บทที่ 12 เทียมเพชรแท้
เพลงเพลินไม่แน่ใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นในคฤหาสน์ยามาสรวงแห่งนี้ เมื่อเขาตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่พร้อมกับการเตรียมใจที่จะต้องรับมือกับคามาร์ แต่ทว่าชายหนุ่มเจ้าอารมณ์กลับสงบลงราวกับเป็นคนละคน แม้จะไม่ได้ยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนคนทั่วไป ใบหน้าคมคายยังคงบึ้งตึง แต่คามาร์ก็ไม่ได้ดื้อรั้นหรืออาละวาดใส่เพียงเพราะไม่พอใจเรื่องอะไรที่เพลงเพลินไม่รู้สาเหตุ วันนี้ชายหนุ่มว่าที่ผู้นำยามาสรวงยอมซ้อมเปียโนแต่โดยดี และเขาก็ทำได้ดีอย่างที่เพลงเพลินคิดจริง ๆ
เพลงเพลินเก็บความสงสัยเอาไว้ไม่ได้อีกตามเคยจึงหาจังหวะกระซิบถามภมร หนุ่มใหญ่ยกยิ้มแล้วตอบกลับว่าเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้เพียงแต่ว่าเมื่อเช้าคุณท่านเรียกพบหลานชาย แล้วหลังจากคามาร์ออกมาจากห้องของคุณท่านก็เป็นอย่างที่เพลงเพลินเห็น
“สงสัยจะถูกคุณท่านเรียกไปปรับทัศนคติ” เพลงเพลินขบขันนัก เขานั้นกังวลถึงขั้นเก็บเอาไปฝันร้าย หากรู้ว่าคนที่ปราบพยศคามาร์ได้คือสรวง เขาคงไปขอความช่วยเหลือจากท่านตั้งนานแล้ว
“ท่าทางคุณคามจะเชื่อฟังคุณท่านมากเลยนะครับ”
“ก็ไม่ทุกเรื่องหรอก ไม่อย่างนั้นคุณคามคงไม่ต้องเจ็บเจียนตายแบบนี้”
“ที่ผ่านมาเขาดื้อมากเหรอครับ”
“พอตัวเชียวละ”
เพลงเพลินได้ยินแล้วก็ไม่แปลกใจนักเพราะเจอมากับตัวตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงาน
เมื่อเห็นว่าคามาร์ตั้งใจซ้อมเปียโน ภมรจึงขอตัวไปจัดการเรื่องเตรียมงานฉลองวันเกิดของสรวง ปล่อยให้หลานชายจอมดื้อของคุณท่านอยู่กับคุณครูพี่เลี้ยงตามลำพัง
ส่วนเรื่องที่คามาร์สั่งไว้ว่าไม่ให้เพลงเพลินเข้าใกล้ดูจะทำได้ยากเพราะคุณครูต้องคอยจับนิ้วยาวเก้งก้างนั่นให้มันวางตรงตำแหน่ง ทั้งสองจึงจำต้องใกล้ชิดกัน และมันส่งผลให้คนที่บอกว่าเหม็นสาบต้องทนสูดดมกลิ่นแป้งเด็กจากตัวเพลงเพลินจนติดจมูก
“ดีมากครับคุณคาม”
เมื่อลูกศิษย์ไม่เกเร คุณครูก็อารมณ์ดีขึ้น ยิ่งเสียงเปียโนที่บรรเลงเป็นทำนองไพเราะไม่ผิดเพี้ยนสักตัวโน้ตเดียว เพลงเพลินก็เผลอเอ่ยปากชม
“ไม่เห็นจะยากตรงไหน” คามาร์คุยทับ เพราะหากเขาอยากจะทำก็ไม่มีอะไรที่คนอย่างคามาร์ทำไม่ได้
ดังนั้นเวลาเพียงสองวันจึงทำให้คามาร์สามารถบรรเลงเปียโนเพลง Every Day I Love You ได้อย่างคล่องแคล่วราวกับดวงตาของเขามองเห็น มันช่วยสร้างรอยยิ้มมุมปากให้ประดับอยู่บนใบหน้าของสรวงยามที่ท่านเดินผ่าน สายตาของชายสูงวัยผู้ผ่านโลกมาเจ็ดสิบหกปีจับจ้องไปที่ท่าทีของหลานชายแล้วมองเลยไปที่เพลงเพลินพร้อมกับแผนการที่อยู่ในหัว
“ภมร”
“ครับคุณท่าน”
“จัดการตามที่ฉันสั่ง อย่าให้พลาดเด็ดขาด”
“ครับคุณท่าน”
วันงาน
ยามาสรวงคือดินแดนสวรรค์สมคำร่ำลือ ที่นี่คือตำนานที่ยังมีลมหายใจ เพลงเพลินได้ประจักษ์แก่สายตาตัวเองในคืนนี้ เพราะทันทีที่ดวงตะวันลับขอบฟ้า แสงไฟประดับประดาในงานก็สว่างไสว ผู้คนมากมายมากหน้าหลายตาตบเท้ากันเข้ามาในคฤหาสน์พร้อมกับของขวัญและคำอวยพร
สรวง สุราลัย นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ประดับด้วยเพชรรัสเซียหลากสีสัน มือขวาของเขาถือไม้เท้าที่หัวเป็นรูปกินรีทองกำลังร่ายรำ ในมือของกินรีมีเพชรเม็ดใหญ่ เพลงเพลินได้ยินแขกในงานคนหนึ่งเล่าตำนานของมันให้ลูกชายฟังว่าเพชรเม็ดนั้นชื่อว่า ‘พรกินรี’ เพชรเม็ดงามที่ถูกพบในเหมืองใต้ทะเลของยามาสรวงเมื่อราวสามสิบกว่าปีก่อน น้ำหนักก่อนเจียระไนหนักถึง 599 กะรัต มันถูกพบโดยนักธรณีวิทยาชาวรัสเซียชื่อว่า ‘คีรีล’ และเขาเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งยามาสรวง
“แล้วตอนนี้เขาอยู่ไหนล่ะครับ” เสียงลูกชายถามบิดา
“เขาหายสาบสูญไปเกือบสามสิบปีแล้ว”
“หายสาบสูญเหรอครับ”
พอลูกชายทำหน้าไม่เข้าใจ คนเป็นพ่อก็มองซ้ายมองขวาแล้วกระซิบ แต่กระนั้นเพลงเพลินที่จงใจเดินเฉียดเข้าไปใกล้ก็ยังได้ยินอยู่ดี
“มีคนวงในว่ากันว่าการหายตัวไปของคุณคีรีลมีเบื้องลึกเบื้องหลัง บางทีเขาอาจถูกฆาตกรรมเพราะเพชรพรกินรีนั่นเป็นสาเหตุ แต่แกอย่าพูดเรื่องนี้ออกไปเชียวนะ ถ้าไม่อยากหายสาบสูญไปอีกคน”
เพลงเพลินได้ข้อมูลมาเพียงเท่านั้น สองพ่อลูกก็เดินห่างออกไปเสียก่อน ส่วนตัวเขาก็ถูกภมรเรียกให้ไปพาตัวคามาร์ออกมา
