บทที่ 1 คืนเดือนดับ
“จอดป้ายนี้ครับพี่ ขอบคุณครับ”
เพลงเพลินกระชับสายกระเป๋าที่สะพายไว้ด้านหลังขณะก้าวลงจากรถเมล์ โชคดีเหลือเกินที่เขาทันรถเที่ยวสุดท้ายของค่ำคืนนี้ ไม่เช่นนั้นคงต้องจ่ายค่าแท็กซี่ในราคาแพงหูฉี่เพราะบ้านของเขาอยู่ย่านชานเมือง
ชายหนุ่มวัยยี่สิบสองปีที่เพิ่งเรียนจบปริญญาตรีมาหมาด ๆ กำลังหางานทำอย่างยากลำบากในยุคที่มีคนตกงานมากกว่าได้งาน เพลงเพลินเป็นคนหนึ่งที่หางานมาแรมเดือนแต่ยังไม่มีที่ไหนตอบรับ วันนี้ก็เป็นอีกวันที่หนุ่มน้อยปลอบใจตัวเองว่ามันยังไม่ใช่วันของเขา
“เฮ้อ”
เขาถอนหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย ก่อนจะล้วงเอาสมาร์ตโฟนตกรุ่นออกมาจากกระเป๋ากางเกง ทันทีที่แสงสว่างจากหน้าจอกระทบเข้ามาในดวงตาสีน้ำตาล เปลือกตาของเขาก็เบิกกว้างเพราะตัวเลขบนหน้าจอบอกเวลาว่ามันเกือบจะห้าทุ่มแล้ว สองเท้าในคัตชูคู่เก่าพื้นสึกจึงรีบก้าวยาว ๆ เข้าไปในซอยมืด จุดหมายปลายทางคือบ้านหลังใหญ่ท้ายซอยที่เขาอยู่อาศัยมาตั้งแต่แบเบาะ
ระหว่างที่เพลงเพลินกำลังเร่งฝีเท้า หัวคิ้วเรียวของเขาก็ต้องขมวดเข้าหากันอย่างสงสัยว่าเหตุใดคืนนี้ทางเข้าบ้านที่เขาคุ้นเคยมันดูผิดตาไปมาก บ้านเรือนที่ตั้งอยู่ห่างกันเป็นระยะสองข้างทางไร้แสงสว่างราวกับเป็นบ้านร้าง ดวงไฟบนยอดเสาทุกต้นพร้อมใจกันดับสนิท มีเพียงแสงจากพระจันทร์ทรงกลดเหนือศีรษะของเขาเท่านั้นที่มันส่องลงมาช่วยนำทาง
อีกทั้งหมอกควันก็หนาตา มันลอยเอื่อยอยู่เบื้องหน้าส่งผลให้ตาพร่ามัว เพลงเพลินเขม้นมองฝ่าความสลัว สองเท้าก้าวเข้าไปอย่างไม่ได้นึกกลัวเพราะมันเป็นถิ่นของเขาที่เข้าออกจนชินเสียแล้ว
แต่แล้วเพลงเพลินก็ต้องตกใจเมื่อเขาก้าวพ้นกลุ่มควันสีขาว เพราะแทนที่ภาพเบื้องหน้าจะเป็นบ้านของเขา แต่มันกลับเป็นคฤหาสน์หลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น บรรยากาศแปลกประหลาดชวนให้ขนลุกชัน นี่เขากำลังฝันหรือว่ามันเป็นภาพลวงตา
เพลงเพลินกะพริบตาถี่ ๆ อยู่หลายครั้ง ภาพตรงหน้าก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง และแม้ว่าเขาจะพยายามก้าวถอยหลัง แต่ภาพคฤหาสน์หลังนั้นก็ยังเคลื่อนเข้ามาหา
แล้วทันใดนั้นเพลงเพลินก็ได้เห็นแผ่นหลังกว้างของใครคนหนึ่งที่ยืนอยู่หน้าคฤหาสน์
ชายผู้นั้นอาจกำลังตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกับเขา ถึงได้ยืนนิ่งไม่ไหวติงเช่นนั้น เมื่อคิดได้ดังนั้นเพลงเพลินจึงรีบสาวเท้าเข้าไปใกล้ เอื้อมมือไปแตะหัวไหล่แล้วเรียก
“คุณครับ”
ชายร่างสูงค่อย ๆ เอี้ยวใบหน้ามาช้า ๆ ในเสี้ยวเวลานั้นเพลงเพลินก็สังเกตใบหน้าอีกฝ่ายไปด้วย
ใบหน้าด้านข้างช่างคมสัน สันกรามเป็นกรอบชัด ปลายคางเหลี่ยม ริมฝีปากเป็นกระจับ จมูกโด่งพุ่งออกมา แต่ทว่าดวงตาของชายผู้นั้น…
กรี๊ดดด!!!
ร่างของเพลงเพลินสั่นสะท้านราวกับถูกเขย่า เขาหวีดร้องอย่างตกใจเพราะใบหน้าของชายผู้นั้นแม้จะหล่อเหลาอย่างหาตัวจับยาก แต่ดวงตาของเขากลับน่ากลัวจนเพลงเพลินขวัญผวา เพราะเขาไม่มีตาดำ มีเพียงดวงตาสีเงินลูกโตที่มันเบิกโพลงยามที่หันมาหาเพลงเพลิน
“น้อง น้อง!”
เพลงเพลินหลับหูหลับตาวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต แต่เสียงเรียกนั้นก็ตามมาหลอกหลอนราวกับมันดังอยู่ข้างหูของเขาตลอดเวลา
“น้อง! ตื่น ๆ รถหมดระยะแล้ว”
เพลงเพลินผงะเมื่อลืมตาขึ้นมาแล้วพบว่าภาพเบื้องหน้าเปลี่ยนจากผู้ชายดวงตาสีเงินเป็นพี่กระเป๋ารถเมล์หน้าตี๋ที่เขาบอกไว้ว่าให้ช่วยปลุกก่อนถึงป้าย
“รถเข้าอู่แล้วน้อง”
เพลงเพลินรีบกวาดตามองไปรอบ ๆ แล้วเขาก็เห็นรถเมล์หลายคันจอดเรียงกันเป็นตับ กลิ่นควันกลิ่นน้ำมันเครื่องคละคลุ้งบ่งบอกให้รู้ว่าที่นี่เป็นอู่รถเมล์อย่างแน่นอน
“เราฝันไปเหรอเนี่ย” หนุ่มน้อยพ่นลมออกมาอย่างโล่งใจ ก่อนจะหันมาต่อว่ากระเป๋ารถเมล์หน้าตี๋ “ผมบอกให้พี่ปลุกก่อนถึงป้ายบ้านสวนไง”
“ผู้โดยสารมีเป็นสิบคน พี่จะจำได้ไงล่ะน้องว่าใครจะลงป้ายไหน”
“ถ้าจะจำไม่ได้ทำไมไม่บอกตั้งแต่แรกเล่าว่าไม่รับฝากอะ แล้วผมจะกลับยังไง”
“เรื่องของมึง”
กระเป๋ารถเมล์ถกชายเสื้อขึ้นมาแล้วล้วงบุหรี่ออกมาจุดสูบ ก่อนจะเดินลงรถไปอย่างไม่ไยดี
เพลงเพลินลุกตามลงมา มองซ้ายมองขวาอีกครั้งอย่างหนักใจเพราะอู่รถเมล์อยู่ในซอยค่อนข้างลึก สองข้างทางมีแต่สวนกล้วยไม้และมะพร้าวน้ำหอม วินมอเตอร์ไซค์ก็ไม่มี ยิ่งรถโดยสารยิ่งไม่ต้องหวัง หนุ่มน้อยล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาดูเวลาแล้วก็ต้องเบิกตากว้างเหมือนตอนอยู่ในความฝันเพราะว่ามันใกล้จะห้าทุ่มแล้วจริง ๆ
“พี่ ๆ พี่จะกลับบ้านยังไงอะ”
ที่พึ่งเดียวตอนนี้เห็นทีจะมีแค่กระเป๋ารถเมล์หน้าตากวนประสาท เพราะเพลงเพลินเห็นคนขับเดินไปปัดฝุ่นบนแคร่ในเพิงหมาแหงนแล้วล้มตัวลงนอนทั้งแบบนั้น
กระเป๋ารถเมล์คนนั้นโยนก้นบุหรี่ลงพื้นแล้วใช้ปลายเท้าขยี้ ก่อนจะพเยิดหน้าไปที่รถมอเตอร์ไซค์เก่า ๆ คันหนึ่ง
“ผมขอซ้อนท้ายออกไปด้วยได้ไหมครับ”
“มาดิ แต่กูไปแค่เซเว่นตรงหน้าปากซอยนะ”
“ได้ครับ ๆ เดี๋ยวผมหารถต่อไปเอง”
เพลงเพลินรีบวิ่งดุ๊ก ๆ ไปซ้อนท้ายกระเป๋ารถเมล์หน้าตี๋ คิดว่าออกไปตรงร้านสะดวกซื้อหน้าปากซอยก็ยังดี เพราะตรงนั้นคงมีวินมอเตอร์ไซค์หรือไม่ก็ยังพอจะหาแท็กซี่ที่หลงเข้ามาแถวนี้ได้บ้าง
อีกครึ่งชั่วโมงต่อมาเพลงเพลินก็มายืนอยู่หน้ารั้วบ้านหลังใหญ่อย่างสิ้นหวัง เพราะเวลาล่วงเลยมาห้าทุ่มกว่าเสียแล้ว เขาเอื้อมมือไปขยับแม่กุญแจตัวใหญ่ที่คล้องประตูรั้วไว้อย่างแน่นหนา ไม่มีทางที่จะปลดมันออกได้เพราะเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ถือกุญแจ ทางเดียวที่เพลงเพลินจะเปิดประตูเดินเข้าไปเหมือนคนทั่วไป คือเขาต้องกลับถึงบ้านก่อนห้าทุ่มเท่านั้น
เมื่อหมดหวังเพลงเพลินก็ต้องทำเรื่องที่เขาไม่ชอบนัก นั่นคือการปีนรั้วบ้านของตัวเอง
พึ่บ
เสียงรองเท้าคัตชูคู่เก่ากระทบกับพื้นหญ้าภายในรั้วบ้านพร้อมกับเสียงดังกร๊อบของกระดูกข้อเท้าทำเพลงเพลินต้องนิ่วหน้าเพราะความเจ็บที่แล่นเข้าใส่ รองเท้าที่ไม่เหลือดอกยาง แถมพื้นยังสึกจนบาง รับแรงกระแทกได้ไม่ดีนัก
“ถ้าได้งานแล้วเงินเดือนเดือนแรกออก ฉันจะเปลี่ยนคู่ใหม่ แกทนอีกหน่อยแล้วกันนะเจ้าเพื่อนยาก”
