บทที่ 8 นกน้อยไร้รัง ตอนที่ 2

ในที่สุดวันนัดหมายก็มาถึงถัดจากในตอนที่พูดคุยตกลงกันสามวันพอดี...

อาการตรอมใจของลลินดาไม่ได้บรรเทาเท่าใดนัก แต่หล่อนก็ไม่ต้องการจับเจ่าอยู่แต่ในบ้านพัก เพราะมันยิ่งทำให้ความคิดจมปลักอยู่แต่กับความหลังและคำถามที่ถาโถมให้ปวดใจ

“หงส์นึกว่าเราจะขับรถไปเองเสียอีกนะคะ”

“มีคนมารับจ้ะ... แบบนั้นจะดีกว่า เพราะเราไม่ชินทาง แล้วแม่ก็ไม่อยากให้หงส์ขับรถด้วย” ดารินจับมือบุตรสาวที่เดินเคียงคู่ลงจากบ้านพักด้วยกันแล้วยิ้ม

ลลินดาสูดลมหายใจบริสุทธิ์เข้าปอดรู้สึกสดชื่นเต็มอิ่มเหลือเกิน กี่วันแล้ว... ที่หล่อนไม่ได้สัมผัสกับบรรยากาศภายนอกเลย เอาแต่ขังตัวเองเอาไว้ในโลกส่วนตัวที่มีแต่ความหม่นหมอง ไม่เป็นตัวของตัวเองเอาเสียเลย

“คุณแม่จ้างไกด์นำเที่ยวเหรอคะ” หล่อนถามเมื่อย่างเท้าลงจากขั้นบันไดมาถึงพื้นดิน กวาดสายตามองโดยรอบไปพลางสำรวจความสวยสดของธรรมชาติบนดอยที่น้อยนักจะมีเวลาได้มาเยือน

ก่อนแต่งงานมารดาก็มักลากไปไหนมาไหนด้วยเป็นประจำ แต่เมื่อแต่งงานกับพิรเดชแล้ว ชายหนุ่มก็เอาแต่ทำงาน ส่วนหล่อนก็ต้องอยู่ดูแลเขาตามหน้าที่ภรรยา เมื่อออกเรือนมาแล้วครั้นจะยังเที่ยวเตร่เหมือนตอนยังอยู่ตัวคนเดียวมันก็ไม่ดี

“เปล่าจ้ะ... เราได้คนพื้นที่ช่วยดูแลตลอดทริปนี้เชียวล่ะ”

“เจ้าของพื้นที่...” หล่อนอุทานด้วยความสงสัย ไม่แน่ใจนักว่ามารดาหมายถึงพื้นที่ตรงนี้หรือหมายถึงคนคนนั้นเป็นชาวเชียงใหม่โดยแท้

“ใช่... นั่นไง ขับรถมานั่นแล้ว” พูดพลางดารินก็ชี้นิ้วไปยังรถ BMW x5 สีดำคันหรูขับเข้ามาจอดตรงริมถนนด้านหน้า เพราะถัดจากตรงนั้นเป็นทางสำหรับเดินไม่สามารถใช้รถมาถึงตัวบ้านพักหลังใหญ่ได้

“ไปกันเถอะจ้ะ... ในตัวเมืองมีมหกรรมไม้ดอกไม้ประดับด้วย เป็นงานระดับภาคเชียวนะ ลูกต้องชอบแน่ ๆ” มืออวบอูมจับมือของลูกสาวเอาไว้แล้วพาเดินไปยังรถที่จอดอยู่ ลลินดาไม่ได้สนใจอะไรนัก หล่อนรู้ตัวอีกทีก็พบว่าถูกลากมาถึงตัวรถเสียแล้ว ประตูก็เปิดออกพร้อมร่างใหญ่โค้งคำนับทักทาย

“สวัสดีครับคุณน้าดาริน คุณหงส์...” เสียงนั้นสะกดใจให้ลลินดาต้องรีบหันไปมอง หล่อนหยุดหายใจอัตโนมัติไปหลายวิในขณะที่ดารินกล่าวทักทายพลขับและพูดคุยกันอย่างสนิทสนม

หล่อนไม่ได้ยินสิ่งที่พวกเขาสนทนากัน... สายตาและสติในยามนี้มันถูกครอบงำโดยผู้ชายที่ยืนจับบานประตูตรงที่นั่งข้างคนขับ แล้วหันมายิ้มยักคิ้วให้กับหล่อนเมื่อดารินเข้าไปนั่งตรงด้านหลังเรียบร้อยแล้ว

“เชิญครับ... หรือต้องให้ผมอุ้ม”

“ดามพ์...” หล่อนแทบจะไม่ได้ยินเสียงอุทานแผ่วหวิวนั้นของตัวเอง บุรุษหนุ่มจึงสะกิดแขนและขยับเข้าหาโน้มใบหน้าลงแนบชิดริมกกหูอย่างถือโอกาส

“ยังจำผัวคนแรกได้อยู่เหรอ”

ย่างเข้าวันที่เจ็ด แพทย์จึงอนุญาตให้สัตตบงกชออกจากโรงพยาบาลได้ ป้าอิ่มเป็นคนมารับพร้อมกับเสื้อผ้าของใช้จำเป็นที่เหลือจากอ้อนเอาไปทิ้งใส่กระเป๋ามาให้ เด็กสาวรู้สึกรันทดใจยิ่งนัก หล่อนไม่มีที่ไป... ไม่มีใครคอยประคับประคองเหมือนเรือน้อยที่ลอยออกจากฝั่งท่ามกลางพายุฝน หันไปทางไหนก็มืด ชะเง้อแง้แลเหลียวก็พบแต่ความเวิ้งว้างเทาทึบไปรอบทิศ

“คุณหนูนามีอะไรก็โทรฯ หาป้าได้ทันทีนะคะ” ป้าอิ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือขณะยืนส่งเด็กสาวขึ้นรถแท็กซี่

“หนูขอบคุณป้าอิ่มมากนะคะ ที่ช่วยเหลือดูแลทุกอย่างเลย... หนูมีเรื่องไหว้วานป้าอิ่มอีกเรื่อง ถ้าไม่เป็นการรบกวนนัก ป้าอิ่มพอจะเป็นธุระให้หนูนาได้ไหมคะ” สัตตบงกชจับมือที่เหี่ยวโรยราแต่อบอุ่นอ่อนโยนของป้าอิ่มเอาไว้ กระชับแน่นมองหน้าแกด้วยแววตาเศร้าศัลย์

“ได้ค่ะ มีอะไรให้ป้าทำก็บอกมาเลย ป้าจะทำให้คุณหนูทุกอย่าง” เพราะรู้นิสัยใจคออยู่แล้วว่าเรื่องที่ไหว้วานนั้นต้องไม่เหลือบ่ากว่าแรง ลักษณะนิสัยของสัตตบงกชนั้นอ่อนน้อมและขี้เกรงใจเป็นที่สุด หล่อนคงมีความจำเป็นจริง ๆ นั่นแหละจึงเว้าวอนขอความช่วยเหลือก่อนจะจากไป

“เอาเงินที่พี่เดลให้หนูไปคืนเขาด้วยนะคะ หนูนาไม่ต้องการ”

“ไม่ได้นะคะ... แล้วคุณหนูนาจะทำยังไง อีกไม่กี่เดือนก็เปิดเทอมแล้ว เข้ามหาวิทยาลัยปีแรกต้องใช้เงินเยอะ” ป้าอิ่มตกใจรีบห้ามปรามปากสั่น ต่อให้เรื่องนี้สัตตบงกชจะมีส่วนผิดจริง ๆ หรือไม่ หล่อนก็ควรได้รับการช่วยเหลือ เพราะโดนกระทำมาหนักหนาปางตายขนาดนี้ หากต้องไปตัวเปล่าเล่าเปลือยแล้วจะใช้ชีวิตต่อไปยังไง

“หนูไม่อยากได้ค่ะ... ถ้าป้าอิ่มไม่เอาไปคืน หนูจะเอาไปทิ้ง” เด็กสาวกลับยื่นคำขาดด้วยความแน่วแน่ ป้าอิ่มเงยหน้าขึ้นมอง แลเห็นความเข้มแข็งที่แฝงเร้นอยู่ภายใต้ใบหน้าเศร้า หากหล่อนจะรับเงินไป... ก็คงเป็นการตอกย้ำให้ยิ่งไม่อาจลืมความเจ็บปวดทั้งหลายแหล่ที่เกิดขึ้นได้

“คุณเดลเธอไปทำงานที่เชียงใหม่... ไม่ได้อยู่บ้านหลายวันแล้วตั้งแต่คุณหนูนาเข้าโรงพยาบาล เธอเป็นห่วงนะคะ ไม่อยากให้อยู่บ้านนั้น เพราะนังอ้อนมันคอยหาเรื่องแกล้ง นี่ก็ให้เงินมาเพื่อที่ว่า เอ่อ...”

“เงินของเขา... หนูไม่รับ หนูจะกลับไปอยู่กับแม่ก่อนแล้วค่อยหางานทำ ส่วนเรื่องเรียนถ้าไม่ไหวจริง ๆ หนูคิดว่าคงหยุดไปก่อนสักปีค่ะป้า” หล่อนเม้มริมฝีปากแล้วก้มหน้าในขณะที่คุยกับป้าอิ่ม

เมื่อได้ยินว่าเด็กสาวจะกลับไปอยู่กับมารดาก็ยิ่งรู้สึกเป็นห่วง คนแก่ถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่รู้จะหาทางช่วยอย่างไรดี เพราะตนเองก็ยังอาศัยใบบุญของเจ้านายพอได้กินได้ใช้ไปวัน ๆ

“ขอให้คุณหนูนาแคล้วคลาดนะลูก อะไรที่มันไม่ดีก็ลืม ๆ ไปซะ... ต่อไปขอให้พบให้เจอแต่คนเมตตาช่วยเหลือ”

สัตตบงกชยกมือไหว้รับพรที่ผู้ใหญ่กล่าวด้วยน้ำเสียงเอื้ออาทร ป้าอิ่มอยู่เป็นเพื่อนในขณะที่หล่อนเรียกแท็กซี่และอยู่รอจนกระทั่งแท็กซี่คันที่จอดรับขับออกไป เด็กสาวเกาะกระจกหน้าต่างมองหญิงร่างท้วมที่ผูกพันกันดั่งญาติสนิทจนลับสิ้นสายตา ป้าอิ่มจึงเดินกลับไปยังรถคันที่โดยสารมาจากบ้านหลังใหญ่ โดยมีนายสมเป็นคนขับ

“สงสารคุณหนูนาเธอนะป้า เห็นกันอยู่ทุกวัน มาเกิดเรื่องแบบนี้เสียได้”

“อืม... คงเป็นกรรมเก่ากระมัง ช่างเถอะไอ้สม เรากลับบ้านกันดีกว่าเดี๋ยวนังอ้อนมันก็โทรฯ ไปฟ้องคุณนายอีก ดีไม่ดีพวกเรา ๆ จะถูกลูกหลงไปด้วยเรื่องเมื่อคืนนั้น” ป้าอิ่มส่ายหน้าแล้วก็เดินขึ้นรถ สมจึงรีบวิ่งไปประจำที่คนขับแล้วขับกลับบ้านของนายจ้างทันทีเช่นกัน

แยกย้ายกันไปแล้ว แต่เรื่องราวยังคงวนเวียนอยู่รอบตัวของทุกคน ไม่อาจลบมันให้เลือนไปจากความรู้สึกได้เลย...

“มึงจะกลับมาทำไมตัวเปล่าสภาพซังกะตายแบบนี้เนี่ย!” เสียงแหลมฟาดงวงฟาดงาพร้อมกิริยากระโชกโฮกฮากนั้นทำให้สัตตบงกชกำหูกระเป๋าในมือแน่น แล้วเงยมองหน้าผู้ให้กำเนิดที่แทบจะไม่มีเยื่อใยทางสายเลือดต่อกันเลย

“แล้วแม่จะให้หนูไปอยู่ไหนล่ะ... ตอนนี้หนูยังไม่มีที่ไป”

“เออ! ก็มึงโง่... ก่อนจะออกมาทำไมไม่ขอตังค์ผัวมึงล่ะ คิดค่าเสียหายที่มันเอามึง ทำให้มึงต้องถูกตราหน้าว่าเป็นเมียน้อยเขาน่ะ ไปนอนให้เขาเล่นฟรี ๆ ใจดีนักนะอีหนูนา อีลูกไม่รักดี” ภารณีตะโกนโหวกเหวกจนคนบ้านใกล้ได้ยินกันทั่ว แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของหญิงขี้เมานางนี้

“พี่เดล... ไม่อยู่ค่ะ หนูเพิ่งออกจากโรงพยาบาลก็เลยไม่เจอกัน” สัตตบงกชหาทางเลี่ยงเพื่อจะได้มีข้ออ้างไม่ต้องดึงใครเข้ามาเกี่ยวพัน

“เข้าโรงบาล... นี่เอ็งอาการหนักถึงกับต้องหาหมอเลยเหรอวะเนี่ย” สรรพนามเปลี่ยนไปในทันที ร่างผอมปรี่ตรงเข้ามาสำรวจลูกสาวอย่างเร็ว

“จ้ะ... หนูเป็นไข้หวัดใหญ่เลยต้องรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอาทิตย์หนึ่ง” เสียงนั้นกล่าวบอกเมื่อเห็นว่ามารดาให้ความสนใจกับอาการป่วยของหล่อน สีหน้าเศร้าชื้นขึ้นเล็กน้อยมีแอบลอบคลี่ยิ้มด้วยความอุ่นใจ

“ดี! จะได้เรียกเงินเยอะ ๆ เอาใบรับรองแพทย์มาหรือเปล่าล่ะ ขนาดต้องนอนโรงบาลเป็นอาทิตย์ หึ... เอ็งควรได้ค่าเสียตัว ให้มันสมน้ำสมเนื้อรู้ไหมหนูนา”

รอยยิ้มน้อย ๆ พลันเหือดแห้งกลืนไปกับสีหน้าเศร้าหมองเช่นเดิม

“จ้ะแม่” หล่อนไม่ได้คิดโป้ปดหรอก เพียงแต่ไม่รู้จะหาทางออกได้อย่างไรจริง ๆ หากทำให้มารดามีความหวังว่าอาจจะได้เงินก้อนโตเพราะสาเหตุนั้น หล่อนก็คงสามารถอาศัยอยู่กับท่านได้ระยะหนึ่ง กว่าจะหางานทำกว่าจะเก็บเงินไปเช่าห้องได้ เมื่อถึงตอนนั้นค่อยว่ากันอีกที

“ให้มันได้อย่างนี้สิลูกแม่ รอคุณเดลกลับมาก่อนแล้วแม่จะไปบอกเขาเองนะเรื่องเงิน มา ๆ ขึ้นมาข้างบนก่อน เจ็บป่วยอยู่แท้ ๆ ไปนอนพักให้สบายนะลูก แม่จะได้เล่นไพ่กับเพื่อน ๆ ต่อ” ท่าทีสีหน้าและน้ำเสียงของภารณีเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือในชั่วพริบตา

นางเดินไปลูบแขนลูกสาวแล้วเชื้อเชิญให้เข้ามาด้านในอย่างเอาอกเอาใจ พูดคุยโอบกอดราวกับผูกพันหวงแหนสัตตบงกชเอาหนักหนา ซึ่งแท้จริงแล้วต่างก็รู้อยู่แก่ใจตัวเองดีว่ามันคือการเสแสร้ง...

เด็กสาวเองก็ซึ้งอยู่ในจิต แต่หล่อนไม่มีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากนี้ หากไม่หาทางขอพักพิงอาศัยอยู่กับภารณีแล้วหล่อนคงไม่มีที่ซุกหัวนอน เพราะเงินเก็บก็มีติดตัวอยู่เพียงน้อยนิด ของมีค่าที่ลลินดาเคยหยิบยื่นให้ก็ถูกอ้อนริบเก็บเอาไปหมด ทั้งเนื้อตั้งตัวหล่อนมีเพียงเสื้อผ้าเก่า ๆ กับเศษเงินไม่ถึงสองพันบาทด้วยซ้ำไป

เมื่อพาลูกสาวเข้ามาในบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้วภารณีก็รีบปลีกตัวจากไป สัตตบงกชจึงจัดการเก็บกวาดข้าวของและทำความสะอาดบ้านที่ค่อนข้างสกปรกเลอะเทอะอยู่ไม่น้อย มารดาของหล่อนไม่สนใจสิ่งใดหรอก วัน ๆ หมกตัวอยู่แต่ในบ่อน พอหมดตัวนั่นแหละถึงจะไปเรียกหาที่บ้านหลังใหญ่อยู่บ่อยครั้งเพื่อขอเงินใช้

เรื่องนี้ทุกคนทราบกันดี... แต่เพราะความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูก อย่างไรเสียก็ไม่อาจตัดขาดจึงไม่มีใครยื่นมือเข้ามาวุ่นวาย แม้แต่ลลินดาเอง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป