บทที่ 6 บทที่ 5 : ปากบอกไม่ได้ใส่ใจ แต่ดูแลไวยิ่งกว่าประกันภัยชั้นหนึ่ง

บ้านวาโย

“ไหน มีใครคิดถึงพี่โยบ้าง”

วาโยว่าขึ้นเมื่อเขาอาบน้ำเปลี่ยนมาใส่ชุดนอนเรียบร้อย ก่อนจะเดินไปอุ้มไอ้ส้มขึ้นมาเล่นด้วยกันก่อนนอนอย่างที่ทำอยู่ทุกคืนตั้งแต่รับมันมาเลี้ยงดู

“เมี้ยว เมี้ยว”

ส่วนแมวส้มตัวอ้วนกำลังทำหน้าที่อ้อนทาสด้วยการถูหัวเล็ก ๆ ไปยังแขนของคนอุ้ม ลิ้นสาก ๆ เลียไปตามเรียวแขนแกร่ง

“คิดถึงพี่โยมากหรือไง หืม”

สองมือใหญ่อุ้มไอ้ส้มขึ้นมาในระดับสายตา เขาจ้องมองไปยังหน้ากลม ๆ และปานรูปหัวใจของมันด้วยความนึกเอ็นดู

“อาบน้ำตัดขนแล้ว หล่อขึ้นมากเลยนะ รู้ตัวไหมส้ม อนาคตสาว ๆ ติดแกตรึมแน่”

“เมี้ยว เมี้ยว”

“ขอพี่โยถ่ายรูปไว้หน่อยนะ”

ร่างสูงเดินอุ้มแมวไปยังโต๊ะข้างเตียง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเตียงกว้าง เขาอุ้มไอ้ส้มด้วยมือเพียงข้างเดียว ส่วนอีกข้างคว้าเอาโทรศัพท์ขึ้นมากดเก็บภาพของมันเอาไว้

“แม่เห็นแก คงจะอยากบินกลับไทยมาหาแน่ ๆ”

เนื่องจากแม่ของเขาแต่งงานใหม่และย้ายไปอยู่ต่างประเทศได้ราว ๆ สามปี ส่วนพ่อเสียไปตั้งแต่เขาอายุได้สิบห้าปี ดังนั้น บ้านหลังใหญ่นี้จึงมีแค่เขาอาศัยอยู่กับงูและแมวส้มเท่านั้น

ติ๊ด

เสียงกดส่งข้อความทางวอตส์แอปป์ดังขึ้นเมื่อภาพของไอ้ส้มถูกส่งไปให้ผู้เป็นแม่เรียบร้อย จากนี้ก็เป็นเวลาของเจ้าเหมียวอ้วน วาโยลูบไล้ไปตามขนฟู ๆ พร้อมกับชวนมันคุยอยู่ฝ่ายเดียว

“วันนี้พี่โยไปเจอเด็กถาดสีคนนั้นมาด้วยนะ คนที่อยากเอาส้มไปเลี้ยง แต่ส้มไม่ต้องกลัวนะ อยู่กับพี่โยสบายหูกว่าแน่นอน”

“เมี้ยว”

“ใช่ไหมส้ม คนบ้าอะไร พูดจาไปเรื่อย คุยได้ทั้งวัน อยู่ด้วยคงปวดหูน่าดู”

“เมี้ยว”

“ไม่พอนะส้ม ไอ้เด็กนั่นมันยังทำพี่ดาเมียนของส้มหล่นลงพื้นอีก พูดแล้วพี่โยยังเคืองไม่หาย”

“เมี้ยว”

“แต่วันนี้พี่โยมีส่วนทำให้เด็กคนนั้นล้มด้วย เห็นตอนยื่นมือมาขอโทษดาเมียน ติดปลาสเตอร์ไว้ที่มือทั้งสองข้างเลย ส้มว่าพี่โยควรทำยังไงดี”

“เมี้ยว เมี้ยว”

“ไปขอโทษเหรอ ไม่มีทางซะหรอก พี่โยไม่ได้ทำอะไรผิดนะ ที่จริงมันเป็นอุบัติเหตุ เด็กนั่นซุ่มซ่ามเอง”

วาโยตีโพยตีพายเสียงขึ้นจมูก เพราะคิดว่าเสียงร้องของไอ้ส้มแทนคำพูดที่บอกให้เขาไปขอโทษเด็กนั่น ทั้งที่แมวอ้วนแค่ง่วงนอนเท่านั้น

“อะ อ้าว มาบอกให้พี่โยไปขอโทษเด็กนั่น แล้วตัวเองมาหลับใส่แบบนี้เหรอ”

ตาคมมองลงไปยังไอ้ส้มที่ตอนนี้เปลี่ยนท่ามานอนหนุนตักของเขาพร้อมกับหลับตาพริ้มไม่สนใจในสิ่งที่เขาจะพูดต่อ สุดท้ายเรื่องราวของค่ำคืนนี้จึงจบลงด้วยการยอมให้ไอ้ส้มนอนด้วยบนเตียง เพราะไม่อยากไปปลุกให้ตื่น มันจะเป็นการรบกวนการนอนของแมวเสียเปล่า ๆ

เขาอ่านหนังสือคู่มือการเลี้ยงแมวมา พบว่า การปลุกแมวให้ตื่นมันไม่ใช่เรื่องดีต่อมัน ดังนั้นคืนนี้จึงจะหยวนให้นอนด้วยกันบนเตียงไปก่อน

เช้าวันใหม่

มหาวิทยาลัยคิงส์เวล @ คณะนิเทศศาสตร์

“เจ้าขา มีรุ่นพี่จากนิติมาถามหาอะ”

น้ำเสียงกระหืดกระหอบของเพื่อนร่วมสาขาดังขึ้นเบื้องหน้าของเจ้าขาที่กำลังนั่งไถโทรศัพท์รอเจ๊กะทิอยู่ใต้ตึกคณะ ใบหน้านวลละสายตาจากหน้าจอ ก่อนจะเอ่ยถามถึงบุคคลปริศนาที่มาถามหาตน

“ใครเหรอนัท เราไม่มีคนรู้จักอยู่คณะนั้นนะ”

ด้วยความที่ไม่คิดว่าจะมีใครจากคณะนั้นมาถามหา จึงเอ่ยปากถามพลางทำสีหน้าสงสัย แต่คนส่งข่าวที่ไม่รู้ชื่อเสียงเรียงนามของรุ่นพี่เช่นกัน สิ่งที่ทำได้เลยเป็นการอธิบายรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายแทน

“รุ่นพี่เรา ตัวสูง ๆ หน่อย ใส่ชุดสีดำ ๆ ไม่เห็นใส่ชุดนักศึกษาเหมือนเรา ที่สำคัญหัวสีเทามาเลย”

สิ้นประโยคเจ้าขาถึงกับเบิกตาโพลง เมื่อเขาคิดว่ารู้แล้วว่าใครกันที่มาหาตนถึงคณะตั้งแต่เช้าตรู่ แต่ยังไม่ทันที่จะได้ถามไถ่เพื่อนว่ารุ่นพี่รออยู่ตรงไหน เพื่อนสาวพลังหญิงที่นั่งอยู่โต๊ะข้าง ๆ รีบทักท้วงขึ้นมาก่อน

“อ้าย พี่วาโยหรือเปล่า หนุ่มฮอตผมสีเทาแห่งคณะนิติ”

“หือ พี่วาโย?”

“ใช่นะสิ แก๊งนี้เค้ามีกันสามคน ผมสีส้มชื่อพี่ธีต์ ผมสีแดงชื่อพี่มหาสมุทร ส่วนคนผมสีเทาที่นัทพูดถึงน่าจะเป็นพี่วาโย”

สาวสวยประจำคณะจีบปากจีบคอเล่าถึงชายหนุ่มสุดฮอตที่ไม่ใช่แค่ฮอตระดับคณะ แต่แก๊งหัวสีทั้งสามคนนี้ยังได้ชื่อว่าโคตรฮอตระดับมหาวิทยาลัยอีกด้วย แต่เสียดายที่พี่ธีต์ชิงมีแฟนไปก่อนหน้าแล้ว

“พี่ผมสีเทาไม่ได้ชื่อมหาสมุทรหรอกเหรอ”

เจ้าขาถามกลับทันควัน เพราะหลายวันมานี้เขาเข้าใจมาตลอดว่าคนที่ตัวเองพยายามตื๊ออยู่นั้น ชื่อมหาสมุทร

‘ก็ในเมื่อพี่เขาให้ไอจีมาชื่อนั้นนี่หนา’

“จำสลับคนแล้ว พี่มหาสมุทรเขาทำผมสีแดง หยักศกหน่อย ๆ แต่งตัวเซอร์ ๆ จะไม่เหมือนพี่วาโย รายนี้เนี๊ยบตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วชอบใส่ชุดสีดำ ส่วนผมสีเทาจ๊ะ”

“ผมสีเทาชื่อวาโยอย่างนั้นเหรอ”

ครั้งนี้เจ้าขาทวนชื่ออีกคนเบา ๆ เหมือนต้องการพูดกับตัวเอง ร่างเล็กนิ่งเงียบไปพักใหญ่ จนเพื่อนคนที่มาส่งข่าวเดินเข้ามาจับต้นแขนแล้วเขย่าเบา ๆ เพื่อเรียกสติ

“เจ้าขา เป็นอะไรหรือเปล่า”

“ปะ เปล่า เมื่อกี้นัทบอกว่า พี่เขามาถามหาเราเหรอ แล้วตอนนี้เขาอยู่ไหนล่ะ”

“นู่น หน้าตึกเราอ่ะ”

“อืม ขอบใจมากนะ เราไปละ”

“ไม่เป็นไร เรื่องแค่นี้เอง”

เด็กหนุ่มเมื่อทำหน้าที่ส่งสารเสร็จแล้วก็ขอตัวเดินออกจากวงสนทนาไป ตอนนี้สมองของเจ้าขาเหมือนมีคนเอาค้อนมาทุบเข้าอย่างจัง เพราะสิ่งที่เขาไม่ชอบเลยในทุกความสัมพันธ์คือการโกหก

ถ้าแค่ชื่อพี่เขายังหลอกตนได้ขนาดนี้ อนาคตเขาจะถามหาความจริงได้จากที่ไหนกัน

แต่ถึงอย่างนั้น คนตัวเล็กก็เลือกที่จะเดินไปทางที่เพื่อนบอก เมื่อพาตัวเองออกมาจนถึงหน้าคณะ เขากวาดสายตาอยู่ไม่นานก็เจอกับร่างสูงผมสีเทาที่กำลังยืนพิงตัวไปกับอาคาร

‘พี่วาโย’

เจ้าขาตัดสินใจเดินเข้าไปหารุ่นพี่ทันที สีหน้าฉายชัดถึงความไม่พอใจออกมา

หากนี่เป็นเวลาปกติที่อีกฝ่ายไม่ได้โกหกเขา คำทักทายที่อยากพูดคงเป็น ‘ลมคิดถึงเจ้า หอบพี่มาถึงนี่เลยเหรอครับ’ แต่ตอนนี้ไม่ใช่

“มีอะไรครับ ถึงได้ลำบากเดินมาถึงนี่ได้”

“.....”

“ถ้าพี่ไม่พูดอะไร เจ้าไปนะครับ”

โกรธ ตอนนี้เขากำลังโกรธ ไม่สิ จะเรียกว่าน้อยใจก็ได้ ในเมื่อเขาแสดงออกอย่างจริงใจ แต่กลับได้คำโกหกตอบแทน คนอย่างเจ้าขาจะไม่สนใจพี่เขาอีกแล้ว

“จะไม่ถามหน่อยเหรอ ว่ากูรู้จักคณะมึงได้ยังไง”

วาโยกอดอกถามเสียงเนือย ๆ ทั้งที่คำตอบไม่ได้ยากอะไรเลย เพราะที่มหาวิทยาลัยนี้ แบ่งแยกคณะตามสีของเนกไท และวันแรกที่พบกัน แม้เด็กจุ้นจ้านจะใส่ชุดอย่างกับถาดสี แต่เขาสังเกตเห็นว่าในถุงผ้ามีเนกไทประจำคณะนิเทศศาสตร์อยู่

“ไม่ล่ะครับ ไม่จำเป็น”

พูดพร้อมกับสะบัดคอจนแทบเคล็ด แถมยังยกเรียวแขนขึ้นมากอดอกแน่น ทำเอาคนมองงุนงงกับท่าที่แปลก ๆ ของเด็กจุ้นจ้าน เมื่อวานยังตามตื๊อเขาไม่เลิก ทำไมตอนนี้ถึงเมินหน้าจนคอแทบหักอย่างนั้น แต่เขาจะไปสนใจให้ได้อะไรขึ้นมา

ถุงกระดาษสีน้ำตาลขนาดเล็กในมือหนาถูกยื่นส่งมาตรงหน้าของเด็กถาดสี

“เอาไป”

เจ้าขาปรายตามองเพียงนิดเดียว โดยไม่ยอมยื่นมือออกไปรับมาถือไว้ แม้ในใจจะอยากรู้ว่าอีกคนเอาอะไรมาให้เขาก็ตาม แต่ตอนนี้เขาโกรธ เขาโกรธที่คนตรงหน้านิสัยไม่ดี แม้แต่ชื่อจริง ๆ ยังไม่ยอมบอกเขาด้วยซ้ำ

‘คนอย่างเจ้าขา โกรธแล้วไม่หายง่าย ๆ หรอกนะ’

“อะไรกันครับ”

ไม่หายง่าย ๆ มันเป็นเพียงแค่ความคิดเท่านั้น เมื่อสุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อความอยากรู้อยากเห็นอยู่ดี

“รับไปสิ”

“ไม่เอาอ่ะ เผื่อพี่เอาระเบิดมาให้เจ้าทำไงครับ”

“พูดมากจังวะ กูบอกให้รับ มึงก็ยื่นมือออกมารับเอาไว้แค่นั้น”

“ไม่รับครับ”

“มึง!”

“เจ้าขาครับ เรียกชื่อเจ้าด้วย แล้วเลิกพูดกูมึงสักที มันไม่เพราะรู้ไหมครับ”

“เรื่องของกู”

“งั้นเจ้าไปแล้วครับ”

คนตัวเล็กตั้งท่าจะเดินออกห่างจากบริเวณนี้ ซึ่งพฤติกรรมไม่ตามตื๊อของเจ้าขา กำลังทำให้วาโยของขึ้น

“เจ้าขา!”

กลั้นใจเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงเข้ม เป็นจังหวะเดียวกับที่เรียวขาเล็กหยุดชะงักทันที ใบหน้าจิ้มลิ้มหันขวับมามองคนเรียกชื่อตนเองด้วยความทะเล้น เสียงกวน ๆ เอ่ยขึ้น

“แค่นี้เอง ว่าไงครับพี่วาโย”

“มึงรู้จักชื่อกูแล้วเหรอ”

“รู้แล้วสิครับ หนุ่มสุดฮอตของมหาวิทยาลัย นี่เจ้าไปอยู่ที่ไหนมาถึงไม่รู้จักพวกพี่มาก่อน”

“.....”

“แค่ชื่อเองนะครับ ถ้าไม่อยากบอกก็พูดได้ ไม่เห็นต้องโกหกกันเลยนะครับ มันไม่น่ารักเลยครับ”

“พูดมาก รำคาญ เอานี่ไป”

นอกจากจะไม่มีคำแก้ตัวให้เจ้าขาได้ชื่นใจแล้ว การกระทำห่าม ๆ ด้วยการยัดถุงกระดาษสีน้ำตาลมาใส่มือเขาเต็มแรง เกือบทำเขาหงายหลังแต่เช้าเลย

“ถือว่าเราหายกัน ไม่มีอะไรติดค้าง”

พูดจบวาโยก็เดินออกไปทันที โดยไม่รอให้เจ้าขาได้รั้งเอาไว้อย่างทุกครั้ง ส่วนคนที่เพิ่งได้รับของมาจากรุ่นพี่ ขณะนี้ยืนนิ่งเงียบไม่ปริปากพูดสิ่งใดออกมา

“คนบ้า คิดจะมาก็มา คิดจะไป ก็เดินหนีไปง่าย ๆ เลยหรือไง”

บ่นออกมายาวเหยียด แต่ก็ไม่ยอมปล่อยถุงกระดาษให้หลุดออกจากมือ เจ้าขาค่อย ๆ ใช้มือเปิดดูสิ่งของที่อยู่ภายในด้วยความระมัดระวัง อย่างกับว่าหากเขาเผลอออกแรงมากไป ถุงกระดาษจะขาดเอาได้

“อะไรกันนะ”

เขาล้วงมือลงไปหยิบกล่องบางอย่างที่อยู่ในนั้น ก่อนจะถือขึ้นมาให้อยู่ในระดับสายตา แล้วเพ่งมองด้วยความไม่เข้าใจ

“ปลาสเตอร์?”

ของที่พี่วาโยเอามายัดใส่มือของเขาคือ กล่องปลาสเตอร์ยี่ห้อดัง นัยน์ตากลมโตมองไปยังรายละเอียดบนกล่อง ก่อนจะอุทานเสียงหลง เมื่อเห็นว่าเป็นปลาสเตอร์รุ่นลิมิเต็ด ที่ข้างในจะเป็นสีดำสนิท ทางแบรนด์เขียนเคลมเอาไว้บนกล่องเลยว่ามีเพียงห้าร้อยกล่องบนโลกเท่านั้น

เขาพลิกกล่องไปมาด้วยความตกตะลึง และยิ่งอึ้งเข้าไปอีก เมื่อเห็นราคาที่ระบุไว้บนตัวกล่อง

“ปลาสเตอร์กล่องละห้าพัน โห! เจ้าจะกล้าใช้ไหมครับเนี่ย”

เจ้าขาโอดครวญกับตนเอง แม้ว่าฐานะทางบ้านของเขาจะอยู่ในขั้นที่ไม่ได้ลำบากอะไร แต่การจะให้มาติดปลาสเตอร์กล่องละห้าพันบาท เขาทำใจติดไม่ลงจริง ๆ กล่องปลาสเตอร์จึงถูกเก็บลงในถุงกระดาษตามเดิม พร้อม ๆ กับเจ้าของร่างเล็กที่ตั้งท่าเตรียมเดินกลับเข้าไปในคณะ

แต่ยังไม่ทันจะเดินได้ถึงสามก้าว ความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัว

‘พี่วาโยรู้ได้ยังไง ว่าเขามีแผล ในเมื่อเขาไม่เคยบอกอีกคนเลย’

บทก่อนหน้า
บทถัดไป