บทที่ 10 ท่วงทำนอง
“ลิ่มสีดำด้านบนจะมีสองกับสามสลับกันไป โน้ตโดจะอยู่ด้านซ้ายของลิ่มตัวแรกนะครับ”
“รู้แล้วน่า”
คามาร์ตวาดอย่างหงุดหงิดเมื่อเพลงเพลินเริ่มสอนเปียโนตั้งแต่พื้นฐานการไล่โน้ต เพราะมันเป็นเรื่องที่เขารู้อยู่แล้ว
“แต่คุณใช้นิ้วไม่ถูกนะครับ มันถึงลงผิดลิ่มทำให้โน้ตเพี้ยน”
“ก็ฉันมองไม่เห็นนี่ จะวางนิ้วแม่นเหมือนคนตาดีได้ยังไง”
“ทียิงเป้าบินคุณยังยิงแม่นเลย แล้วอีกอย่างนะ คนตาบอดเล่นเปียโนเก่ง ๆ มีเยอะแยะไป เป็นศิลปินระดับโลกก็ยังมี บางทีสายตาก็ไม่สำคัญเท่ามีใจหรือเปล่าหรอกครับ”
“เธอยอกย้อนฉันเหรอ”
“เปล่าครับ ผมแค่เปรียบเทียบให้ฟัง คุณอคติอะไรกับเปียโนหรือเปล่า เรื่องอื่นคุณดูตั้งใจกว่านี้นะครับ”
“อย่ามาสู่รู้”
“ไม่ว่าคุณจะมีความหลังอะไรกับมันก็ตาม แต่หน้าที่คุณคือเล่นมันให้ได้ และหน้าที่ผมคือช่วยให้คุณทำมันให้สำเร็จ เพราะงั้น ช่วยตั้งใจหน่อยครับ”
เพลงเพลินขยับลงไปนั่งเบียดบนเก้าอี้ตัวเดียวกับคามาร์ แล้วจับนิ้วโป้งของเขากดลงบนลิ่มสีขาวตำแหน่งของโน้ตโด ก่อนจะบังคับนิ้วอื่นให้กดไล่โน้ตไปเรื่อย ๆ
คามาร์รับรู้จากประสาทสัมผัสที่เหลือ เขาได้ยินเสียงโน้ต รับรู้ถึงความนุ่มของฝ่ามือที่วางทาบลงมา และได้กลิ่นแป้งเด็กที่โชยออกมาจากตัวของเพลงเพลิน
เสียงโน้ตเริ่มร้อยเรียงเป็นท่วงทำนองไพเราะชวนให้คามาร์นึกถึงความหลัง แม้ยามนี้ดวงตาจะมืดบอด แต่ภาพเรื่องราวในอดีตกลับชัดเจนจนใจเจ็บ ก้านนิ้วยาวจึงหยุดชะงักกะทันหัน ไม่ยอมกดลงบนลิ่มสีขาวตัวโน้ตตัวต่อไป จนเพลงเพลินที่กำลังเพลิดเพลินต้องชะงักตามแล้วหันมาถาม
“เป็นอะไรไปครับ”
คามาร์มีอาการฮึดฮัดขึ้นมา เขาดึงมือกลับมาขยี้ที่ปลายจมูกแล้วสบถเสียงดังจงใจให้เพลงเพลินได้ยิน “เหม็นสาบ”
เพลงเพลินตกใจ หนุ่มน้อยรีบก้มสำรวจตัวเองว่าปล่อยกลิ่นไม่พึงประสงค์ออกมาหรือไม่ เขาสูดดมฟุดฟิด แต่ก็ไม่ได้กลิ่นอะไรนอกจากกลิ่นแป้งเด็กที่เขาทาหลังอาบน้ำ
“ออกไปไกล ๆ เลย”
คามาร์ผลักร่างเล็กออกห่างจนเพลงเพลินเสียความมั่นใจ เขารีบผละออกมายืนอยู่ด้านข้างเปียโนหลังใหญ่ พลางก็ยกแขนขึ้นมาดมรักแร้ตัวเองสลับกันทั้งสองข้าง
“ผมอาบน้ำแล้วนะครับ ไม่เหม็นสักหน่อย คุณเหม็นปากตัวเองหรือเปล่า”
หนุ่มน้อยสวนกลับเพราะคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะแกล้งหาเรื่องกันเสียมากกว่าเพราะเพลงเพลินไปจี้ใจดำเข้า
“มีความหลังกับเปียโนแน่ ๆ” เพลงเพลินพูดกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะเพิ่มระดับเสียงเมื่อถามคามาร์ “ถ้าคุณไม่อยากเล่นเปียโน ทำไมไม่เล่นเครื่องดนตรีอย่างอื่น หรือว่าทำอย่างอื่นเป็นของขวัญวันเกิดให้คุณท่านแทนล่ะครับ”
“ไม่สอดรู้สอดเห็นสักเรื่องจะลงแดงตายหรือไง”
แต่คามาร์กลับสวนกลับมาอย่างอารมณ์เสีย แล้วเขาก็กระแทกนิ้วลงบนลิ่มสีขาวโดยไม่สนว่ามันเป็นโน้ตอะไร ไล่ไปเรื่อย ๆ จนเกิดเสียงดังหนวกหูไร้ความไพเราะ
เสียงเปียโนดังลั่นคฤหาสน์ทำให้ภมรรีบเข้ามาดึงตัวเพลงเพลินออกไปเพราะกลัวว่าผู้ช่วยตัวเล็กจะรับมือพายุอารมณ์ของเจ้านายไม่ไหว
เพลงเพลินยอมเดินออกมาตามแรงรั้งของภมร แต่ก็อดจะจิกกัดคนอารมณ์ร้ายกาจไม่มีเหตุผลที่ยังคงระบายอารมณ์ใส่เปียโนไม่ได้
“เขาเป็นอะไรเหรอครับ เป็นบ้าเหรอ” ท้ายประโยคเพลงเพลินตะโกนกลับไปหวังให้คามาร์ได้ยิน
“เธอพูดอะไรกับคุณคาม” ภมรถามอย่างสงสัย เพราะแม้ว่าหลังจากที่ตาบอดคามาร์จะอารมณ์ร้ายขึ้น แต่หากไม่มีอะไรไปจี้จุดเข้าก็ใช่ว่าเขาจะอาละวาดรุนแรงเช่นนี้ อย่างน้อยก็ไม่ทำเสียงดังรบกวนคุณท่าน
“ผมก็แค่ถามว่าถ้าไม่ชอบเล่นเปียโนทำไมไม่เล่นดนตรีอย่างอื่น หรือทำอย่างอื่นก็ได้”
“คุณคามชอบเปียโนมาก”
“ไม่จริงหรอกครับ ดูเขาไม่มีใจให้มันเลย”
“เขาเคยมีใจ แต่ตอนนี้คงไม่เหลือเยื่อใยแล้ว”
“หมายความว่ายังไงครับ”
คำถามของเพลงเพลินส่งผลให้สีหน้าของภมรเคร่งขรึมขึ้น เขาหันกลับไปมองหลานชายของเจ้านายที่เขารับหน้าที่ดูแลมาเกือบยี่สิบปีเท่ากับเวลาที่เขาอยู่ที่นี่อย่างเข้าใจ ความกดดันที่คามาร์ได้รับ ความคาดหวังที่คามาร์ต้องคว้ามาให้ได้ทำเด็กผู้ชายคนนี้เติบโตมาอย่างแข็งกระด้าง จนกระทั่งวันที่เขาได้รู้จักกับความรัก คนคนนั้นทำให้โลกของคามาร์เริ่มมีสีสัน มีท่วงทำนองแสนหวาน เขาจึงทุ่มทั้งชีวิตและหัวใจให้ แต่แล้วไม่นานหัวใจของเขาก็ต้องแตกสลายพร้อมกับโลกที่มืดมิดอีกครั้งราวกับเดือนดับแสง และทุกอย่างมันมีสาเหตุมาจากคนคนเดียวกัน
ดังนั้น อะไรก็ตามที่เคยอยู่ในช่วงชีวิตตอนนั้นของคามาร์ เขาจะทั้งรักทั้งเกลียด เสียงเปียโนก็เช่นกัน โดยเฉพาะเพลงนั้น เพลงที่คุณท่านต้องการให้คามาร์บรรเลงในวันงาน…
“เอาเป็นว่า เธอต้องทำให้คุณคามเล่นเพลงนั้นให้ได้อีกครั้ง ฉันเชื่อว่าเธอทำได้เพลงเพลิน”
