บทที่ 12 วันที่ไม่เหลือใคร
“จริงด้วยค่ะหนูจะซ่อนมันไว้ตรงนี้แล้วจะกอดมันนอนทุกคืนเลย พี่เฟิร์นคะแม่บอกว่าถ้าหนูขึ้น ป. 6 แม่จะซื้อโทรศัพท์ให้หนูด้วยค่ะ หนูจะได้โทรหาพี่บ่อยๆ ไม่ต้องยืมโทรศัพท์แม่” ที่ผ่านมาเวลาคิดถึงพี่สาวอริสามักจะแอบเอาโทรศัพท์ของมารดามาโทรหาพี่สาวแล้วก็จะถูกดุหนูเสมอ
“ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดีเลยนะเราจะได้คุยกันบ่อยๆ เอาล่ะวันนี้พี่คงต้องไปก่อน อริสดูแลตัวเองนะพี่รักหนูนะ” ขวัญนภัสกอดน้องสาวแน่นพยายามจะไม่ร้องไห้เพราะกลัวว่าน้องจะร้องตาม
“หนูก็รักพี่เฟิร์นคะ หนูอยากให้พี่เฟิร์นไปกับพวกเราด้วย”
“พี่มีหน้าที่ต้องทำนะ อริสก็เหมือนกันหนูต้องเป็นเด็กดีตั้งใจเรียนนะ”
“ค่ะพี่เฟิร์น” แล้วสองพี่น้องยืนกอดกันร้องไห้ อริสาไม่อยากจากพี่สาวไปเลยส่วนขวัญนภัสก็ไม่ให้น้องสาวย้ายไปอยู่ที่อื่นแต่ก็รู้ว่าไม่สามารถห้ามหรือทำอะไรได้เลย
“เป็นยังไงบ้างล่ะเฟิร์นเมื่อวานกลับไปที่บ้านมาใช่ไหม” คีรินทร์ถามขณะนั่งทานอาหารเช้าพร้อมกับขวัญนภัส
“ค่ะหมอคีย์” เธอตอบสั้นๆ เพราะการกลับไปที่บ้านไม่เหมือนอย่างที่คิดไว้
“แม่ดีใจไหมที่เอาเงินไปให้”
“หนูไม่ได้เอาเงินให้แม่หรอกค่ะ”
“อ้าวทำไม” คีรินทร์แปลกใจเพราะเขาได้ยินเธอพูดว่าจะเอาเงินไปให้มารดาที่บ้าน
“หนูเอาเงินให้น้องไว้ใช้จ่ายยามจำเป็นค่ะ”
“น้องเธออายุเท่าไหร่แล้วเหรอเฟิร์น”
“น้องหนูสิบขวบแล้วค่ะ”
“เด็กสิบขวบจะมีค่าใช้จ่ายจำเป็นอะไรล่ะ ส่วนใหญ่ก็ต้องขอจากพ่อแม่ทั้งนั้น ฉันว่าเธอทำไม่ถูกนะ” เขาตำหนิเธอไปเพราะไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวของเธอในตอนนี้
“ตอนนี้น้องอาจจะยังไม่ต้องใช้ค่ะ แต่หนูไม่รู้ว่าในอนาคตน้องจำเป็นต้องใช้หรือเปล่า”
“แล้วทำไมไม่ฝากเงินไว้กับแม่ล่ะ”
“ถ้าฝากไว้กับแม่เงินก็หมดสิคะ” ขวัญนภัสสาวตอบขณะเขี่ยข้าวต้มกุ้งในชามซึ่งมันต่างจากทุกครั้งที่เธอจะทานอาหารอย่างรวดเร็ว
“เป็นอะไรหรือเปล่าทำไมวันนี้สีหน้าไม่สดใสเลยหรืออ่านหนังสือหนัก” แม้ว่าขวัญนภัสจะมาทำงานกับเขาได้ไม่นานแต่คีรินทร์ก็สังเกตเห็นว่าวันนี้แม่บ้านของเขาผิดปกติไปจากเดิม
“ครอบครัวของแม่กำลังจะย้ายไปอยู่เชียงใหม่ค่ะ” เสียงตอบเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน
“อ้าวเหรอ แล้วยังไงล่ะ เธอต้องตามไปด้วยหรือเปล่า นี่ฉันต้องหาแม่บ้านคนใหม่อีกแล้วเหรอเนี่ย” คีรินทร์บ่นเพราะเขารู้สึกถูกใจกับการทำงานของขวัญนภัสมาก แต่ถ้าต้องหาคนใหม่มาแทนเธออีกเขาก็เริ่มจะปวดหัวขึ้นมาทันที
“หนูไม่ไปหรอกค่ะ พวกเขาไม่ได้บอกหนูด้วยซ้ำ” เสียงนั้นแผ่วเบาน้ำตาเริ่มซึมออกมาเล็กน้อย
คีรินทร์วันวางช้อนหันไปมองก็เห็นว่าตอนนี้ขวัญนภัสกำลังพยายามกลั้นน้ำตา
“อย่าฝึนเลยเฟิร์นถ้าอยากจะร้องไห้ก็ร้องออกมาสิกลั้นไว้แบบนี้มันไม่ดีเลย”
พอเขาพูดจบน้ำตาของขวัญนภัสก็ไหลพรากออกมาอย่างห้ามไม่อยู่คีรินทร์เลื่อนกล่องทิชชูไปตรงหน้าและนั่งฟังเงียบๆ เมื่อเห็นว่าเธอร้องหยุดร้องแล้วก็ถามเธอถึงเหตุผล
“มันเกิดอะไรขึ้นเหรอเฟิร์น เล่าให้ฉันฟังได้ไหม” น้ำเสียงของคีรินทร์เต็มไปด้วยความห่วงใยและอบอุ่น
“ลุงเกษมพ่อเลี้ยงของหนูเขาได้งานใหม่ ก็เขาก็เลยใช้ย้ายไปที่เชียงใหม่ ถ้าวันเสาร์หนูไม่กลับไปที่บ้านหนูก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะย้ายไป เขาไม่คิดจะบอกหนูด้วยซ้ำ เขาใจร้ายกับหนูมากๆ เขาทำเหมือนหนูไม่ใช่ลูกเลยค่ะ” หญิงสาวเล่าไปสะอื้นไปจนคนนั่งฟังรู้สึกสงสาร
คีรินทร์ลุกขึ้นเดินมาใกล้ๆ หญิงสาวกอดเอวเขาไว้แน่นน้ำตาไหลอาบแก้ม จนคุณหมอหนุ่มถึงความเปียกชื้นได้ในเวลาไม่นาน
“หมอคะแม่เขาไม่รักหนูเลยเหรอ ทำไมเขาจะย้ายไปอยู่ที่อื่นเขาไม่บอกหนูเลยสักนิด เขากลัวว่าหนูจะตามเขาไปใช่ไหมคะ เขากลัวว่าหนูจะกลับเข้าไปในชีวิตของเขาอีกใช่ไหมคะ ทำไมคะหมอ หนูคิดว่าต่อให้โลกนี้ไม่มีใครหนูก็ยังคงมีแม่ที่รักหนู ถึงแม้ตอนอยู่ด้วยกันแม่จะดุ จะด่าหรือจะพูดไม่ดีกับหนูยังไงแต่หนูก็คิดว่าที่แม่พูดกับหนูแบบนั้นเพราะแม่รักหนูอยากให้หนูโตขึ้นเป็นคนดี แต่ตอนนี้หนูรู้แล้วว่าทุกอย่างที่แม่พูดมันออกมาจากความรู้สึกจริงๆ แม่ไม่เคยรักหนูเลยใช่ไหมคะ” หญิงสาวถามคำถามเดิมวนไปวนมาทำให้คนฟังรู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก
เขาเองก็เคยรู้สึกแบบนี้ตอนที่พ่อกับแม่แยกทางกันและไม่มีใครอยากจะให้เขาอยู่ด้วยและก็เป็นเขาเองที่เลือกออกมาอยู่คนเดียวตามลำพัง แต่เขาก็ดีกว่าขวัญนภัสเพราะก่อนเสียชีวิตคุณปู่ได้มอบเงินให้เขาก้อนหนึ่งทำให้เขามีเงินเรียนและเลี้ยงดูตัวเองมาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนบิดามารดานั้นตัดขาดกับเขาไปตั้งแต่เขาอายุสิบห้าปีและตั้งแต่นั้นคีรินทร์ก็ไม่เคยได้ยินเรื่องราวของบิดามารดาตัวเองอีกเลย
คีรินทร์ไม่ได้ตอบคำถามของขวัญนภัสเพราะไม่รู้จะตอบแบบไหนเขาแค่ยืนอยู่นิ่งๆ ให้เธอกอดและร้องไห้อยู่แบบนั้น
เขาเอามือลูบหัวเบาๆ แล้วดึงเธอออกมาเล็กน้อยหยิบทิชชูบนโต๊ะเช็ดน้ำตาให้เธอจนแห้ง
“อย่าคิดอะไรในเรื่องที่มันผ่านมาแล้วเลยนะ เธอแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่เธอมีเป้าหมายในชีวิตใช่ไหมล่ะเพราะฉะนั้นลืมเรื่องราวพวกนั้นซะ ฉันเชื่อว่าเธอจะเข้มแข็งและอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว”
“แต่มันว้าเหว่มากเลยค่ะหมอคีย์ หนูไม่เหลือครอบครัวอีกแล้ว”
“เฟิร์นเธอลืมไปหรือเปล่าเธอยังมีฉัน มียายศรีจันทร์และมีบิวนะ พวกเราสามคนอาจจะไม่ใช่ครอบครัวโดยสายเลือดของเธอแต่ก็จะอยู่ข้างๆ เธออย่าน้อยใจไปเลยนะ” คีรินทร์พยายามจะปลอบเขาไม่ชอบเห็นใครร้องไหนแบบนี้
“หมอไม่เข้าใจหรอกความหมอไม่เคยโดนทิ้ง” ขวัญนภัสพูดอย่างน้อยใจ
