บทที่ 5 บทที่ 4 : ถ้าไม่อยากฟันหัก อย่าทักวาโย
“ขะ ขอโทษอย่างเดียวได้ไหมครับ จะ เจ้ากลัวนะ น้อง”
แม้ว่าความกลัวมากมายจะถาโถมเข้าสู่ใจ จนมือไม้สั่นอย่างกับเจ้าเข้า แต่เจ้าขาก็ยังคงอยากรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองทำลงไป ทว่าจะให้เขาลูบหัวน้องดาเมียน ใจของเขามันไม่ไหวจริง ๆ
ใบหน้าที่เคยผ่องใสบัดนี้ซีดเซียวไม่ต่างจากไก่ต้มค้างคืน แววตาสั่นระริกมองไปยังใบหน้าของรุ่นพี่ที่ตนชอบ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่เห็นความปราณีอยู่ในแววตาคู่คมแม้แต่น้อย
ยิ่งเห็นอีกคนยื่นนิ่ง กลายเป็นตัวเขาเองที่เริ่มอยู่ไม่เป็นสุข
“.....”
“จริง ๆ นะครับ เจ้ากลัวงูจริง ๆ”
เจ้าขาว่าออกมาเสียงอ่อย ๆ ศีรษะเล็ก ๆ ค่อย ๆ ก้มลงไปจนคางแทบจะวางอยู่บนคอด้วยท่าทางสำนึกผิดจริง ๆ
ส่วนวาโยเมื่อเห็นอาการกลัวดาเมียนของอีกฝ่ายจึงไม่คิดจะเซ้าซี้ต่อ เพราะเขารู้ดีว่าคนเรามีความกลัวที่ไม่เหมือนกัน และการที่ไอ้เด็กจุ้นจ้านนี่บอกกับเขาตรง ๆ ว่ากลัวดาเมียน และยอมที่จะพูดขอโทษ เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอต่อการสั่งสอนคนจุ้นจ้านแล้ว
“อืม ความผิดครั้งแรก แค่พูดขอโทษก็พอ”
“จะ จริงเหรอครับ”
“ถ้ายังถามมากความ กูจะให้ดาเมียนขี่คอมึง”
“ครับ ไม่ถามแล้วครับ ขอโทษน้าดาเมียน พี่เจ้าขาอยากปลอบขวัญน้องนะครับ แต่ว่าพี่เจ้าขายังก้าวข้ามความกลัวของตัวเองไม่ได้ ดาเมียนไม่ผิดเลยน้า ยกโทษให้พี่เจ้าขาด้วยนะครับ”
“.....”
ดาเมียนที่ตอนแรกขดตัวอยู่ในแขนของวาโย ขณะนี้เจ้างูสีขาวนวลกำลังชูคอขึ้นมามองคนแปลกหน้าราวกับต้องการสำรวจว่ามนุษย์นี่คือใคร
“ดีกันแล้วนะดาเมียน” เจ้าขายื่นฝ่ามือออกไปวางลอยเหนือกะโหลกเล็ก ๆ ของเจ้าดาเมียน โดยไม่ได้สัมผัสลงไปตรง ๆ พร้อมทั้งทำท่าทางเหมือนกำลังลูบหัวเพื่อไถ่โทษ
“ซี่ ๆ” ดาเมียนส่งเสียงออกมาเบา ๆ
“ดาเมียนบอกว่าหายโกรธเจ้าแล้วครับ”
คราวนี้เจ้าขาเงยหน้าขึ้นไปบอกเจ้าของงูด้วยรอยยิ้ม จนคนมองอย่างวาโยยังนึกแปลกใจที่เด็กคนนี้กลับมาสดใสได้ในเวลาอันรวดเร็ว อย่างกับมีใครบางคนมากดปุ่มสลับอารมณ์อยู่ข้างใน
“อืม หวังว่าคราวหน้าจะไม่มายุ่งกับกูอีกนะ”
“อะไรนะครับ”
“กูบอกว่าคราวหน้าอย่ามายุ่งกับกู กูยังไม่อยากทำคนกรามหัก”
“จู่ ๆ เจ้าก็ฟังไม่เข้าใจเลยครับ พี่ว่ายังไงนะครับ”
“อย่ามากวนตีนกู”
“อ้อ คราวหน้าถ้าเจอกันให้รีบเข้ามาทักใช่ไหมครับ ได้สิครับ”
รอยยิ้มกว้างถูกส่งมาพร้อมกับประโยคแบบหูทวนลมของเจ้าขา ทำเอาวาโยถึงกับกลอกตามองบนด้วยความเบื่อหน่าย เกิดมาเขาไม่เคยพบเจอคนที่น่ารำคาญได้มากขนาดนี้
“รำคาญ!”
เสียงเข้ม ๆ ดังขึ้น ก่อนที่เจ้าของร่างสูงจะอุ้มดาเมียนเดินออกจากร้านไป โดยไม่หันมาสนใจเสียงพูดที่ดังไล่หลังมา
“เจอกันคราวหน้า เจ้าจะรีบเข้าไปทักเลยนะครับพี่มหาสมุทร บ๊ายบายค้าบบ”
ร่างเล็ก ๆ ยกมือทั้งสองข้างขึ้นโบกไปมา แถมยังส่งยิ้มและมองตามแผ่นหลังกว้างจนอีกคนเดินหายลับออกไปจากร้าน เป็นจังหวะเดียวกับที่เจ๊กะทิเดินเข้ามาถึงตัวพอดี
“เกิดอะไรขึ้นยัยเจ้า เธอไปยกมือลาใครล่ะนั่น”
“พี่มหาสมุทรครับเจ๊ พี่เขามานั่งดื่มสมูทตี้”
เรียวนิ้วเล็กชี้ไปยังแก้วสมูทตี้ที่วางอยู่ไม่ไกล
“เหรอ เจ๊ก็ว่าใคร หน้าคุ้น ๆ เดินสวนออกไปตะกี้”
“ว่าที่แฟนเจ้าเองครับ”
“เลอะเทอะไปกันใหญ่ ๆ ไป ๆ นั่งได้แล้ว ส่งเสียงดังรบกวนชาวบ้านเค้า”
“แฮร่ ๆ คนมันลืมตัวครับเจ๊ พอเห็นหน้าพี่เขาแล้ว เจ้าก็เหมือนไม่เห็นใครอีกเลย เหมือนในร้านมีแค่เจ้ากับพี่มหาสมุทร”
“พูดขนาดนั้น ไม่เดินไปหยิบน้ำสมูทตี้เขามาดื่มแทนโกโก้เลยล่ะยัยเจ้า”
กะทิว่าออกมาอย่างปลงตก ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ แล้ววางแก้วโกโก้ไปบนโต๊ะหน้ายัยตัวแสบ
“ถึงแม้เจ้าจะอยากทำแบบนั้น แต่ทำไม่ได้หรอกครับเจ๊ มันจะเหมือนว่าเราไปคุกคามพี่เขาเกินไป เจ้าต้องให้พื้นที่ส่วนตัวกับพี่มหาสมุทรด้วยครับ”
“ทีอย่างนี้ล่ะคิดได้ ฉลาดนักนะ”
“ฉลาดเหมือนเจ๊ไงครับ”
“ฮ่า ๆ พูดอีกก็ถูกอีกของเธอ พอ ๆ เลิกสนใจผู้ชาย มาชนแก้วกันหน่อย”
พี่กะเทยคนสวยชวนเปลี่ยนเรื่องพร้อมกับยื่นแก้วเครื่องดื่มของตนไปยังเพื่อน ก่อนที่เจ้าขาจะยกแก้วโกโก้ขึ้นมาชนเบา ๆ แต่ถึงอย่างนั้น หางตายังคงเหลือบไปมองแก้วสมูทตี้ของพี่มหาสมุทร พร้อม ๆ กับความคิดในหัวที่ผุดขึ้นมาว่าเย็นนี้กลับถึงบ้านเขาจะต้องทักไอจีไปบอกราตรีสวัสดิ์อีกคนสักหน่อย
‘เจอกันคราวหน้าเจ้าจะทักพี่เสียงดัง ๆ นะครับ’
22:12 น.
บาร์ลับปูน
บาร์ลับ หรือบาร์พี่ปูน สถานที่ที่กาน แฟนของธีต์ทำงานอยู่ ปัจจุบันนี้กลายมาเป็นสถานที่นัดรวมตัวของแก๊งหัวสีไปเป็นที่เรียบร้อย บาร์ลับสองชั้นที่ด้านล่างมีดนตรีสดมาเล่นท่ามกลางหมู่มวลของผีเสื้อราตรี แต่ภายในห้องวีไอพีบนชั้นสองกลับเงียบสงบเหมาะกับการพูดคุยยิ่งนัก
“ตั้งแต่พี่มึงมีแฟนเป็นตัวเป็นตน พวกกูสองคนก็ไม่มีโอกาสได้ไปเหยียบร้านอื่นเลยนะ”
มหาสมุทรว่าขึ้นขณะกระดกเครื่องดื่มเข้าปาก แววตาเจ้าเล่ห์ภายใต้เรือนผมสีแดงหยักศกมองไปยังพี่ใหญ่ของกลุ่ม ที่ตอนนี้กำลังนั่งเอาตัวแนบไปกับผนังกระจก โดยไม่ได้สนใจเสียงพูดของเพื่อน
“ไอ้พี่ธีต์ เมื่อไหร่มึงจะเลิกทำตัวเป็นตุ๊กแก ตั้งแต่ตามจีบเขายันได้เขามาเป็นแฟน มึงจะไปนั่งมองน้องมันอะไรขนาดนั้น มึงดูดิโย คนบ้าอะไรตามติดเขาเป็นไก่เลย”
ท้ายประโยคมหาสมุทรหันไปบอกเพื่อนรักอีกคนที่ตอนนี้เอาแต่นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดไม่พูดไม่จาเหมือนไอ้พี่ธีต์ ต่างกันตรงที่ไอ้โยมันนั่งนิ่ง ๆ อยู่บนโซฟา
“.....”
“พอกันเลย พวกมึงสองตัวพอกันเลย ไอ้พี่ธีต์ ไม่มีใครในร้านกล้าจีบน้องกานของมึงหรอก พี่ขุนพลเขาก็เคลียร์ใจแล้วมึงจะไปจ้องน้องมันจนท้องเลยหรือไง” คนหล่อหันมาเหวใส่ไอ้หัวสีส้ม ก่อนจะเบนสายตาไปบ่นไอ้หัวสีเทาต่อ “ส่วนมึงไอ้โย เป็นคนส่งข้อความมาชวนพวกกูแดกเหล้า แต่เสือกไม่พูดไม่จา มึงจะชวนกูมาหาพระแสงอะไร”
“.....”
“ถ้ามึงไม่พูด กูจะกินเหล้าให้มึงเจ๊งเลยนะวันนี้”
เนื่องจากวันนี้วาโยเป็นคนพิมพ์ชวนเพื่อนในกรุ๊ปไลน์ อีกทั้งยังอาสาเป็นเจ้ามือเลี้ยงเหล้า แต่เมื่อมาถึงหน้างานไอ้คนชวนดันไม่พูดอะไรสักคำ คนพูดมากอย่างมหาสมุทรจึงอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมายืดยาว
“มึงฟังกูอยู่ไหมโย”
ใบหน้าหล่อร้ายถามย้ำอีกครั้งด้วยโทนเสียงขึ้นจมูก แต่ประโยคคำถามที่ดังสวนกลับมาจากไอ้หน้าหล่อที่น้อยกว่าเขา ทำให้เขางุนงงทันที
“ถ้าเราเป็นต้นเหตุให้ใครบางคนเจ็บตัว เป็นมึงจะทำยังไงหมุด”
“ใคร มึงไปตบกบาล หรือเหยียบตีนใครเขามาอีกล่ะ กูนึกว่ามึงเลิกบ้าดีเดือดแล้วซะอีก เลิกซะนะ ไอ้ตีรันฟันแทงเป็นไอ้แดงไอ้เขียวเนี่ย”
“กูถาม มึงก็แค่ตอบ จะบ่นหาหอกอะไรหมุด”
“เออ ๆ ไม่บ่นก็ได้ เห็นว่ามึงยอมพูดกับกูหรอกนะ ว่าแต่ถ้าคนอย่างกูไปทำใครเขาเจ็บ ก็คงพาไปหาหมอละมั้ง” ฝ่ามือหนายกขึ้นมาลูบไปตามใต้คางเหมือนกำลังใช้ความคิด
‘เราทำคนเจ็บตัว ก็ต้องพาไปโรงพยาบาลไหมวะ ถามโง่ ๆ’
“แต่ถ้าเขาไม่ได้เป็นอะไรมากล่ะ”
“ไม่เป็นไรมาก?”
“อืม”
“กูก็คงซื้อของไปเซ่นไหว้แทนคำขอโทษ ไหนมึงไปทำใครเจ็บตัวมา เล่ามาซะดี ๆ ให้โยเพื่อนรักกก” มหาสมุทรลากเสียงยาวในตอนท้าย พลางพาร่างกายอันกำยำลุกขึ้นมานั่งลงไปข้าง ๆ วาโย สีหน้าทะเล้นมองไปที่ใบหน้าเพื่อนนิ่ง “บอกกูมา ผู้โชคร้ายคนนั้นเป็นใคร”
“เปล่า”
“เปล่าแล้วมึงจะมาถามกูเพื่อ” คนหล่อถามด้วยความสงสัย ก่อนจะหันไปกระชากคอเสื้อไอ้พี่ธีต์ให้ออกห่างจากผนังกระจก “ไอ้พี่ธีต์ มึงช่วยละสายตาจากน้องกานแฟนมึง แล้วมาช่วยกูเค้นเอาคำตอบจากไอ้โยที”
“ไรของมึงหมุด กูดูแฟนทำงานอยู่ เผื่อมีคนมาวอแวจะได้ลงไปเสนอหน้าเป็นแฟนทัน”
“พักก่อนเพื่อน ในบาร์นี้ไม่มีใครเขากล้าเข้ามาจีบน้องกานของมึงหรอก มึงมาช่วยกูดูไอ้โยนี่ จู่ ๆ มาถามอะไรแปลก ๆ”
“แปลก ๆ มีอะไรแปลกกว่ามึงอีกเหรอหมุด”
“มึงก็แปลกไม่ต่างจากกูไอ้พี่ธีต์ เลิกเล่นลิ้นแล้วช่วยกูหาคำตอบก่อน”
“เล่นลิ้นอะไรของมึง กูพูดปกติ ยังไม่ได้ดึงลิ้นออกมาเล่นเลยนะ”
สีหน้าจริงจังของกันธีต์บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเจ้าตัวไม่ได้เข้าใจในสิ่งที่มหาสมุทรต้องการจะสื่อเลยแม้แต่น้อย
“กูเห็นว่ามีน้องกานมาช่วยสอนภาษาไทย พี่มึงยังไม่ได้เรื่องขึ้นมาเลยนะ”
“ไรวะ ก็แฟนกูไม่เคยบอกให้เล่นลิ้นตัวเอง มึงจะบ้าเรอะ”
“พอ ๆ มึงกลับไปนั่งจ้องแฟนมึงต่อเลย ถือซะว่ากูไม่ได้พูดอะไร”
สองมือหนายกขึ้นเพื่อเป็นการยอมแพ้ แม้ว่าเขาจะชินชาเรื่องไอ้พี่ธีต์ไม่เก่งภาษาไทย แต่ช่วงหลังมานี้ หลังจากที่มีกานเข้ามา ดูเหมือนว่าไอ้หัวส้มตรงหน้าเขาจะพอรู้เรื่องและเข้าใจภาษาไทยมากขึ้น แต่ทั้งหมดที่คิดไว้ เห็นทีจะไม่ใช่สักอย่าง
“เออ ๆ แล้วอย่าชวนกูคุยล่ะ กูจะดูกานทำงาน”
“รีบไปเถอะ เมื่อกี้ตอนมึงหันมา กูเห็นมีผู้ชายเดินเข้ามาหาน้องกานด้วย”
“เหรอ ไหนวะ ใครมันมายุ่งกับแฟนกู ตาย ๆ กูลงไปข้างล่างก่อน”
กันธีต์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพร้อมกับพุ่งตัวออกไปทางประตูด้วยความรวดเร็ว จนแทบจะเหยียบหัวเพื่อนรักทั้งสองคน
“เป็นเรื่องกานทีไร ไวเหลือเกินเพื่อนกู” เจ้าของเรือนผมสีแดงมองตามหลังเพื่อนรัก ก่อนจะหันขวับกลับมาหาไอ้ผมสีเทาต่อ “ส่วนมึง ยังไม่บอกกูเลยนะ ว่ามึงไปทำใครเขาเจ็บตัวมา”
“กูกลับละ ค่าเหล้าบอกพี่ปูนส่งบิลมาที่กูเลยนะ”
วาโยโพล่งขึ้น พร้อมกับลุกขึ้นยืนเพื่อเตรียมตัวกลับ ทั้งที่เขาและเพื่อนเพิ่งจะนั่งดื่มกันไปไม่ถึงชั่วโมงด้วยซ้ำ ทำเอามหาสมุทรงงไปกันใหญ่
“อ้าว เห้ย ได้ไงวะ มึงชวนพวกกูมา แต่มาเทแบบนี้เลย”
“อืม กูไปล่ะ”
ว่าจบร่างสูงในชุดดำแบรนด์ประจำก็เดินออกจากห้องวีไอพีไป เหลือเอาไว้เพียงแค่ชายหนุ่มผมสีแดงดั่งเปลวเพลิง ที่ตอนนี้นั่งคอตกด้วยความเบื่อหน่ายกับนิสัยแปลก ๆ ของเพื่อนทั้งสอง
คนหนึ่งติดแฟนเกิน หายใจเข้าเป็นกาน หายใจออกเป็นกาน
ส่วนอีกคนก็ผีเข้าผีออก ใช้ชีวิตเหมือนกลัวคนเข้าใจตัวเอง
“ให้มันปวดประสาทแค่กับกูนี่แหละ”
เสียงบ่นดังขึ้นให้ได้ยินคนเดียว พร้อมกับเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ฝ่ามือหนาคว้าเอาเครื่องดื่มสุดโปรดขึ้นมาถือ ก่อนจะสาดมันลงคอไม่ต่างอะไรกับดื่มน้ำเปล่า สายตาขี้เล่นถูกแทนที่ด้วยความเบื่อ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากนั่งดื่มของฟรีต่อ และถอนหายใจออกมาเป็นระยะ ๆ
แต่เหมือนคนหล่อจะคิดอะไรออก
“ถอนหายใจทิ้งไม่ได้ เดี๋ยวกูอายุสั้น ยังไม่มีเมียกับเขา ไม่ได้ ๆ”
