บทที่ 4 บทที่ 3 : ไม่ทักรักไม่เกิด แต่ถ้ารู้อย่างนี้ไม่ทักดีกว่า

“เรื่องทั้งหมดก็เป็นแบบนี้แหละครับเจ๊ พูดแล้วเจ้าเจ็บใจชะมัดเลยครับ”

น้ำเสียงกึ่งโมโหดังออกมาจากเรียวปากอิ่ม ขณะที่เจ้าของร่างกำลังนั่งเท้าคางอยู่บนโต๊ะใต้ตึกคณะนิเทศศาสตร์ เจ้าขาถอนหายใจปิดท้ายออกมาเฮือกใหญ่ เมื่อเขาเพิ่งเล่าวีรกรรมของพี่มหาสมุทรให้กับเจ๊กะทิฟังจบไปหมาด ๆ

ใบหน้าผ่องแต่งแต้มด้วยเครื่องประทินผิวจนดูราวกับคนมีเลือดฝาดอยู่ตลอดเวลา เวลานี้สีหน้าช่างดูยุ่งเหยิง หัวคิ้วขมวดมุ่นเนื่องจากอารมณ์ที่กำลังตีกันอยู่ภายใน

“เขาทำท่ารังเกียจเราขนาดนั้น เธอจะไปยุ่งกับเขาทำไมเจ้า เจ๊ไม่เข้าใจ”

กะทิที่วันนี้อยู่ในชุดลำลองสบาย ๆ ถามขึ้นเสียงแข็ง สายตาภายใต้อายไลเนอร์คมกริบจับจ้องมายังดวงหน้าของเพื่อนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยความงุนงง

‘ในเมื่อคนเขาไม่รัก เราจะไปยุ่งด้วยให้เสียเวลาชีวิตทำไม’

“เจ๊เชื่อเรื่องรักแรกพบไหมครับ”

“รักแรกพบอะไร เคยได้ยินแต่ในละคร นี่เจ้า ฟังเจ๊นะ ตอนนี้ทุกอย่างที่เกิดกับเธอคือเรื่องจริง ดูมือตัวเองซิยะ แผลถลอกมาขนาดนั้น จะมารักแรกพบอะไรก่อน”

“เจ้าแค่ไม่ทันระวังตัวเองครับเจ๊ มันเป็นอุบัติเหตุ”

“จะอุบัติเหตุหรือตั้งใจ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะเกิด”

“แต่ว่า-”

“พอเลย เลิกพูดถึงผู้ชายคนนั้น เขาหล่อถูกใจเจ๊ก็จริง แต่นิสัยแย่ ให้ฟรีอีกะทิคนนี้ก็ไม่เอา”

“เจ๊ครับ อย่าพูดอย่างนั้นสิครับ”

แววตาออดอ้อนของเจ้าขาถูกส่งมายังเพื่อนรักราวกับต้องการขอโทษแทนรุ่นพี่ที่ทำเขาเจ็บตัว เขารู้ว่าเจ๊กะทิเป็นห่วง และไม่อยากเห็นเขาเจ็บตัว

แต่เรื่องที่เกิดขึ้นจะโทษพี่มหาสมุทรคนเดียวก็คงจะไม่ยุติธรรม เพราะถึงอย่างไร แผลที่ข้อมือทั้งสองข้างมันก็มาจากความสะเพร่าของตัวเอง

“อย่ามาห้ามเจ๊ไม่ให้พูดเลยเจ้า วันนี้ทั้งวันเราเรียนไม่รู้เรื่องเลยนะ เจ๊เห็นนะว่าเอาแต่นั่งเหม่อ แถมยังเอาเสื้อคลุมมาปิดแผลไม่ให้เจ๊เห็นอีก”

กะทิรับบทคุณแม่จำเป็น หล่อนหรืออยากจะเข้าไปยุ่งเรื่องความรักของใคร แต่กับเจ้าขา มันอดใจไม่ไหว เพราะเพื่อนคนนี้หัวอ่อนยิ่งนัก กลัวว่าจะตามเกมชาวบ้านเขาไม่ทัน แถมตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เข้าเรียนคาบแรก ยัยเจ้าก็เอาแต่นั่งเหม่อเหมือนมีใครตาย อีกทั้งยังเอามือซุกเสื้อกันหนาวทั้งที่อากาศร้อนอบอ้าวจนหน้ากะเทยหยือหมดละ

หากหล่อนไม่บีบเคล้นหาความจริง มีหรือยัยเพื่อนตัวดีจะรับสารภาพ แต่ดูเหมือนสิ่งที่เขาสอนจะไม่ได้เข้าไปยังหัวเล็ก ๆ ของอีกคนแม้แต่น้อย

“เจ๊อ่า อย่าว่าพี่เขาเลยนะครับ”

“จะหลงอะไรนักหนา อาหารหมาเข้าอีกะทิแล้ว”

“เจ๊กะทิค้าบบบ”

เมื่อเห็นว่าคราวนี้เพื่อนทำท่าจะโกรธตนจริง ๆ ไม้ตายสุดท้ายจึงถูกงัดออกมาใช้ เจ้าขาเรียกชื่อคนตรงข้ามเสียงหวาน พลางยื่นมือที่ถูกแปะด้วยปลาสเตอร์ลายมายเมโลดี้ไปยังแขนแกร่งของเพื่อน ก่อนจะตีหน้าเศร้าเรียกคะแนนสงสาร

“ไปเดินห้างหาอะไรอร่อย ๆ กินไหมครับเจ๊ เดี๋ยววันนี้เจ้าเลี้ยงชานมไข่มุกร้านประจำเลย”

“พูดอย่างนี้กะเทยก็แพ้ทางนะสิ”

“ฮ่า ๆ เจ้ารู้ใจเจ๊นี่ครับ”

และแล้วแผนการเอาของหวานเข้าหลอกล่อเจ๊กะทิก็สำเร็จ คนทั้งคู่ทำการเก็บข้าวของใส่กระเป๋า ก่อนจะลุกขึ้นยืน แล้วเดินตรงไปยังรถของเจ๊กะทิ โดยมีจุดหมายปลายทางคือห้างสรรพสินค้าที่อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนัก

ห้าง Z

“วันนี้เจ๊จะกินชานมดับเบิ้ลไข่มุก เพิ่มวิปครีมหวานร้อยห้าสิบไปเลย หลายวันมานี้รู้สึกน้ำตาลตก คงต้องเติมเข้าเส้นเลือดเยอะหน่อย”

เมื่อมาถึงห้างสรรพสินค้า สิ่งแรกที่กะทิทำก็คือการลากแขนเล็ก ๆ ของเพื่อนตัวน้อยตรงดิ่งมายังร้านชานมไข่มุกเจ้าประจำ โดยเมนูขึ้นชื่อของที่ร้านไม่เพียงแค่ชานมเท่านั้น แต่พวกสมูทตี้ก็อร่อยเหาะไม่แพ้กัน

แต่ด้วยวันนี้จำนวนคิวที่เยอะกว่าปกติ กะเทยคนสวยเริ่มใจคอไม่ดี เพราะต้องการนั่งกินในร้าน กะทิจึงเสนอให้เจ้าขาเข้าไปหาที่นั่ง ส่วนตนจะเป็นคนสั่งและรอรับเครื่องดื่มเอง

“เจ้าเข้าไปหาที่นั่งนะ วันนี้เอาเหมือนเดิมไหม”

เหมือนเดิมที่ว่าก็คือ โกโก้เย็นหวานศูนย์ ซึ่งนี่เป็นอีกเรื่องที่น้อยคนนักจะรู้เกี่ยวกับเครื่องดื่มที่เจ้าขาชอบ เห็นหน้าซื่อตาใสแบบนี้ ยัยเจ้าของเขานั้น ชอบดื่มอะไรเข้ม ๆ มาก

“เหมือนเดิมครับ งั้นเจ๊เอากระเป๋ามานี่ เดี๋ยวเจ้าเอาเข้าไปไว้ในร้านให้ จะได้ไม่ต้องแบกของหนัก ๆ ระหว่างรอ”

“อืม ได้ที่แล้วรีบนั่งเลยนะ อย่าไปโอ้เอ้ชวนชาวบ้านคุยล่ะ จำคราวก่อนได้ใช่ไหม”

“แหะ ๆ จำได้ค้าบ ไม่คุย ๆ ได้ที่ปุ๊บจะรีบนั่งแล้วทำตัวสงบเสงี่ยมเลยครับ”

“ให้มันจริงอย่างที่ปากว่านะเจ้า”

“ค้าบผม”

เจ้าขาพยักหน้าระรัว พลางยื่นมือออกไปรับกระเป๋าสะพายข้างใบใหญ่มาจากคนตรงหน้า ซึ่งเรื่องเมื่อคราวก่อนที่เจ๊กะทิเอ่ยถึง จะเป็นอะไรไปได้ หากไม่ใช่เรื่องเมื่อสัปดาห์ก่อน ที่เขาและเจ๊มาที่ร้านนี้ วันนั้นคนก็เยอะแบบนี้เป๊ะ เขาจึงมีหน้าที่เข้าไปหาที่นั่ง พอได้ที่แล้วดันเหลือบไปเห็นเด็กโต๊ะข้าง ๆ ที่หน้าตาน่ารักมาก เลยเผลอไปชวนเด็กเล่น จนสุดท้ายลุกไปขออุ้มน้อง สรุปตอนที่เขาเดินกลับมายังโต๊ะ กระเป๋าหาย แต่โชคยังดีที่วันนั้นเป็นเพียงกระเป๋าใส่เอกสารไม่สำคัญอะไร ส่วนของมีค่าต่าง ๆ เขาและเจ๊เอาไว้บนรถ จึงไม่มีใครได้รับความเสียหายมาก แค่เสียใจที่กลางห้างแท้ ๆ ยังมีขโมยได้

วันนี้เลยตั้งใจว่าจะไม่ว่อกแว่กและเดินตรงไปหาที่นั่งเท่านั้น “อ๊ะ ตรงนั้นว่างพอดีเลย” เสียงใส ๆ ร้องขึ้นทันควันเมื่อเห็นว่าด้านในสุดของร้าน ซึ่งจะเป็นมุมที่ส่วนตัวขึ้นมาหน่อย เพราะมีเสาต้นใหญ่บังอยู่ว่างพอดี

เท้าเรียวรีบเร่งจังหวะก้าวเดินเพื่อไปจับจองที่ตรงนั้น แต่ก่อนที่เขาจะเดินถึงโต๊ะที่หมายปองเอาไว้ หางตาเจ้ากรรมดันมองไปเห็นร่างสูงของใครบางคนเข้าเสียก่อน

“พี่มหาสมุทร!”

พอมองให้แน่ชัดแล้วเห็นว่าคนที่นั่งหันหน้าออกไปทางผนังหน้าต่างของร้านเป็นรักแรกพบของตนเอง เจ้าขาก็ไม่ปล่อยให้เวลาอันมีค่าสูญเปล่า ร่างเล็ก ๆ พุ่งตัวไปหาเป้าหมายที่ล็อกเอาไว้ทันที โดยลืมสิ้นแล้วกับสิ่งที่เจ๊กะทิกำชับเอาไว้ก่อนหน้า

“พี่มหาสมุทรครับ”

เจ้าขานั่งลงไปยังเก้าอี้ว่างข้าง ๆ เจ้าของชื่อ รอยยิ้มหวานถูกส่งไปพร้อม ๆ กับคำทักทาย แต่เหมือนสิ่งที่เขาพยายามจะส่งไปนั้น มันไม่ถึงคนรับ เพราะคนข้าง ๆ ตอนนี้ทำเพียงปรายตามองหน้าเขาเพียงเสี้ยววินาที จากนั้นก็หันไปสนใจบางสิ่งที่อยู่ในกระเป๋าด้านข้างต่อ

“.....”

แต่คนอย่างเจ้าขามีหรือจะยอมแพ้

“เจ้าเอยเป็นยังไงบ้างครับ น้องสบายดีไหม”

“.....”

“พี่มหาสมุทรมาร้านนี้บ่อยไหมครับ เจ้าไม่เคยเห็นพี่เลย”

“.....”

“เจ้ามาที่นี่บ่อยมากครับ เจ๊กะทิเค้าชอบกินชานมของที่ร้าน ว่าแต่พี่มหาสมุทรชอบเมนูไหนเหรอครับ”

ร่างเล็กพยายามเอนตัวไปมองเครื่องดื่มที่อีกคนสั่ง แต่ด้วยความที่โต๊ะเป็นบาร์ตัวยาว บวกกับตำแหน่งที่พี่มหาสมุทรนั่งอยู่นั้นติดกับเสา แถมอีกคนยังเอาของทุกอย่างรวมถึงเครื่องดื่มไปวางไว้มุมเสา ทำให้เขามองแทบไม่เห็นเลยอะไรเลย

แต่คนอย่างเจ้าขา ฉายาดื้อรั้นไม่ได้มาง่าย ๆ ร่างเล็กพยายามยืดคอให้ยาวขึ้นไปอีก จนแอบเห็นเครื่องดื่มในแก้วทรงสูง แววตาฉายชัดถึงความสงสัย เมื่อคนลุคเท่ ๆ ที่ควรจะดื่มอะไรเข้ม ๆ กับสั่งสตอเบอรี่สมูทตี้

“สตอเบอรี่สมูทตี้เหรอครับ”

“.....”

“พี่ชอบดื่มเมนูนั้นเหรอครับ”

บทสนทนายังคงลื่นไหลได้ แม้ว่าอีกฝ่ายจะนั่งปิดปากเงียบ แต่เจ้าขาก็ไม่คิดจะยอมแพ้

เพราะถ้าการพูดมากเป็นกีฬา เจ้าขานี่แหละแชมป์โลกเหรียญทอง

“รอบหน้าเจ้าคงต้องลองดื่มบ้างแล้ว ปกติเจ้าสั่งแต่โกโก้หวานศูนย์เลยครับ มันเข้มข้นดี ดื่มแล้วสดชื่นตาตื่นมาก”

“รำคาญวะ”

ประโยคสั้น ๆ ทว่าได้ใจความของวาโยดังออกมา เมื่อเขาเริ่มสุดจะทนกับความปากมากของเด็กถาดสีคนนี้ เวรกรรมอะไรของกู ขนาดหลบมานั่งหาอะไรดื่มเย็น ๆ ยังมาเจอสัมภเวสีตามมาขอส่วนบุญอยู่ได้

“เอ้า ก็พูดได้นี่ครับ ทำไมไม่พูดออกมาเยอะ ๆ ล่ะครับ ปล่อยให้เจ้าพูดอยู่คนเดียว จะรู้สึกรำคาญก็ไม่แปลกหรอกครับ”

เจ้าขายังคงตื๊อต่อ แม้ว่าสีหน้าของรุ่นพี่จะไม่สบอารมณ์ แถมประโยคต่อมาก็ทำเอาเขารู้สึกเสียวสันหลังวาบ

“กูเพื่อนเล่นมึงเหรอ”

“ไม่ใช่เพื่อนหรอกครับ เจ้าไม่ได้อยากเป็นเพื่อนกับพี่สักหน่อย”

“รู้ก็ดี ไสหัวไปให้พ้นหน้ากูดิ”

“เพราะเจ้าอยากเป็นแฟนพี่มากกว่าครับ เราสองคนจะเป็นเพื่อนกันไม่ได้”

“ใครจะชอบคนแบบมึง พูดมากน่ารำคาญ”

“วันนี้อาจจะยังไม่ชอบ แต่อนาคตอาจจะชอบก็ได้นะครับ”

“.....”

“เป็นแฟนกับเจ้า รับรองได้เลยว่าชีวิตของพี่มหาสมุทรจะมีสีสันขึ้นมาเยอะมากครับ แถมไม่ต้องกลัวเรื่องนอกใจด้วย เพราะเจ้าจะรักพี่คนเดียว”

“ประสาท”

วาโยทนฟังไม่ได้อีกต่อ ในเมื่อไล่ให้อีกคนไปไม่ได้ เขาจึงจะเป็นฝ่ายที่ไปเอง ร่างสูงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลางเก็บสิ่งมีชีวิตบางอย่างใส่ไว้ในกระเป๋าสะพาย ก่อนจะถือมันขึ้นมา โดยไม่สนใจเครื่องดื่มที่เพิ่งดูดไปไม่กี่อึก

“พี่จะไปไหนครับ”

เจ้าขารั้งมือรุ่นพี่ข้างที่ถือกระเป๋าสะพายเอาไว้ทันที เพราะเขายังคุยกับอีกคนไม่รู้เรื่อง แต่ก็ได้รับคำตอบดุ ๆ กลับมาแทน

“อย่ามายุ่งกับกู”

“ทำไมจะยุ่งไม่ได้ล่ะครับ เรารู้จักกันแล้วนะครับ”

“ใครรู้จักกับมึง”

“เจ้าไงครับ เจ้ารู้จักกับพี่มหาสมุทรแล้ว แม้ว่าจะรู้จักข้างเดียวก็ตาม แต่เจ้าถือว่าเรารู้จักกันแล้วนะครับ”

“แค่ชื่อกู มึงยังเรียกไม่ถูกเลย กูไม่นับคนแปลก ๆ อย่างมึงมาเป็นคนรู้จักหรอกนะ”

วาโยสะบัดแขนหวังให้หลุดจากการเกาะกุม แต่ดูจะไม่เป็นผล เพราะเด็กจุ้นจ้านตรงหน้ากลับเอามืออีกข้างมาจับแขนเขาแน่นขึ้น

“ปล่อย”

“ไม่ปล่อยครับ เราจะคุยกันดี ๆ ไม่ได้เลยเหรอครับ”

“กูไม่มีอะไรจะพูดกับเด็กจุ้นจ้านแบบมึง”

“แต่เจ้ามีนี่ครับ ที่พี่บอกว่าเจ้าเรียกชื่อพี่ไม่ถูก หมายความว่ายังเหรอครับ”

“ปล่อย”

วาโยสะบัดข้อมือของตนเองอีกครั้งโดยไม่สนใจคำถามเรื่องชื่อ แต่เจ้าขาก็ยังไม่ยอมปล่อยอยู่ดี จนในที่สุดคนตัวโตก็ออกแรงเพื่อสลัดอีกคนให้พ้นทาง แต่แทนที่เจ้าขาจะเป็นฝ่ายหลุดไปจากแขนของตน กลับกลายเป็นว่ากระเป๋าสะพายที่ถืออยู่หลุดออกจากมือแทน

“อ๊ะ” เจ้าขาร้องเสียงหลง

“มึง!”

วาโยตวาดเสียงเข้ม เมื่อเห็นกระเป๋าสะพายของตัวเองปลิวว่อนไปตกอยู่ข้าง ๆ ตัวเด็กจุ้นจ้าน ลำพังหากมันเป็นแค่กระเป๋าใส่ของธรรมดา ๆ เขาคงไม่โกรธอะไร แต่สิ่งที่อยู่ในนั้น มันเปรียบเหมือนแก้วตาดวงใจของเขาต่างหาก ที่กำลังทำให้เขาเดือดดาลขึ้นมา

“ไม่เป็นไรครับเดี๋ยวเจ้าเก็บให้”

เจ้าขาอาสาด้วยเสียงละล่ำละลัก ก่อนจะยอมปล่อยมือจากรุ่นพี่ แล้วก้มลงไปหยิบกระเป๋าสะพายขึ้นมาจากพื้น แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ทำอย่างที่ตั้งใจ สิ่งมีชีวิตบางอย่างที่กำลังเลื้อยออกมาจากกระเป๋า กลับทำให้เขาขนลุกพองจนต้องกระโดดตัวไปหลบอยู่ด้านหลังของพี่มหาสมุทรทันควัน

“งะ งู”

เสียงสั่น ๆ ดังออกมา พร้อม ๆ กับร่างกายอันแข็งทื่อ วาโยแทบไม่ได้มองเด็กจุ้นจ้านแม้แต่น้อย ร่างสูงเดินตรงดิ่งเข้าไปหาลูกรัก ฝ่ามือหนาค่อย ๆ หยิบงูบอลไพธอนขึ้นมาไว้แนบอก

“พะ พี่พกงูมาด้วยเหรอครับ”

เจ้าขามองด้วยความหวาดกลัว เพราะหากให้เล่าถึงสิ่งที่กลัวมากที่สุดในชีวิต เห็นทีจะเป็นงูนี่แหละ และแม้ว่าร้านนี้จะอนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้ามาได้ แต่คนส่วนใหญ่ที่เขาเห็นมักจะพาสุนัขไม่ก็แมวมามากกว่า เรียกได้ว่าไม่เคยมีใครพางูมานั่งคาเฟ่เลย

“มึงทำลูกกูเจ็บ ยังไม่คิดจะขอโทษอีกนะ”

น้ำเสียงและแววตาของวาโยในขณะนี้ บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเจ้าตัวกำลังอยู่ในโหมดอารมณ์ใด นัยน์ตาคมฉายแววกราดเกรี้ยวขึ้นมาจนแม้แต่คนมองที่คิดว่าจะใจดีสู้เสือยังกลัวจนตัวหด ทำได้เพียงก้มหน้ามองเท้าของตนเอง แล้วเอ่ยปากขอโทษด้วยความสั่น ๆ

“จะ เจ้า ขะ ขอโทษครับ”

“พูดว่าขอโทษดาเมียน”

“ดาเมียน?”

เจ้าขาเงยหน้าขึ้นสบตาคนตรงหน้า เมื่อชื่อของใครสักคนหลุดเข้ามาให้ได้ยิน เห็น ๆ กันอยู่ว่ายืนคุยกันอยู่สองคน แล้วดาเมียนคือใคร

ร่างเล็กสงสัยได้ไม่นาน คำตอบก็มาพร้อม ๆ กับงูสีขาวนวลที่ถูกยื่นมาตรงหน้าของตน จนต้องก้าวถอยหลังหลบไปหลายก้าว

“ยะ อย่าบอกนะครับ ว่า ดะ ดาเมียน คะ คือน้อง”

แววตาสั่นระริกมองไปยังงูอย่างกับต้องการทวนคำถามของตน

“ใช่ ขอโทษดาเมียนซะ แล้วก็ลูบหัวเพื่อให้มันยกโทษให้มึงด้วย”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป