บทที่ 11 ร้างลา ตอนที่ 3
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! เสียงเคาะประตูทำให้ชายหนุ่มหลุดจากภวังค์การลำดับเรื่องราวทั้งในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ทุกอย่างยังเวิ้งว้างไร้ทางออก แต่อย่างน้อย ๆ ลลินดาก็นั่งอยู่ตรงนี้ที่นี่แล้ว เขาสามารถที่จะปกป้องคุ้มครองหล่อนได้เต็มที่แม้หญิงสาวจะไม่ได้ต้องการมันเลยก็ตาม
อย่างน้อย ๆ อยู่กับเขาก็ไม่น่าเบื่อ เพราะเขาคอยหาเรื่องทะเลาะกับหล่อนได้ทุกวี่ทุกวัน
“เชิญครับ...” สายตาละจากแผ่นกระดาษไปมองประตูห้องแล้วกล่าวเชื้อเชิญ เขารู้ว่าคนที่ผ่านด่านเลขามาเคาะประตูห้องทำงานนี้ได้คงเป็นคนคุ้นเคยอย่างพวกหุ้นส่วนหรือเพื่อนฝูงที่ไม่ต้องทำการนัดหมายก่อนเข้าพบ
“ไอ้ดามพ์... อยู่ก็ดีแล้ว ดีนะที่มาทันเวลา” ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่หน้าตาคมเข้มหล่อเหลาไม่แพ้อดัมในชุดสูทสีน้ำเงินเดินเข้ามาด้วยท่าทางรีบร้อน
ลลินดาหันมองเล็กน้อยตามวิสัย แต่ก็ไม่ได้นึกสนใจอะไรนัก หล่อนเคยเห็นผู้ชายคนนี้หลายครั้งแล้ว นัยว่าเป็นเพื่อนสนิทของชายหนุ่มเจ้าของห้องนี้แหละ
“มีอะไร ดูรีบ... นั่งก่อนสิ” อดัมเงยหน้ามองตามเพื่อนที่เร่งฝีเท้าเข้ามาใกล้ทุกขณะ
“ก็งานที่รีสอร์ตน่ะสิมีปัญหา... ผู้รับเหมาเขาต้องการคุยกับแกเป็นการด่วน ตอนนี้เขารออยู่นอกห้องเนี่ย”
“หืม... ผู้รับเหมา??” คิ้วเข้มย่นเข้าหากัน อุทานถามเสียงไม่จริงจังนัก เพราะนึกไม่ออกว่าเพื่อนพูดถึงเรื่องอะไร
“ก็เจ้าของบริษัทที่ประมูลงานโครงการสร้างรีสอร์ตที่แม่อายไง คุณพิรเดช”
“เฮ้ย!” โครม!! เสียงอดัมอุทานขึ้นพร้อม ๆ กับหนังสือในมือของลลินดาก็ร่วงลงพื้นในวินาทีเดียวกัน ทั้งสองมองหน้ากันโดยอัตโนมัติ หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคอ...
โลกมันจะกลมได้ขนาดนี้เชียวหรือ... และหล่อนไม่เคยรู้เลยว่าพิรเดชเดินทางมาทำงานที่เชียงใหม่แล้ว
“บอกเขาไปว่าฉันไม่ว่าง”
“ไม่ได้ เขามีเรื่องสำคัญ... เกี่ยวโยงทั้งโครงการเลยนะเว้ย ดีไม่ดีอาจไม่ได้เดินงานต่อ”
“แต่ให้เขาเข้ามาตอนนี้ไม่ได้ พายัพ... แกรับหน้าแทนฉันไปก่อนได้ไหม” อดัมดูร้อนรนเล็กน้อย เขาไม่ได้กลัวว่า พิรเดชจะเข้ามาเจอลลินดาอยู่ในนี้หรอก แต่กลัวจะมีผลกระทบต่อจิตใจหญิงสาวอีก
“อะไร ยังไง ก็เขารออยู่หน้าห้องเนี่ย”
“ก็นั่นแหละ... ฉันค่อยเล่าทีหลัง แกคุยกับเขาแทนฉันไปก่อนก็แล้วกัน มีอะไรตัดสินใจไปได้เลยยังไงเราก็หุ้นส่วน ฝากด้วยนะพายัพ” อดัมพูดพลางลุกเดินตรงไปที่โซฟาชุดซึ่งลลินดานั่งงงอยู่ หล่อนยอมรับว่าไม่ได้เตรียมการสำหรับพบเจอสามีในตอนนี้ ขนาดนัดหย่ากันนี่ก็เลยมาเกือบเดือนแล้วหล่อนยังใจไม่แข็งพอที่จะติดต่อพูดคุยเรื่องใด ๆ เลย
“มาทางนี้...”
“ว้าย! คุณจะทำอะไรเนี่ย” ข้อมือเล็กถูกดึงแล้วลากให้หล่อนลุกเดินตามเขาไปอย่างเร่งรีบ อดัมสาวเท้าเร็วพาเดินไปยังห้องที่กั้นง่าย ๆ ด้วยตู้หนังสือไม้ขนาดใหญ่ ด้านหลังของโต๊ะทำงานเขา
มันไม่ได้มิดชิดนัก เพราะไม่มีประตูปิดเปิด แต่มันก็พออำพรางตัวได้ เพราะความใหญ่ของตู้กินพื้นที่ยาวเลยโต๊ะทำงาน ช่องของตู้มีทั้งหนังสือและเอกสารวางเอาไว้ตามป้ายที่เขียนบอกเพื่อความสะดวก ร่างเล็กถูกผลักเข้าไปด้านใน ส่วนตัวเขาก็ยืนอยู่ตรงทางเข้า หันหลังให้ใช้มือนวดขมับแล้วเป่าปากด้วยความโล่งอก
“เชิญครับคุณพิรเดช เอ่อ... ขอโทษที ดามพ์มันไม่อยู่ครับ ไม่ได้โทรฯ หามันก่อนเลยไม่รู้ว่าออกไปตั้งแต่ตอนไหน เมื่อครู่ก็เพิ่งแยกกันในห้องประชุมแท้ ๆ”
ประตูห้องเปิดออก... พายัพกล่าวเชิญผู้รับเหมาโครงการที่เขาและเพื่อนอีกสองสามคนรวมถึงอดัมลงหุ้นกันสร้างรีสอร์ตใหญ่ในอำเภอหนึ่งของจังหวัดทางภาคเหนือ
พิรเดชระบายยิ้มทักทายอีกรอบ หลังจากที่เขาพบกับพายัพตอนที่เข้ามาบริษัทนี้และชายหนุ่มก็เป็นคนพามาพบกับหุ้นส่วนใหญ่ ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ เนื่องจากเขามีธุระสำคัญและโทรฯ หาตามเบอร์ที่ให้ไว้ก็ไม่สามารถติดต่อได้
“ขอบคุณครับ... แล้วเราจะแก้ปัญหาอย่างไรกันดีถ้าติดต่อคุณดามพ์ไม่ได้แบบนี้” พิรเดชตามหุ้นส่วนหนึ่งในสี่ซึ่งว่าจ้างเขาในโครงการใหญ่เข้ามาด้านใน อีกฝ่ายเชิญให้นั่งตรงโซฟาที่ลลินดาเพิ่งลุกจากเมื่อสักครู่
“ก็... คุณพิรเดชคุยกับผมก่อนก็ได้ครับ เผื่อผมจะให้คำปรึกษาและตัดสินใจคนเดียวได้ ถ้ายังไงผมจะคุยกับคนอื่น ๆ อีกทีพรุ่งนี้ เพราะเรื่องสำคัญคงรอไม่ได้”
“อ๋อ... ได้ครับ ถ้าอย่างนั้นคุณพายัพดูนี่นะครับ...” ชายหนุ่มกล่าวพลางวางแฟ้มงานที่นำติดมือมาด้วยลงบนโต๊ะ เริ่มอธิบายเกี่ยวกับความผิดปกติของโครงการ
ทั้งสองสนทนาแลกเปลี่ยนความเห็นและให้คำปรึกษาร่วมกันอย่างเอาจริงเอาจัง... โดยที่พิรเดชไม่รู้เลยว่าเขากำลังตกอยู่ในสายตาของภรรยาที่ควานตัวตามหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ หล่อน... อยู่ห่างจากเขาเพียงแค่ไม่กี่คืบเท่านั้น
สองร่างนิ่งงันรอเวลาให้พายัพกับพิรเดชคุยกันเสร็จสิ้น ต่างก็ตกอยู่ในภาวะอึดอัดทางอารมณ์ สีหน้าของลลินดาเศร้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัด เหมือนกำลังถูกสะกิดตรงรอยแผลที่บาดลึกและยังเป็นแผลซึ่งสดใหม่เหลือเกิน
“โครงการมีปัญหา หึ... เป็นห่วงว่ามันต้องรับผิดชอบทุกอย่างหรือไง” คนตัวใหญ่ประชิดเข้ามา ลลินดาจึงก้าวถอยจนหลังชนกับโต๊ะหนังสือ ด้านข้างก็ถูกล้อมไว้ด้วยกำแพงและตู้ไม้ใหญ่ทึบ หล่อนจึงต้องตกอยู่ในวงล้อมของเขาอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง
“แล้วทำไมต้องร้องไห้...”
น้ำตาที่อัดอั้นเอาไว้คลอเบ้าร่วงรินรดลงมาบนพวงแก้มขาวผ่องในทันทีเมื่อชายหนุ่มพูดจบประโยคนั้น หล่อนยกมือขึ้นปาดเช็ดน้ำตา หลบหน้าไม่มองเขา
ก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าทำไม... จู่ ๆ น้ำตาก็ไหลโดยไม่รู้ตัวและไม่ได้ตั้งใจด้วย แต่มันหยุดไม่ได้เลยจริง ๆ
“หงส์...”
“ฉันเปล่า... ฉันไม่ได้อยากร้องไห้ แต่น้ำตามันไหลออกมาเอง ฉันห้ามมันไม่ได้” น้ำเสียงแผ่วหวิวสั่นเครือตอบประโยคคำถามของชายหนุ่มโดยยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นเหลือบแลอีกฝ่ายที่ยืนสูงตระหง่านอยู่ตรงหน้า
“...” สติของหล่อนกระเจิดกระเจิง เมื่อรู้ตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองถูกรวบเข้าไปกอดเอาไว้ในอ้อมอกของอดัมเสียแล้ว หล่อนไม่ได้อยากให้เขากอด ไม่ต้องการที่พักพิงทางใจใด ๆ ในขณะนี้ แต่กลับไม่มีเรี่ยวแรงต่อต้านขัดขืนดึงตัวเองออกมาจากความอบอุ่นที่โอบล้อมให้ความรู้สึกไม่โดดเดี่ยวเหว่ว้าอีกต่อไป
“ถ้ารักเขาแล้วมันเจ็บ... ก็หยุดรักเถอะนะ” บอกกลับลลินดาไป แต่ตัวเขากลับทำไม่เคยได้สักที ผ่านมาหลายปีดีดักแล้วไม่รู้ทำไม... ยังปักใจเหลือเกิน
“มันคงต้องใช้เวลา...” หล่อนตอบกระซิบ เลิกพยายามผละตัวออกห่างจากอ้อมแขนของอดัม ปฏิเสธไม่ได้ว่าอุ่นใจอยู่ไม่น้อย หากยามนี้ต้องเผชิญหน้ากับพิรเดชเพียงลำพังแล้วละก็ หล่อนคงทุรนทุรายมากทีเดียว
ไม่อาจทำใจได้เลยจริง ๆ กับเรื่องต่ำช้าที่เกิดขึ้น หากเป็นคนนอกอาจจะแค่รู้สึกโกรธ เกลียด แต่สำหรับคนที่รักทั้งสองคน ทุกความรู้สึกมันได้ถูกทำลายย่อยยับไปหมดแล้ว
“ให้ผมอยู่ข้าง ๆ คุณในช่วงเวลานั้นได้ไหม” เขายังไม่ยอมปล่อย แต่คลายอ้อมแขนหลวม ๆ เมื่อเห็นว่าหล่อนยอมโอนอ่อนยอมพักพิงแทบอกเขาแล้ว
“...” ลลินดาหมดคำพูด มันคงเร็วเกินไปสำหรับการเริ่มต้น เพราะหัวใจของหล่อนยังเจ็บ... ยังร้าวลึกจนไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะบรรเทา
หล่อนยอมรับว่าในอดีตเกลียดและโกรธอดัมมากอย่างที่ไม่เคยรู้สึกเช่นนั้นกับใครมาก่อน เพราะถูกเขาฉกฉวยโอกาสเอาเปรียบจนต้องสูญสิ้นความสาว อดัมเป็นคนเจ้าชู้... เปลี่ยนผู้หญิงเป็นว่าเล่น ในอดีตเขาจึงเป็นบุคคลอันตรายสำหรับหล่อน จึงต้องการหลีกหนีไม่คิดข้องแวะด้วย แต่ยิ่งหนีเท่าไหร่... ชายหนุ่มก็ไม่ยอมปล่อยมือ
จนกระทั่งเกิดเรื่องน่าละอายขึ้นในคืนวันเลี้ยงรุ่น... หล่อนจึงสาบานกับตัวเองว่าจะไม่ขอพบเจอผู้ชายมากเล่ห์คนนี้อีกเลย
อดัมต่างกับพิรเดชลิบลับ... สามีของหล่อนเป็นคนอ่อนโยน ไม่มีนิสัยเจ้าชู้ ที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มคบกันสายตาของพิรเดชไม่เคยมองใครนอกจากหล่อน แม้จะพูดไม่เก่ง แต่ก็ช่างเอาใจและขยันทำงานไม่เคยเกี่ยงงอนไม่ว่างานเล็กงานน้อย แม้ในปัจจุบันฐานะจะพัฒนาขึ้นมามากแล้วก็ตาม
หล่อนจึงเลือกเขา... เพราะคิดว่าชายหนุ่มคือคนที่เหมาะสมที่สุดในการใช้ชีวิตคู่
แต่ใครจะคิดล่ะว่าสิ่งที่หล่อนกำลังวิ่งหนีด้วยความกลัวตลอดเวลาก็เกิดขึ้นจนได้
ความกลัว... ที่ฝังใจมาจากอดีตระหว่างมารดาและบิดาจอมเจ้าชู้ของหล่อน ท่านไม่เคยหยุดกับผู้หญิงคนไหน แม้จะมีลูกมีภรรยาเป็นตัวเป็นตนแล้วก็ตาม ยังกินนอกกินในจนทำให้ครอบครัวระหองระแหงมีปัญหามาตลอดตั้งแต่จำความได้
แม้กระทั่งวันที่จากโลกนี้ไป... ก็ยังมีผู้หญิงตามมารังควานหล่อนและมารดาเรื่องทรัพย์สมบัติที่พวกหล่อนควรจะได้ส่วนแบ่ง ยืดเยื้อยาวนานถึงขั้นที่ว่าแม้เผาศพไปแล้วปัญหาก็ยังไม่จบสิ้น
