บทที่ 3 วาสนา
เพลงเพลินนั่งรออยู่หน้าบ้านจนตะวันขึ้นมาอยู่เหนือยอดมะพร้าว รัชนกถึงจะยอมเปิดประตูออกมา แต่ทันทีที่บานประตูเปิดออก วัตถุบางอย่างก็ลอยหวือออกมาเฉียดหัวเพลงเพลินไปอย่างหวุดหวิด
พอหนุ่มน้อยหันไปมองข้าวของที่มันกระจัดกระจายอยู่บนพื้นหน้าบ้านก็ต้องเบิกตากว้างเพราะมันเป็นเสื้อผ้าของใช้ของเขา
“นี่มันอะไรกันครับน้านก”
รัชนกยกสองมือขึ้นเท้าสะเอว ยืนจังก้าขวางประตู ปรายตาเหยียดมองเพลงเพลิน ก่อนจะตะเบ็งด่าคอเป็นเอ็น
“ไหนมึงบอกว่าเรียนจบแล้วจะย้ายออกไปจากบ้านนี้ไง แล้วกลับมาอีกทำไม”
“เพลินยังหางานทำไม่ได้เลยครับ”
“หึ ผิดคำพูดกูซะที่ไหน บอกแล้วไงว่าไม่ต้องเรียนสูง ๆ เสียเงินเสียทองเปล่า ๆ จบมาก็ตกงานอยู่ดี แล้วเรียนอะไรไม่เรียนดันไปเรียนดนตรี จะไปทำอะไรกิน อีกหน่อยก็นอนตายข้างขวดเหล้าเหมือนพ่อมึงนั่นแหละ แล้วก็ทิ้งให้ลูกเมียลำบากอยู่ข้างหลัง”
เมื่อรัชนกก่นด่าไปถึงบิดาผู้ล่วงลับ โทสะของเพลงเพลินก็ปะทุขึ้นมาทันที เงินที่พ่อของเขาทิ้งไว้ให้ไม่ใช่น้อยเลย หากรัชนกทำให้มันงอกเงยหรืออย่างน้อยก็ใช้สอยอย่างประหยัด หรือจะให้ดีเธอควรจะรู้จักทำงานทำการบ้าง ไม่ใช่ใช้เงินฟุ่มเฟือยไปวัน ๆ มันคงจะเหลือมากพอให้เอาออกมาใช้จ่ายยามลำบาก เมื่อเหลืออดมาก ๆ เพลงเพลินจึงสวนกลับ
“ถ้าน้ารู้จักทำงานหาเงินใช้เองบ้าง เงินที่พ่อให้ไว้คงไม่ทำให้พวกเราลำบากหรอกครับ”
“นี่มึงหาว่ากูผลาญเงินพ่อมึงเหรอไอ้เด็กเวร”
“หรือไม่จริงล่ะครับ”
“มึงคิดว่าพ่อมึงทิ้งเงินไว้ให้เยอะแยะนักเหรอ กะอีแค่เศษเงินไม่กี่บาท ลูกสอง เมียหนึ่ง หมาอีกตัวหนึ่ง รู้ไหมว่าค่าใช้จ่ายเดือนเดือนหนึ่งมันเท่าไร กูยอมให้มึงเรียนมหา’ลัย ก็บุญหัวแล้วนะ ยังไม่สำนึกบุญคุณกูอีก แทนที่จะทำงานหาเงินส่งน้องเรียน เห็นแก่ตัวฉิบหาย มึงมันเกิดมาสุขสบาย แต่น้องมึงมันอาภัพ ลืมตามาดูโลกได้ไม่นานพ่อก็ตาย ต้องเรียน ๆ หยุด ๆ เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม เอามาส่งมึงเรียนหมดนี่ไง”
“ตั้งแต่เพลินเข้ามหา’ลัย น้าไม่เคยให้เงินเพลินสักบาท เพลินหาเงินเรียนเองทั้งนั้น จะมาบอกว่าต้าร์ไม่ได้เรียนเพราะเพลินได้ไง ถ้าไม่ติดเกมจนไม่ยอมไปโรงเรียนก็คงไม่โดนไล่ออกหรอกครับ อย่ามาอ้างเลยดีกว่า”
“ไอ้เพลิน! มึงกล้าย้อนกูเหรอฮะ ไอ้เด็กเวร เลี้ยงเสียข้าวสุก ไปเลยนะ มึงออกจากบ้านกูไปเลยนะ แล้วอย่ากลับมาที่นี่อีก”
“นี่มันบ้านพ่อกับแม่เพลินต่างหาก น้าไม่มีสิทธิ์มาไล่เพลิน”
“อยากได้มึงก็ไปฟ้องเอา กูกับลูกกูก็มีสิทธิ์ในบ้านหลังนี้เหมือนกัน และถ้ามึงยังหน้าด้านอยู่ กูจะด่าเช้าด่าเย็น ด่าแม่งทั้งวันทั้งคืน ทนได้ก็ทน”
ปึง!
รัชนกสะบัดก้นเข้าบ้าน ปิดประตูเสียงดัง แล้วลงกลอนด้านในทันที
เพลงเพลินได้แต่ยืนกำหมัดแน่น ดวงตาแดงก่ำเพราะความอัดอั้นตันใจ หนุ่มน้อยยืนตัวสั่นอยู่ตรงนั้นนานหลายนาทีจนรวบรวมสติได้ เขาก็ย่อตัวลงไปเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าอย่างตัดสินใจ
ขืนดันทุรังไปก็คงไม่มีอะไรดีขึ้น สู้ไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า เขามีความรู้มีความสามารถ มีพรสวรรค์ที่พ่อแม่ให้ติดตัวมา เกิดมาทั้งชีวิตไม่เคยคิดร้ายกับใคร ชีวิตมันคงไม่เลวร้ายไปมากกว่านี้หรอก
เพลงเพลินตัดสินใจเดินออกจากบ้านหลังใหญ่ที่เขาเคยบอกตัวเองว่าจะรักษามันไว้เพราะเป็นสมบัติที่พ่อกับแม่ตั้งใจสร้างในวันที่ทั้งสองรู้ว่ามีเขา ที่นี่คือความหลังอันแสนอบอุ่นและมีความสุขในวัยเด็กของเพลงเพลิน ที่ผ่านมาเขายอมแม่เลี้ยงกับน้องชายทุกอย่างเพียงเพื่อจะรักษาความเป็นครอบครัวไว้ แต่ทั้งสองกลับไม่เคยมองว่าเขาเป็นคนในครอบครัว ดังนั้นการตัดขาดจากกันจึงเป็นเรื่องที่เพลงเพลินคิดว่ามันดีที่สุดแล้ว
“พ่อครับ แม่ครับ เพลินขอโทษนะครับ”
หนุ่มน้อยปาดน้ำตาแล้วมองบ้านหลังใหญ่กลางสวนเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหมุนตัวเดินออกมา
มีเพียงกระเป๋าเสื้อผ้าใบย่อมหนึ่งใบกับไวโอลินคู่ใจเท่านั้นที่เพลงเพลินเอาติดตัวออกมาได้ หนุ่มน้อยเดินออกมาจากซอยด้วยความคับแค้นใจ ตลอดทางเดินกว่าหนึ่งกิโลเมตรยังคงมีเสียงก่นด่าของรัชนกดังก้องอยู่ในหัว อีกทั้งภาพชีวิตรันทดของตัวเองกว่าสิบปีหลังพ่อจากไปก็หลั่งไหลเข้ามาให้เขาคิดน้อยใจ เพลงเพลินไม่เหลือความผูกพันใดกับแม่เลี้ยงและน้องชายเพราะมันไม่ได้สวยงามตั้งแต่แรก
“เจ้าเพลิน ได้งานทำแล้วเหรอลูก”
ยายทองอยู่ที่นั่งตำหมากอยู่บนแคร่ใต้ต้นมะม่วงหน้าบ้านไม้หลังหนึ่งที่อยู่กลางซอยตะโกนถาม เมื่อเห็นเพลงเพลินสะพายกระเป๋าเสื้อผ้าเดินดุ่ม ๆ กำลังจะผ่านหน้านางไป
เพลงเพลินชะงักเท้า แล้วหันไปมองคุณยายใจดีประจำบ้านสวนที่ใครเดินผ่านบ้านแกเป็นต้องแวะทักทายกันทุกคน
“เปล่าจ้ะยาย เพลินยังไม่ได้งานเลย”
“อ้าว แล้วนั่นจะสะพายกระเป๋าไปไหนล่ะ ยายก็นึกว่าได้งานแล้วจะย้ายไปอยู่ใกล้ที่ทำงานเหมือนเจ้าหมูแฮมหลานอีเอื้อง”
เพลงเพลินเดินเข้าไปหา ย่อตัวลงนั่งตรงขอบแคร่ เพราะคิดว่าควรบอกลายายทองอยู่เสียหน่อย เห็นแกมาตั้งแต่ตัวเองจำความได้ หลังพ่อตายก็มียายทองอยู่นี่แหละที่คอยถามไถ่ว่าอยู่ดีกินอิ่มหรือไม่อย่างไร
“ยายจ๊ะ เพลินจะไปแล้วนะจ๊ะ”
