บทที่ 2 บทที่ 1 : พี่สุดหล่อขอไอจีหน่อยครับ

“ไม่ได้เป็นหมานะครับ แต่เจ้าเป็นว่าที่แฟนพี่สุดหล่อต่างหากล่ะครับ”

หลังจากประโยคบอกเล่าสุดหวานเลี่ยนของเจ้าขา ทำเอาสถานการณ์รอบข้างในตอนนี้เงียบสงัดจนแม้แต่เจ๊กะทิคนสวยยังต้องยกมือขึ้นมากุมขมับกับความไปเรื่อยของเพื่อนรัก

‘เขาผิดเองที่ไปสอนเจ้าขาว่าหากชอบใครให้รุกหน้าเดินจีบได้เลย คนเราจะตายวันตายพรุ่งไม่มีคนรู้ ดังนั้นรักหรือชอบใครให้บอกไปตรง ๆ แต่กะเทยก็ไม่คิดว่ามันจะตรงขนาดนี้’

“เจ้า! พูดอะไรของเธอ พี่เขาเป็นใครเรายังไม่รู้จักเลยนะ”

“เป็นแฟนกันก่อนแล้วค่อยไปทำความรู้จักทีหลังก็ได้นี่ครับ”

“กะเทยปวดหัว”

กะทิเดินไปทรุดตัวนั่งลงบนม้าหินอ่อน พลางส่ายหน้าไปมากับพฤติกรรมของเพื่อนรัก เรียวคิ้วเข้มขมวดมุ่นราวกับปมเชือกที่ไม่สามารถคลายออกจากกันได้ สีหน้าบ่งบอกชัดเจนถึงอารมณ์ปลงตกจนแม้แต่เครื่องสำอางชั้นดียังไม่สามารถปกปิดได้มิด

แต่แม้ว่ากะเทยจะปวดหัวขนาดไหน มีหรือที่เจ้าขาจะหยุดเพียงเท่านี้ ร่างเล็ก ๆ เดินอุ้มแมวยื่นไปตรงหน้าพี่สุดหล่อทันที

“นี่ครับ เรามายื่นแมวยื่นไอจีกันนะครับ”

“.....”

“ถ้าพี่สุดหล่อไม่ให้ไอจี เจ้าพาน้องกลับแล้วนะครับ”

วาโยจ้องคนตรงหน้าเขม็ง กรามแกร่งกัดเข้าหากันจนกรอบหน้าขึ้นสันนูน ฝ่ามือหนาทั้งสองข้างกำลังกำหมัดเข้าหากันแน่น ตอนนี้ได้แต่สะกดกลั้นอารมณ์ขุ่นมัวที่เกิดจากการกระทำของเด็กถาดสีเอาไว้ พร้อมกับบอกให้ตัวเองใจร่ม ๆ เพราะไม่อยากได้ชื่อว่าต่อยปากเด็กเมื่อวานซืนจนแตกได้ แต่ดูเหมือนยิ่งพยายามใจเย็น จิตใจของเขากลับร้อนรุ่มเท่าทวีคูณ

“ไปแล้วนะครับ” เจ้าขาเย้าแหย่ต่อ พลางหันไปหาเพื่อนรัก “เจ๊กะทิครับ เรากลับคณะกันเถอะครับ เดี๋ยวเจ้าคงต้องขอพวกพี่ ๆ เขากลับก่อน จะได้พาเจ้าเอยกลับบ้านครับ”

“เอาแบบนั้นเหรอเจ้า”

“ครับผม ทำยังไงได้ล่ะครับ พี่สุดหล่อเขาไม่ยื่นไอจีแลกแมว” หางตาตวัดไปมองพี่สุดหล่อ แต่ในแววตากลับทะเล้นจนเจ๊กะทิที่เห็นอยู่ก่อนหน้าถึงขั้นอยากยกตีนในรองเท้าคู่งามขึ้นมาก่ายหน้าผากให้มันรู้แล้วรอด

“.....”

“เห้อ กลับไปอยู่บ้านเจ้ากันเถอะเจ้าเอย เดี๋ยวเจ้าจะเลี้ยงเจ้าเอยเองนะ”

“เมี้ยว เมี้ยว”

แม้แต่แมวที่ไม่รู้ภาษามนุษย์ยังคงเป็นใจกับเจ้าขา เสียงร้องราวกับตอบรับคำพูดของว่าที่เจ้านายคนใหม่ดังออกมาพร้อม ๆ กับหัวเล็ก ๆ ที่พยายามคลอเคลียไปกับเนื้อตัวของเจ้าขา

ช่างเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย จนวาโยที่ยืนมองอยู่จำใจต้องทำบางอย่างเพื่อตัดรำคาญ

“ส่งมือถือมึงมา”

“พี่สุดหล่อจะให้ไอจีกับเจ้าแล้วใช่ไหมครับ”

“อืม”

“นี่ครับ”

โทรศัพท์เครื่องหรูถูกยื่นไปตรงหน้าว่าที่แฟนในอนาคต โดยที่อีกมือยังคงอุ้มเจ้าเอยไปด้วย วาโยรับโทรศัพท์มาไว้ในมือ ก่อนจะกดเข้าหน้าแอปพลิเคชันอินสตาแกรม แล้วทำการกดชื่อบัญชีผู้ใช้ลงไป แต่เขาไม่ได้กดติดตามใด ๆ ทำเพียงเปิดหน้าไอจีก่อนจะยื่นโทรศัพท์กลับมาให้เด็กปากมาก

“ขอบคุณครับ เดี๋ยวเจ้ากดแอดไป พี่สุดหล่อรับด้วยนะครับ”

“.....”

เจ้าขาส่งยิ้มร่า เมื่อมองหน้าจอแล้วเห็นว่าพี่สุดหล่อกดชื่อไอจีให้จริง ๆ แม้ว่าจากการมองโปรไฟล์ผ่าน ๆ จะเห็นว่ารูปปกเป็นรูปการ์ตูนหัวสีแดง ๆ แต่ร่างเล็กก็ไม่ได้เอะใจอะไร กับยื่นแมวส้มในมือให้อีกฝ่ายไปเสียง่าย ๆ

“ถ้าเจ้าขอมาเจอเจ้าเอย พี่สุดหล่อต้องให้เจ้าเจอด้วยนะครับ ยังไงเราก็เจอน้องด้วยกัน”

“....”

“พี่สุดหล่อได้ยินเจ้าไหมครับ หรือพี่มีปัญหาทางหูครับ เจ้าจะได้พาทั้งคนทั้งแมวไปตรวจสุขภาพพร้อมกันที่โรงพยาบาลทีเดียวเลย”

“รำคาญวะ”

“โอ๊ะ ระวังนะครับ โบราณว่าเอาไว้ รำคาญสิ่งไหน มักได้สิ่งนั้น”

“.....”

วาโยตัดปัญหาไม่ต่อปากต่อคำกับเด็กถาดสี เขาอุ้มแมวส้มที่ยังคงพยายามดิ้นหนีไว้ในอ้อมอก ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปจากบริเวณนี้ โดยไม่หันหลังกลับมามองคู่กรณีที่ทำตัวน่ารำคาญในทุกวินาทีที่พบกัน

“ขอโทษว่ะเพื่อน”

ปากหยักพูดกับตัวเองเบา ๆ ให้ได้ยินแค่ตัวเองกับไอ้ส้ม พร้อมทั้งผิวปากฮัมเพลงโปรดที่ฟังอยู่ในช่วงนี้อย่างคนกำลังอารมณ์ดี เพราะเมื่อครู่เขาเพิ่งทิ้งระเบิดลูกใหญ่ให้กับเพื่อนรักไป

อีกด้าน

“เจ้านะเจ้า เจ๊สอนให้รุกจีบคนที่ชอบ ไม่คิดว่าจะก๋ากั่นไปรุกเขาหนักขนาดนั้น”

เจ๊กะทิเดินเข้ามาหาเจ้าขาพร้อมปรามด้วยโทนเสียงไม่จริงจังมากนัก เนื่องจาก เขาเป็นห่วงเพื่อนมากกว่า เพราะผู้ชายคนเมื่อกี้เป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ จู่ ๆ ไปทำความรู้จักแบบนั้น มันใช่เรื่องที่ไหนกัน

‘ลูกเต้าเหล่าใคร บ้านช่องมีกี่ชั้น ได้เงินมาเรียนเท่าไหร่ ที่บ้านทำธุรกิจอะไร แล้วจะเลี้ยงยัยเจ้าของเขาได้ไหม โอ้ย กะเทยเครียด’

“แต่พี่เขานิสัยหล่อ สูง ขาว ตรงสเป็คเจ้ามากเลยครับเจ๊กะทิ”

“ยังไม่เลิกพูดจาล้อเล่นอีกนะ ใครมาได้ยินเข้า เขาจะหาว่าเราไม่เป็นกุลสตรีศรีสยามได้”

“เจ๊ก็พูดเวอร์ไป ว่าแต่เมื่อกี้พี่เขาให้ไอจีเจ้ามา ขอเจ้าส่องไอจีพี่เขาหน่อยนะครับ” มือเล็กยกโทรศัพท์ขึ้นมาในระดับสายตา ก่อนจะเปิดเข้าไปยังหน้าไอจี เพื่อเช็คว่าพี่สุดหล่อชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร

“อ่า นิสัยหล่อตรงสเป็คแล้ว ชื่อยังเพราะพริ้งอีกด้วยครับเจ๊”

“ไหน เขาชื่ออะไร ขอเจ๊ดูด้วยคน” เจ๊กะทิแม้ปากจะค้านหัวชนฝา แต่นิสัยใส่ใจเรื่องชาวบ้านยังคงเอาชนะทุกอย่าง ใบหน้าอยากรู้อยากเห็นยื่นเข้ามาส่องหน้าจอโทรศัพท์ของเพื่อนด้วยความรวดเร็ว

“ชื่อมหาสมุทรอย่างนั้นเหรอ”

“ชื่อเพราะอย่างที่เจ้าบอกใช่ไหมล่ะครับ แฟนเจ้าชื่อมหาสมุทรสินะ”

ใบหน้านวลฉีกยิ้มกว้างเมื่อตอนนี้ตนเองรู้ชื่อของว่าที่แฟนในอนาคตแล้ว นิ้วเรียวกดไปยังปุ่มติดตาม แล้วเฝ้ารอหน้าจอให้อีกฝ่ายกดรับ เพราะไอจีของพี่มหาสมุทรตั้งค่าเป็นส่วนตัวเอาไว้ ทำให้เขาไม่สามารถเห็นภาพหล่อ ๆ ได้เลย แม้ว่าตัวเลขโพสต์ที่ปรากฏบนหน้าโปรไฟล์จะระบุเอาไว้ว่าอีกฝ่ายลงรูปไปหลายพันรูปแล้วก็ตาม

เขาจึงทำได้เพียงส่องภาพของตัวการ์ตูนผมสีแดงที่ยืนหันหลังอยู่เท่านั้น

“ไม่น่าเชื่อว่าดูเป็นคนเงียบ ๆ แบบนั้น จะลงรูปในไอจีตั้งสี่พันกว่ารูป นี่แหละน้า รู้หน้าไม่รู้นิสัย คิคิ”

เจ้าขาหัวเราะคิกคักอยู่กับตนเองเบา ๆ จนเจ๊กะทิต้องตีไปที่แขนเรียวเพื่อให้หลุดจากภวังค์

“เลิกเล่นแล้วเดินไปคณะเราได้แล้ว ป่านนี้พวกรุ่นพี่รอกินหัวเราแล้วมั้ง โชว์จะเริ่มแล้วด้วย”

เนื่องจากวันนี้พวกเขาทั้งคู่มีแสดงละครเวทีร่วมกับรุ่นพี่ปีอื่น ๆ ซึ่งจะทำการแสดงกันทุกเทอมจนจบการศึกษา ทำให้ต้องแต่งตัวจัดเต็มคัลเลอร์ฟลูอย่างที่เห็น แต่ด้วยระหว่างทางเดินไปยังคณะที่จะต้องผ่านตึกนิติศาสตร์ ยัยเจ้าดันตาดีมองเห็นแมวอ้วนขึ้นมาเสียก่อน ทำให้ต้องแวะจนเกิดเรื่องขึ้นมา

“เจ้าลืมเลยครับ อ่า เจ๊กะทิครับ จวนจะถึงเวลาแล้ว เรารีบไปกันเถอะ”

“มัวแต่มองผู้ชายเพลินนะสิ”

“โถ่ เจ๊สอนเจ้ามาตั้งแต่แบเบาะ เจ้าก็จำและนำมาใช้นี่ไงครับ”

“พอ ๆ เถียงกับเธอแล้วเจ๊ปวดหัว ให้มันโสดแค่เจ๊ก็พอเถอะโลกใบนี้”

“ฮ่า ๆ เจ๊ก็พูดไปนู่น”

คนทั้งคู่เดินตรงไปยังคณะนิเทศศาสตร์ ซึ่งตั้งอยู่ถัดจากตึกนิติศาสตร์ไปไม่ไกล เจ้าขาคิดเอาไว้ว่าขอไปทำงานคณะให้ลุล่วงเสียก่อน หลังจากนั้นเขาค่อยไปตามจีบพี่มหาสมุทรก็ได้ อาจจะต้องส่งข้อความไปทางไอจีให้อีกฝ่ายกดรับเพื่อน ส่วนตอนนี้คงต้องปล่อยให้อีกคนไปใช้ชีวิตเสียก่อน

เพราะช้า ๆ มักได้พร้าเล่มงามอย่างไรกันเล่า

ตกเย็น

ภายในบ้านพักหลังใหญ่สีดำขนาดสองชั้น รายล้อมไปด้วยสวนสีเขียวสร้างบรรยากาศให้พื้นที่รอบ ๆ บ้านนั้นร่มรื่นเหมาะสำหรับเป็นสถานที่พักผ่อน ขณะนี้เจ้าของบ้านในชุดนอนกำลังนั่งกอดรัดฟัดเหวี่ยงอยู่กับสมาชิกใหม่บนโซฟาปลายเตียงด้วยความมันเขี้ยว

“ชื่ออะไรดีวะส้ม”

วาโยโน้มตัวลงไปเพื่อหอมแก้มทั้งสองข้างของเจ้าเหมียว ที่ตอนนี้ยอมนั่งนิ่ง ๆ อยู่บนตักแกร่งแล้ว เพราะตั้งแต่แยกกับเจ้าขา วาโยก็รีบไปจัดการธุระของตัวเองที่คณะให้เรียบร้อย ก่อนจะพาไอ้ส้มกลับมาบ้าน พร้อมจัดแจงให้มันอยู่กับตนเองบนห้องนอน เพราะพื้นที่บ้านชั้นแรกนั้นเต็มไปด้วยงูที่เลี้ยงเอาไว้หลายร้อยตัว ครั้นให้อยู่ด้วยกัน ไม่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งคงได้ตายกันจริง ๆ

แม้ว่าจะแยกสัดส่วนในการอยู่อาศัย แต่ด้วยความที่ไอ้แมวหลุดคิวซีเอาแต่ขู่เขาฟ่อ ๆ สุดท้ายจึงต้องไปอาบน้ำให้เรียบร้อยเสียก่อน ซึ่งดูเหมือนว่าจะได้ผล เพราะหลังจากเขาอาบน้ำเสร็จ ไอ้ส้มก็เดินเข้ามาออดอ้อนไม่หยุด

“ชื่อส้มไหม เรียกง่ายดี”

“เมี้ยว”

“ใครมันจะให้แกชื่อเจ้าเอย พิลึกคน ให้กูเรียกแบบนั้น กระดากปากตายกันพอดี”

ประโยคยาวเหยียดดังเล็ดลอดออกมาจากเรียวปากหยัก สายตาคู่คมมองไปยังใบหน้าจิ้มลิ้มของแมวอ้วนด้วยความเอ็นดู พร้อมกับยกฝ่ามือทั้งสองข้างลูบไล้ไปตามลำตัวอวบอ้วนของมัน

“เดี๋ยวพรุ่งนี้ว่าง จะพาไปให้หมอตรวจสุขภาพนะ คืนนี้นอนในกรงไปก่อน เข้าใจไหม”

“เมี้ยว”

“เก่งมากส้ม”

ฝ่ามือข้างขวายกขึ้นลูบบริเวณหัวกลม ๆ ที่ปกคลุมไปด้วยขนสีส้มฟูฟ่อง เมื่อเห็นว่าท่าทีของไอ้ส้มหลุดคิวซีก็ไม่ได้แย่อะไร เห็นทีตัวนี้น่าจะผิดแผกไปจากเพื่อนสีเดียวกัน เพราะพอเขาอาบน้ำเสร็จ ร่างกายไม่ได้มีกลิ่นงู ไอ้สี่ขาร้องเมี้ยว ๆ นี่ก็คลอเคลียเนื้อตัวเขาไม่หยุด

แววตาที่เจือไปด้วยรอยยิ้มยังคงจับจ้องอยู่ที่การกระทำน่ารัก ๆ ของแมวส้มบนตัก แต่ยังไม่ทันที่จะได้พูดคุยทำความรู้จักกันต่อ เสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่โต๊ะข้าง ๆ โซฟาก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะจนได้

วาโย: (ยังไม่ตายเหรอมึง?)

มหาสมุทร: (ไอ้โย ปากมึงนี่นะ กูตายยังไม่ได้โว้ย เมียก็ยังไม่มี แถมมึงยังไม่ตาย จะให้กูชิงตายไปก่อนได้ไงกัน ลงนรกไปได้เหงากันพอดี)

วาโย: (.....)

มหาสมุทร: (เออ ๆ ไม่เล่นก็ได้ กูมีเรื่องจะถาม)

วาโย: (อืม)

มหาสมุทร: (พูดกับเพื่อนยาว ๆ ดอกมะลิไม่ร่วงออกจากปากมึงหรอกนะ เผื่อมึงยังไม่ทราบ)

วาโย: (อือ)

มหาสมุทร: (โว้ย ไม่พูดก็เรื่องของมึง แต่ช่วยตอบคำถามนี้กูด้วย)

วาโย: (อืม)

มหาสมุทร: (เด็กที่ชื่อเจ้าขานี่ใครวะ มึงรู้จักไหม แม่งทักไอจีกูมา พูดเพ้อเจ้อเรื่องแมวส้มอะไรก็ไม่รู้ กูไม่เคยรู้จักมาก่อนเลยนะเว้ย น้องมันทักมาว่ากูลืมมันได้ไง เพิ่งจากกันไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง พอกูถามว่าเจอที่ไหน บอกกูหลังคณะเราตรงต้นจามจุรีที่มึงชอบไปนอน ไหนมึงบอกกูสิเพื่อน ว่านี่มันเรื่องอะไรกัน)

วาโย: (ตามนั้น)

มหาสมุทร: (ตามไหนวะ กูไม่เข้าใจ วันนี้กูกับไอ้พี่ธีต์อยู่ข้างนอกตลอด จะเอาเวลาที่ไหนไปเจอเด็กนั่นวะ)

วาโย: (ตามนั้นแหละ แค่นี้นะ กูจะไปสวดมนต์ก่อนนอนตามที่มึงบอก)

มหาสมุทร: (หะ เห้ย ดะ เดี๋-)

ยังไม่ทันที่คนปลายสายจะได้ซักถามต่อ วาโยชิงกดตัดสายทิ้งก่อนจะเปิดโหมดห้ามรบกวนแล้วโยนโทรศัพท์ไปไว้บนเตียงกว้างด้วยความรำคาญ เด็กนั่นมันจะเอาอะไรกับเขานักหนาวะ ในเมื่อเขาเป็นคนเจอไอ้ส้มก่อนแท้ ๆ

“แม่ง”

เสียงสบถดังออกมาพร้อม ๆ กับอาการถอนหายใจเฮือกใหญ่ บ่งบอกได้ว่าเจ้าของเรือนผมสีเทานั้นกำลังรู้สึกเบื่อหน่ายมากมายขนาดไหน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ลืมที่จะพาไอ้ส้มเข้านอน ร่างสูงลุกขึ้นยืนโดยที่ยังอุ้มไอ้ส้มไว้ในอ้อมแขน

“เข้านอนได้แล้ว พรุ่งนี้พี่โยพาไปหาหมอกันนะ” สองมือหนาค่อย ๆ วางก้อนกลม ๆ สีส้มลงไปบนเบาะนอนที่ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบในกรงชั่วคราวที่เอามาล้อมพื้นที่มุมห้องนอนเอาไว้ แต่ด้วยสายตาที่ส่งกลับมาดูออดอ้อนเหมือนต้องการบอกให้รู้ว่ายังอยากเล่นกับเขาต่ออยู่นั้น มันทำให้วาโยชะงักตัวที่กำลังจะเดินกลับไปยังเตียงนอน “เป็นเด็กเป็นเล็ก นอนดึกมันไม่ดี ไว้โตก่อน พี่โยจะให้เล่นด้วยดึก ๆ โอเคไหม”

“เมี้ยว”

เจ้าเหมียวทำเพียงส่งเสียงร้องเบา ๆ ก่อนจะเดินหามุมเหมาะ ๆ แล้วล้มตัวลงนอนราวกับฟังภาษาของมนุษย์เข้าใจทุกถ้อยคำ ภาพน่ารัก ๆ ของไอ้ส้มกำลังทำให้วาโยกลายเป็นทาสแมวเต็มตัว ร่างสูงโน้มตัวลงไปยังกรง ก่อนจะใช้สองมือลูบไล้ไปที่หัวเล็ก ๆ ของไอ้ส้มด้วยท่าทีอ่อนโยน เสมือนตอนที่เขาเอาอเล็กซ์ งูบอลไพธอนออกมาเลื้อยเล่นอยู่บนสนามหญ้า

พฤติกรรมที่แม้แต่เพื่อนสนิทอย่างกันธีต์และมหาสมุทรแทบไม่เคยได้เห็นด้วยตา

“เก่งมาก เจอกันพรุ่งนี้เช้านะส้ม”

“เมี้ยว”

เป็นอันจบบทสนทนาระหว่างคนกับแมว เจ้าของห้องเดินกลับไปยังเตียงนอน ก่อนจะทิ้งร่างลงนอนด้วยความเพลียสะสม เพราะตลอดทั้งอาทิตย์นี้เขาลากยาวเรื่องงานไม่พอ เมื่อเช้ายังต้องแหกตาตื่นแต่เช้าเพื่อไปรับเอกสารเรียนจบทั้งของตัวเอง และของไอ้เพื่อนเวรทั้งสองอีกด้วย

แขนแกร่งกวาดไปบนเตียงนอน เพื่อหาโทรศัพท์มาตั้งนาฬิกาปลุก แต่เมื่อเปิดหน้าจอขึ้นมา เขาพบข้อความที่ถูกส่งมาจากมหาสมุทรนับร้อยข้อความ

“นี่ถ้ากูไม่เปิดโหมดห้ามรบกวน โทรศัพท์กูไม่ระเบิดไปแล้วหรือไงวะ”

ตาคมมองไปยังตัวการ์ตูนนับร้อยที่ถูกส่งผ่านมาทางไลน์ พร้อมกับข้อความให้เขาปิดโหมดห้ามรบกวน แล้วรับสายโทรศัพท์เดี๋ยวนี้

“เพื่อน ก็ต้องช่วยเพื่อนว่ะหมุด”

วาโยพูดขึ้นมากับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะโยนโทรศัพท์ไปทางเดิมเมื่อตั้งนาฬิกาปลุกเรียบร้อยแล้ว เขาคิดว่าเรื่องแค่นี้ไอ้หมุดคงจัดการได้ และพอเด็กนั่นรู้ว่าคนในไอจีไม่ใช่เขา ก็คงจะเลิกติดต่อไอ้หมุดไปเอง

“ขออย่าให้กูได้เจอเด็กนั่นอีกเลย เด็กบ้าอะไรวะ อย่างกับถาดสีเดินได้ เห็นแล้วตากูจะบอด”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป