บทที่ 6 ลางร้าย ตอนที่ 3

เปรี้ยง!! สายฟ้าฟาดสาดแสงจนพสุธาสะเทือนทั่ว อสุนีบาตห้ำหั่นแผดจ้าครั้งแล้วครั้งเล่าราวกำลังพิโรธโกรธาอย่างสุดแสน ร่างเล็กสั่นงกสะดุ้งไหวนั่งชิดกำแพงข้างมุมช่างน่าเวทนายิ่งนัก อากาศเย็นยะเยือกกัดกินเนื้อหนังลุกลามไปถึงกระดูก จนยามนี้เจ็บร้าวไปหมดทั้งร่างกาย พิษไข้กำลังเล่นงานให้หล่อนขาดใจ

“คุณหนูนา! คุณหนูนาได้ยินป้าไหมลูก” ปัง! ปัง!

“ป้าอิ่ม...” น้ำเสียงแหบแห้งครางชื่อเจ้าของเสียงที่เรียกหาฝ่าสายฝนอยู่ด้านนอกราวกับท้องฟ้าได้เปิดส่องสว่างในทันใด ป้าอิ่มแม่ครัวมือฉมังของที่นี่คงได้เบาะแสอะไรสักอย่างถึงตามหล่อนมาจนได้พบว่าถูกขังในบ้านร้างให้อยู่รอเวลาตายอย่างน่าสังเวช

หล่อนรีบรวบรวมเรี่ยวแรงคืบคลานทีละน้อยไปที่ประตู ซึ่งป้าอิ่มกำลังทุบเรียกไม่ขาดปาก

“ป้าอิ่ม... ช่วยหนูนาด้วย...”

“คุณหนูนา ป้ามาช่วยแล้ว รอเดี๋ยวนะ ไอ้สมมันกำลังไปเอาชะแลงมางัดประตู” คนด้านนอกตะโกนบอกทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ยินเสียงตอบรับจากข้างในแม้แต่น้อย เนื่องจากเสียงฟ้าและฝนกลบจนสิ้น อีกทั้งสัตตบงกชเองก็ไม่มีแรงพอที่จะเปล่งเสียงให้ดังแข่งกับวาตภัยที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่ในขณะนี้

แต่อย่างน้อยก็ใจชื้นว่า... หล่อนไม่ต้องอยู่ท่ามกลางความมืดและอับชื้นในนี้โดยไม่มีใครรู้เห็น

หญิงสาวหายใจหอบสั่น... ผิวกายชื้นเหงื่อแต่หล่อนกลับหนาวจนปากสั่นฟันกระทบและปวดหัวปวดเบ้าตาราวกับมีใครกำลังบีบจับกดรุนแรง

เครื่องมือบางอย่างกำลังงัดแงะประตูอย่างที่ป้าอิ่มร้องบอก ไม่นานนักประตูก็ถูกปลดพันธนาการและเปิดออก แสงสลัวที่สาดเล็ดลอดเข้ามาทำให้ป้าอิ่มรีบโผเข้าไปกอดร่างเล็กซึ่งอิดโรยเต็มทีเอาไว้ในอ้อมอก นางเองก็ถูกละอองฝนจนเสื้อผ้าชื้นไปทั้งตัวแม้จะมีร่มติดไม้ติดมือมาด้วยก็ตาม

“ไอ้สม มึงอุ้มคุณหนูนาไปที่ห้องพักป้าเร็วเข้า ตัวร้อนจี๋เลย ดูสิสั่นไปทั้งตัวเลยน่าสงสารจริง ๆ แม่คุณ” มืออวบอูมลูบไปตามแผ่นหลังและลำตัวของเด็กสาวด้วยความเห็นใจ ก่อนจะออกคำสั่งให้คนสวนช่วยเหลือพาไปทำการรักษาอาการเบื้องต้น

หากขืนปล่อยเอาไว้เช่นนี้ หนทางรอดนั้นคงมีเพียงครึ่งของครึ่ง

สมไม่พิรี้พิไรพยักหน้าว่าง่ายแล้วก็รีบอุ้มร่างเล็กออกจากบ้านร้างโกโรโกโสนั้นทันที โดยมีป้าอิ่มคอยถือร่มกางให้เดินเร็วตามกันไปติด ๆ

“ตัวร้อนเป็นไฟ... อีอ้อนมันใจดำนัก นี่มันคิดจะแกล้งให้คุณหนูนานอนตายอยู่ในบ้านนั้นหรือยังไง”

“ดีนะที่เอ็งมาเห็น ไม่อย่างนั้นคุณหนูนาแย่แน่ ๆ”

“ฉันได้ยินมันคุยโทรศัพท์กับคุณนายดาริน... ทำนองว่าให้ไล่คุณหนูนาออกจากบ้าน พอถึงตอนเย็นก็เห็นมันเดินนำหน้าคุณหนูนาออกจากตึก แต่พามาที่บ้านนี่แหละ ก็เลยรีบวิ่งไปหาป้า” สมเล่าไปพลางรีบสาวเท้าไปให้ถึงที่พักโดยเร็ว เพราะทั้งสภาพอากาศและสภาพของเด็กสาวที่กำลังอุ้มอยู่ไม่ได้อำนวยให้อ้อยอิ่งเท่าใดนัก

ฝั่งแม่ครัวใหญ่เองก็ได้แต่ส่ายหน้าให้กับชะตากรรมของเด็กสาวกำพร้า ที่ยามนี้ดูเหมือนว่าโชคชะตาไม่ได้เข้าข้างเอาเสียเลย เรื่องเหม็นคาวฉาวโฉ่เป็นที่โจษจันไปทั่ว เนื่องจากอ้อนเที่ยวเอาไปป่าวประกาศโพนทะนา คนรับใช้ทุกคนในบ้านจึงทราบกันดีว่าตอนนี้ในบ้านกำลังมีหายนะร้ายแรงเกิดขึ้น

แต่หลายคนก็ไม่เชื่อ...

“วางตรงนี้แหละไอ้สม เอ็งช่วยไปตามต้อยมันช่วยหาหยูกหายาเอามาให้ป้าด้วยนะ พอให้คุณหนูนาเธอกินแก้พิษไข้ไปพลาง ๆ ก่อน พรุ่งนี้เช้าเป็นอย่างไรค่อยว่ากัน”

“จ้ะป้า” สมวางร่างอ่อนระทวยของสัตตบงกชลงบนเตียงของป้าอิ่มแล้วผละตัวจากไปในทันที ป้าอิ่มในวัยชราหกสิบห้าปีเข้าไปแล้วงก ๆ เงิ่น ๆ กระวีกระวาดจัดการกับเสื้อผ้าเปียกชื้นของเด็กสาว แล้วช่วยเช็ดตัวหาอาภรณ์สำรองของเด็กรับใช้อื่นที่เก็บเอาไว้มาสวมให้เป็นการชั่วคราว

ต้อยซึ่งเป็นอีกคนที่ทำงานอยู่ในบ้านหลังใหญ่ก็ตามมา หลังจากนั้นไม่นานนักก็ร่วมมือกับป้าอิ่มช่วยดูแลคนป่วยที่เมื่อเริ่มดึกก็ยิ่งเริ่มทุรนทุรายเพราะเป็นไข้สูง

คืนนั้นทั้งคืน... ทั้งฝนและฟ้าสาดกระหน่ำซัดไม่ได้หยุดหย่อน เฉกเช่นเดียวกับพายุโชคชะตา ที่พัดพาเอาความเลวร้ายมากมายมาถาโถมสัตตบงกช

เด็กสาววัยเยาว์ที่ไม่เคยพบพานแลเห็นความสุขแม้เพียงริบหรี่ ตลอดชั่วอายุขัยที่ผ่านมาของหล่อน...

จนถึงยามรุ่งเช้า

“ไม่ได้การแล้ว... เราต้องพาคุณหนูนาไปโรงพยาบาล ไม่อย่างนั้นแย่แน่ ๆ” ป้าอิ่มโอดครวญไปพลางเช็ดตัวให้กับร่างเล็กที่นอนกระสับกระส่ายเพ้อไม่เป็นศัพท์ไปพลางด้วยความอ่อนเพลีย เนื่องจากไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาทั้งคืนเช่นกัน

แม้จะมีต้อยมาคอยช่วยอีกแรงแต่เพราะความเป็นห่วง นางจึงไม่อาจละเลย เด็กสาวถูกพิษไข้รุมเร้าค่อนข้างสาหัส ยาสามัญประจำบ้านก็ไม่อาจบรรเทาอาการของหล่อนได้

“จะไปยังไงล่ะป้า... ใครจะกล้าเอารถในบ้านไปใช้สุ่มสี่สุ่มห้า”

“แท็กซี่ไงนังต้อย เอ็งไปบอกให้สมมันเรียกแท็กซี่มาพาตัวคุณหนูนาไปหาหมอที ชักช้าข้ากลัวไข้จะกินจนอาการแทรกซ้อนไปมากกว่านี้นะ” ป้าอิ่มบอกต้อยพลางใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดไปตามเนื้อตัวของคนป่วยที่นอนขดตัวสั่นงก ผิวกายนั้นร้อนผ่าวราวกับถูกสุมไฟ

“เงินล่ะป้า... จะเอาเงินที่ไหนจ่ายค่าแท็กซี่ ค่าหมอ” ต้อยลังเลทั้งเป็นห่วงสัตตบงกชทั้งกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะต่างก็รู้กันอยู่ว่าเงินเดือนน้อยนิดของแต่ละคนแทบไม่พอใช้กันด้วยซ้ำ อาศัยว่ามีข้าวฟรีได้อยู่ฟรีถึงพอประคับประคองกันไปได้ เพราะต่างก็มีภาระที่ต้องส่งเสียให้กับคนทางบ้านกันทั้งนั้น

“เอ่อ... เรื่องค่าแท็กซี่ป้าจะเป็นคนออกให้เอง ส่วนค่าหมอ คุณหนูนาเธอน่าจะมีบัตรประกันสุขภาพนะ พาไปโรงพยาบาลธรรมดาก็ได้นี่”

“งั้นฉันไปบอกพี่สมนะ” ต้อยเห็นด้วยกับความคิดป้าอิ่ม รีบผลุนผลันไปเปิดประตูห้องพักเพื่อจะออกไปตามสมให้มาจัดการต่อจากนี้

แต่...

“มึงจะไปไหนอีกต้อย อ๋อ... พามาหลบอยู่ที่นี่เอง ดีล่ะ กูจะฟ้องคุณนายฐานสมรู้ร่วมคิดให้ไล่ออกให้หมดทั้งหัวหงอกหัวดำเลยคอยดู” อ้อนยืนเท้าสะเอวขวางอยู่หน้าประตูสีหน้าถมึงทึง ชี้หน้าด่ากราดเสียงเอ็ดตะโร

“มึงถอยอีอ้อน อีคนใจดำ... คุณหนูนาจะตายแหล่มิตายแหล่ มึงยังทนดูได้ลงคอเหรอ”

“ไม่ใช่ธุระของกู เลี้ยงไม่เชื่องแบบมันตายไปก็สมควรแล้ว คนอย่างมันอยู่ไปก็รกโลก สร้างคุณประโยชน์อะไรไม่ได้เลย ไร้ค่า...” ปากแบะเบ้เบี้ยวเพราะความสาแก่ใจ สายตายังสอดส่องมองไปยังร่างเล็กที่นอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มโดยมีป้าอิ่มคอยดูแลอยู่ใกล้ ๆ

“เวทนาคุณหนูนาเธอบ้างเถอะ... ไม่มีใครให้เป็นที่พึ่งแล้วจะปล่อยให้ป่วยสิ้นใจอยู่ในบ้าน มันไม่ดูอำมหิตไปหน่อยรึแม่อ้อน”

“ตายไปมันจะได้หมดเวรหมดกรรมไงป้า ไม่ต้องอยู่เป็นภาระเป็นหอกข้างแคร่ให้คนอื่นเดือดร้อน”

“เอ๊ะ! อีนี่” ต้อยฮึดฮัดไม่ชอบใจยิ่งนัก หากไม่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น อันที่จริงแล้วสัตตบงกชก็ถือว่าเป็นนายคนหนึ่ง เพียงแต่การวางตัวไม่เหมือนเท่านั้น หาใช่ขี้ข้ากินเงินเดือนที่อ้อนจะมาจิกหัวเรียกมึงมันได้ตามใจปาก

“ทำไมอีต้อย มึงจะทำไม...”

“มึงถอย... กูจะไปตามแท็กซี่ คุณหนูนากำลังแย่ มึงจะไปไหนก็ไปอีหมานาย”

“อ้าว! พูดแบบนี้มึงหาเรื่องกูนี่อีต้อย กูไม่ให้ไป! คุณนายสั่งไว้ไม่ต้องให้ความช่วยเหลือมัน เดี๋ยวกูจะไปตามคนมาจับมันไปโยนหน้าบ้าน มึงค่อยไปเก็บซากเอาก็แล้วกันนะ... ฮ่า ๆ....”

เพียะ!!! “โอ๊ย...กรี๊ด!!!” อ้อนแผดเสียงร้องเต้นเร่า ๆ เมื่อต้อยง้างมือตบหน้าเสียจนหันไปอีกทาง หล่อนเอามือจับที่แก้มซึ่งเจ็บแปลบร้าวแดงเป็นรอยนิ้วในทันทีแล้วจ้องต้อยราวกับว่าอยากฆ่าเสียให้ตายแทบตรงนั้น

มือท้วมอ้าง้างกางนิ้วยกขึ้นเหนือศีรษะหวังเอาคืนบ้าง

“มึงอย่าอยู่เลยอีต้อย... กูจะเหยียบให้ตายคาตีนไปพร้อม ๆ กับนังหนูนานายมึงเลย อืม... มาสิ!!”

“เสียงดังอะไรกัน... ฉันเรียกปากแทบฉีกไม่เห็นใครสักคน”

ทุกคนหยุด... แม้กระทั่งอ้อนที่กำลังเดินหน้าเข้าหาต้อยหมายประทุษร้าย หล่อนหันไปมองตามเสียงทุ้มห้าวนั้นแล้วก็ต้องลดอาการกระฟัดกระเฟียดลง ก้มหน้าใช้มือลูบแก้มข้างที่เจ็บแล้วกัดริมฝีปากด้วยความเจ็บใจ

“มีอะไรกัน... ต้องให้ตามหาเสียทั่วบ้าน นี่ฉันจ้างพวกเธอไว้ทำไมเนี่ย”

ร่างใหญ่ในชุดนอนสีเข้มยืนกอดอกถอนหายใจระอาอยู่ตรงทางเดินระหว่างบ้านหลังใหญ่และห้องพักคนงาน ต้อยรีบแทรกตัวผ่านอ้อนออกไปทันที

“คุณเดล... คือ...”

“วันนี้ฉันต้องไปพบลูกค้าแต่เช้า ชุดทำงานรีดเสร็จหรือยัง ไม่เห็นใครเอาขึ้นไปให้” โดยปกติหน้าที่นี้เป็นของสัตตบงกช แต่นับจากเกิดเรื่อง หล่อนก็ไม่สมควรได้แตะต้องสิ่งใดในบ้านหลังนี้อีกแล้ว

“คือ... คือว่า...”

“คุณเดลคะ...” ป้าอิ่มก็โผล่ออกมาอีกคน สีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกกันทั้งหมด

“มีอะไร...” ชายหนุ่มถามกวาดตามองทุกคนซึ่งแสดงพิรุธชัดเจน

“คือคุณหนูนาไม่สบายค่ะ อิฉันเลยให้ต้อยมันไปเรียกแท็กซี่มาพาไปโรงพยาบาล ถ้าขืนชักช้ากลัวอาการจะยิ่งแย่ ตอนนี้ก็นอนไม่ได้สติตั้งแต่เมื่อคืน ตัวร้อนจี๋เลยค่ะ”

“...” ดวงตาคมดูไหววูบชะงัก เขาไม่เคยรู้ข่าวคราวเด็กคนนั้นเลยตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้น คิดไปว่าหล่อนยังอยู่ในห้องฝั่งตรงกันข้ามด้วยซ้ำ

“งั้นก็ไปสิ... รออะไรอยู่...” เขากล่าวอย่างไม่มีเยื่อใยแล้วหันหลังเดินกลับทันที

“ว้าย! คุณหนูนา” เสียงป้าอิ่มอุทานเสียงหลงพร้อมผลุนผลันวิ่งกลับเข้าไปในห้องด้วยความตกอกตกใจ

สองเท้าของพิรเดชจึงหยุดนิ่งอีกครั้ง...

“ช่วยหน่อยเร็วต้อย...” ป้าอิ่มเรียกหาต้อยให้เข้ามาช่วยประคองร่างโรยแรงของสัตตบงกชที่กำลังออกแรงอาเจียน ทั้งที่ไม่มีอะไรออกมาเลยนอกจากน้ำลาย...

“เป็นอะไรอีกล่ะ” พิรเดชเดินผ่านหน้าอ้อนมายืนตรงประตูแล้วเอ่ยถาม น้ำเสียงไม่ยี่หระเท่าไหร่ แต่พอได้เห็นว่าข้างในห้องนั้นเกิดอะไรขึ้น เขาก็จุกจนหายใจไม่ทั่วท้อง

“คุณหนูนาเธอไข้จับตัวร้อนเป็นไฟเชียวค่ะคุณเดล นี่ก็เริ่มอ้วก ไม่รู้มีอาการแทรกซ้อนอะไรหรือเปล่า” ป้าอิ่มตอบผู้เป็นนายด้วยน้ำเสียงสั่น ปากคอสีหน้าชาไปหมดด้วยความกลัวและกังวล เพราะอาการป่วยของสัตตบงกชนั้นกำเริบน่ากลัวเข้าไปทุกที

“แล้วจะชักช้ากันอยู่ทำไม... ต้องปล่อยให้ป่วยตายในบ้านหรือยังไงกัน” เสียงห้าวกล่าวขึงขังพร้อมกับเดินดุ่มแทรกตัวเข้ามาในห้องพัก เด็กสาวที่ป้าอิ่มพยุงเอาไว้ตัวซีดจนน่าตกใจ ใบหน้าที่เคยผุดผ่องบัดนี้ขาวราวกับกระดาษ ไม่มีน้ำมีนวลแม้แต่น้อย พอจับแตะต้องผิวกายที่ชื้นเหงื่อ เขาก็ต้องชักมือกลับอัตโนมัติทันที

คำว่าตัวร้อนราวกับไฟที่ป้าอิ่มบอกไม่ได้ผิดไปจากความจริงแม้แต่นิดเดียว

“ต้อยไปบอกสมให้เอารถออก... เร็วเข้า!”

“ค่ะ... ค่ะคุณเดล”

“ป้าอิ่มก็มาด้วยนะ จะได้ช่วยดู เพราะคงไม่มีใครสนใจ...” พิรเดชโน้มตัวสอดมือเข้าไปอุ้มร่างเล็กระทวยสิ้นแรงพลางออกคำสั่งป้าอิ่มและต้อย ทั้งสองมีท่าทีงง ๆ แต่ก็รีบปฏิบัติตามในทันที

“...” อ้อนเบิกตากว้างด้วยความตะลึง ปากที่คอยราวีฉอด ๆ อ้ากว้างขากรรไกรค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น เมื่อพิรเดชอุ้มคนป่วยเดินลิ่วผ่านหน้าไปราวกับหล่อนไม่ได้มีตัวตน

ทุกคนกระวีกระวาดช่วยเหลือสัตตบงกช... หญิงสาวที่หล่อนไม่เคยชอบหน้าด้วยประการทั้งปวง แต่ก็ไม่เคยสามารถข่มให้จมดินดั่งที่หวังได้สักที ขนาดตกเป็นจำเลยในข้อหาหนัก แต่ก็ยังได้รับความเมตตาช่วยเหลือจากคนอื่น ๆ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“รอคุณนายรู้เรื่องนี้ก่อนเถอะจะได้เห็นดีกัน หึ...”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป