของคนเราต้องเวียนว่ายตายเกิด เขาต้องไปชดใช้กรรมที่ได้ก่อเอาไว้ก่อนนะโยม”

“แล้วทำไมผมถึงไม่ต้องชดใช้กรรมล่ะครับ”

“อาตมาก็บอกไปแล้วว่าเป็นชะตาของโยมที่ต้องมาอยู่ที่นี่ แต่ถ้าให้อาตมาพูดมากกว่านี้ก็คงไม่ได้”

“งั้นผมฝากหลวงพ่อบอกเขาทีได้ไหมครับ ว่าถ้าหากผมตัดสินใจทำอะไรไปแล้ว เขาจะพอใจไหม”

“ร่างนี้เป็นของโยมโดยสมบูรณ์ เจ้าของร่างคนก่อนเขาไม่ได้อยู่ในโลกนี้แล้ว เขากำลังชดใช้กรรมที่เขาเคยได้ทำเอาไว้ ไม่ว่าโยมจะทำอะไรมันก็เป็นสิทธิ์ของโยม”

“ครับ แล้วผลบุญที่ผมทำให้ จะส่งไปถึงเขาไหมครับ” อันนี้ไอ้พัทธ์อยากรู้และต้องการคำตอบมาก ซึ่งแน่นอนว่าการที่ทำใครคนหนึ่งแท้งลูกต้องได้รับกรรมหนักอย่างแน่นอน หากผลบุญที่เขาทำส่งไปถึงนันทพัทธ์บ้างก็คงจะดี

“บุญกับบาปมันหักล้างกันไม่ได้หรอก แต่ถ้าวันไหนที่เขาชดใช้บาปที่ได้ทำเอาไว้หมดแล้ว ผลบุญที่โยมทำให้ก็จะส่งถึงเขาเอง”

“ขอบคุณครับ”

ไอ้พัทธ์ได้ฟังแบบนี้ก็รู้สึกจิตใจห่อเหี่ยว สงสารเจ้าของร่างจับใจ หรืออาจเป็นเพราะเขาที่ต้องมาเกิดในร่างนี้ถึงมีส่วนทำให้นันทพัทธ์ต้องตายจากไป

เมื่อถวายสังฆทานให้หลวงพ่อเสร็จก็เดินออกมา ทว่าในจังหวะนั้นมัวแต่ครุ่นคิดเรื่องนันทพัทธ์อยู่ตลอดเวลา จึงเผลอเดินไปชนเข้ากับหญิงขอทานคนหนึ่งที่หน้าตามอมแมมจนล้มลงไปกองกับพื้น ไอ้พัทธ์ตกใจรีบยื่นมือไปหาป้าขอทาน ทว่าแกกลับลังเลแล้วมองมือที่ดำด้านของตนเอง ซ้ำยังเปื้อนคราบดินอีกต่างหาก

“ผมไม่ได้ตั้งใจ ผมต้องขอโทษด้วยนะครับป้า” ไอ้พัทธ์ยกมือไหว้ป้าขอทานคนหนึ่ง เพราะแกดูมีแขนขาครบถ้วนแต่คงไม่มีอาชีพที่ต้องทำ เรื่องนี้ไอ้พัทธ์เข้าใจได้

“ปะ ป้าต้องขอโทษหนูด้วยเหมือนกัน ป้าก็เดินไม่ดีเองลูก” หญิงวัยกลางคนละล่ำละลักบอก ก่อนส่งมือให้พัทธ์ดึงขึ้นไปยืนแล้วจับไม้ค้ำยันเอาไว้ จึงทำให้พัทธ์เห็นว่าอีกฝ่ายขาไม่ดี ก่อนที่เขาจะควักธนบัตรสีเทาจำนวนหนึ่งใบยัดใส่มือป้าขอทาน

“เอาไว้ซื้อข้าวกินนะครับป้า”

“น้ำใจงามนัก แต่ป้าไม่เอาหรอก ป้าไม่ใช่ขอทาน” หญิงวัยกลางคนเอ่ยขึ้นทำเอาไอ้พัทธ์ชะงัก

“อ้าว ผมขอโทษนะครับป้า ผมไม่ได้ตั้งใจ”

“ไม่เป็นไรหรอก ป้าเข้าใจ” แกพูดออกมาพลางอมยิ้มนึกเอ็นดูไอ้พัทธ์อยู่ไม่น้อย

“แล้วป้ามาทำอะไรแถวนี้เหรอครับ” ถามออกไปด้วยความสงสัย

“ป้ามาทำบุญให้หลานน่ะ”

“แล้วป้ามายังไงเหรอครับ”

“ป้าค่อย ๆ เดินมา บ้านป้าอยู่หลังวัดนี่เอง” ป้าแกชี้นิ้วเพื่อบ่งบอกทิศทาง

“งั้นให้ผมไปส่งไหมครับ”

“ไม่เป็นไรหรอก ป้าเกรงใจ”

“ไม่ต้องเกรงใจเลยครับ แค่นี้สบายมาก”

เพราะว่าไอ้พัทธ์เดินมาใกล้ถึงรถยนต์ เขาจึงเดินไปเปิดประตูรถยนต์รอหญิงวัยกลางคน ป้าแกมองดูสภาพตนเองที่ค่อนข้างสกปรกสลับกับมองดูรถยนต์คันหรูของพัทธ์ด้วยความลังเล จนกระทั่งไอ้พัทธ์สำทับขึ้นอีกครั้ง แกจึงยอมเดินขึ้นรถไปด้วยความจำใจ

เธอเป็นหญิงแก่ ๆ ที่ผู้คนต่างก็รังเกียจความยากจน ไม่เว้นกระทั่งลูกที่ให้กำเนิด ทว่าเด็กหนุ่มคนนี้กลับปฏิบัติกับเธอเหมือนกับมนุษย์คนหนึ่งเลย

การกระทำเมื่อสักครู่อยู่ในสายตาของใครบางคนที่กำลังพาเลขาส่วนตัวมาทำบุญที่วัดแห่งนี้ด้วยเช่นกัน

“ลำบากคุณพฤกษ์แย่ จริง ๆ ผมมาคนเดียวน่าจะสะดวกกว่านะครับ” นาราเอ่ยขึ้น ทำให้พฤกษ์ละความสนใจมาจากภรรยาแสนชังที่กำลังเดินขึ้นรถยนต์ไปพร้อมกับหญิงวัยกลางคนที่เห็นหลังไว ๆ แต่ก็ไม่ได้เห็นใบหน้าแกที่ชัดเจน

ยอมรับว่าแปลกใจพอสมควรที่นันทพัทธ์ไม่รังเกียจหญิงแก่ ๆ คล้ายขอทานคนนั้นอย่างที่ควรจะเป็น เขาเคยเห็นนันทพัทธ์ยืนด่าคนที่แต่งตัวซอมซ่อมายืนอยู่ใกล้ ๆ กับตาตัวเอง แล้วเมื่อกี้มันคืออะไรกัน

“ไม่เป็นไรหรอกครับ เดี๋ยวบ่ายนี้ผมมีนัดต้องคุยกับลูกค้าอยู่แล้ว ออกมาพร้อมคุณนาราเลยจะได้ไม่ต้องเสียเวลา” พฤกษ์ตอบออกไปโดยที่สายตายังคงมองรถยนต์ของนันทพัทธ์ที่เพิ่งเคลื่อนตัวออกไป

“ไม่รู้ว่าเมื่อกี้คุณพัทธ์จะเห็นพวกเราไหม ผมกลัวมีปัญหาจังเลยครับ” น้ำเสียงที่เอ่ยออกไปเศร้าสร้อยอย่างเห็นได้ชัดเจน

“ไม่หรอกครับ ถ้าคุณพัทธ์เห็นคงได้อาละวาดจนวัดแตกไปแล้ว ผมว่ารีบเข้าไปในวัดเถอะครับ เดี๋ยวจะเสียเวลา”

“ครับ งั้นเรารีบไปทำบุญให้ลูกของเราดีกว่าครับ”

พัทธ์ที่กำลังขับรถยนต์ออกมา กระจกรถมองหลังที่อยู่ด้านหน้าสะท้อนภาพไอ้พระเอกกำลังเดินโอบไหล่นาราเดินเข้าไปในวัด ในตอนนี้ถ้าให้พูดจากใจจริง พัทธ์เองก็ต้องการเห็นภาพแบบนี้อยู่แล้ว แต่อีกใจก็รู้สึกสงสารเจ้าของร่างจับใจเช่นกัน

อีกไม่นานพระเอกจะได้เคียงคู่กับนายเอกสักที ส่วนตัวร้ายอย่างเขาก็คงต้องไปใช้ชีวิตของตัวเอง

หวังว่านายคงไม่โกรธนะ ขอให้นายได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีนะนันทพัทธ์

บทก่อนหน้า
บทถัดไป