บทที่ 13 ฉลองและจากลา

“เธอพูดผิดแล้วเฟิร์น ฉันเคยโดนทิ้งตั้งแต่ตอนอายุสิบห้า พ่อกับแม่ฉันเลิกกันไม่มีใครต้องการฉันสักคน ฉันออกมาอยู่หอตั้งแต่ตอนนั้นและได้เงินจากมรดกของคุณปู่ส่งตัวเองเรียนจนถึงทุกวันนี้ฉันไม่ได้ติดต่อพ่อกับแม่มาสิบกว่าปีแล้วฉันก็ยังอยู่ได้เลย ตอนนั้นฉันเองก็ไม่มีใคร มีแค่หมออาร์มเพื่อนสนิทคนเดียวของฉันเท่านั้น” คีรินทร์เล่าถึงเรื่องในอดีตให้เด็กสาวฟังเพราะอยากให้เธอรู้ว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบทุกคนย่อมมีอดีตกันทั้งนั้น

“จริงเหรอคะหมอคีย์” หญิงสาวถามด้วยความแปลกใจเพราะดูเหมือนชีวิตคุณหมอคีรินทร์จะเพอร์เฟ็กมากเธอไม่คิดมาก่อนว่าเขาจะมีอดีตที่เลวร้ายไม่ต่างจากเธอ

“จริงสิ ฉันยังผ่านมันมาได้เลยตอนนั้นฉันอายุแค่สิบห้าเองนะ แต่ตอนนี้เธออายุสิบแปดและทำงานมีเงินเดือน ฉันว่าอนาคตเธอจะต้องไปได้ไกล มันต่างจากฉันนะ ตอนนั้นฉันไม่ได้ทำงานอะไรเลยใช้แค่เงินมรดกของคุณปู่ ถ้าพูดถึงความเก่งแล้วเธอน่ะเก่งกว่าฉันมาก”

“แต่หนูไม่รู้ว่าหนูจะอยู่แบบนี้ได้อีกนานแค่ไหนหนูยังเรียนไม่จบ ม. 6 เลยด้วยซ้ำ”

“เธอต้องอยู่ได้สิเฟิร์น มองไปที่อนาคตสิ เธออยากเรียนเภสัชอยากทำเครื่องสำอางนั่นคือเป้าหมายที่เธอจะต้องไปให้ถึง ฉันบอกเธอไปแล้วว่าเรื่องเรียนฉันจะสนับสนุนเธอเอง เธอรับปากได้ไหมล่ะว่าจะต้องทำสิ่งที่ฝันให้สำเร็จ”

“หนูจะพยายามค่ะหมอคีย์”

“อย่าใช้คำว่าพยายามสิเธอต้องพูดว่าเธอต้องทำให้ได้เข้าใจไหม” คีรินทร์กระตุ้นให้เด็กสาวฮึกเหิม เขามองว่าขวัญนภัสเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นและจะต้องประสบความสำเร็จกับสิ่งที่หวังไว้อย่างแน่นอน

“ค่ะหนูต้องทำให้ได้ หนูจะต้องสอบเข้าเรียนคณะที่หนูชอบให้ได้” หญิงสาวพูดแล้วยิ้มออกมาเมื่อนึกถึงอนาคตที่ตัวเองจะได้เข้าไปเรียนในระดับมหาวิทยาลัยก็รู้สึกมีกำลังใจมากขึ้น

“ต่อไปฉันจะติวให้เธอทุกวันดีไหม เพิ่มภาษาอังกฤษเข้าไปด้วยเพราะต้องใช้คะแนนตรงนี้ด้วยใช่มั้ยล่ะ”

“ใช่ค่ะแต่หนูจะทำให้หมอคีย์เสียเวลา” ขวัญนภัสเกรงใจที่หมอคีรินทร์จะต้องเสียเวลามาติวให้ทั้งที่เธอมาทำงานเป็นแม่บ้านให้เขา

“ไม่หรอกฉันเองก็อยากจะฝึกการใช้ภาษาอังกฤษด้วย เพราะถ้าฉันไปเรียนก็คงต้องใช้เป็นภาษานี้หลัก เอาล่ะนะทีนี้เธอรีบกินข้าวแล้วไปเรียนได้แล้ว เย็นนี้เจอกันนะ ฉันไปทำงานก่อนนี่ก็สายแล้ว”

“ขอบคุณนะคะหมอคีย์ที่ให้กำลังใจหนู แล้วก็ขอโทษด้วยที่ทำให้หมอต้องเสียเวลา หมอจะเปลี่ยนเสื้อใหม่ไหมเดี๋ยวหนูเอามาให้” ขวัญนภัสรู้สึกผิดที่ทำเสื้อของเจ้านายเปียกไปหมด

“ไม่เป็นไรหรอกพอไปถึงโรงพยาาลมันก็แห้งพอดี เธอก็รีบกินข้าวแล้วไปโรงเรียน อย่าคิดมากเรื่องนี้อีก ฉันไม่อยากเห็นเธอร้องไห้ถ้าครั้งต่อไปฉันเห็นเธอร้องไห้โดยไม่มีเหตุผลฉันจะหักเงินเดือนเธอตกลงไหม”

“หมอคีย์คะมีใครเขาหักเงินเดือนแบบนี้ด้วย”

“ก็มีฉันนี่ไงตกลงไหมล่ะ”

“ก็ได้ค่ะ” หญิงสาวยิ้มรู้สึกอบอุ่นขึ้นมากที่อย่างน้อยก็ยังมีคุณหมอคีรินทร์อยู่เคียงข้างในวันที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เหลือใครเลย

.....

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ขวัญนภัสทุ่มเทให้กับการเรียนอย่างหนัก เธอใช้เวลาทุกนาทีที่มีค่ากับการอ่านหนังสือ ทบทวนบทเรียน และการติวเข้มกับหมอคีรินทร์ทุกวัน

เขาไม่ได้สอนแค่เนื้อหาแต่ยังสอนเทคนิคการคิดวิเคราะห์ แม้จะเหนื่อยจากการทำงานบ้าน แต่แววตาของเธอกลับเต็มไปด้วยประกายแห่งความหวังและความตั้งใจ

เมื่อผลสอบออกมาแล้วขวัญนภัสก็รู้สึกได้เลยว่าสิ่งที่ทุ่มเทนั้นมันไม่เสียเปล่าเลยเธอสอบติดคณะเภสัชศาสตร์ หลักสูตรวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางส่วนชุติมณฑ์ก็ได้เข้าเรียนคณะพยาบาลศาสตร์อย่างที่ตั่งใจไว้

ทั้งสองนัดฉลองความสำเร็จกันที่บ้านของคุณยายศรีจันทร์ การฉลองครั้งนี้ไม่ได้มีแค่การแสดงความยินดีกับสองสาวเท่านั้น แต่ยังเป็นการเลี้ยงส่งหมอคีรินทร์ที่จะไปศึกษาต่อต่างประเทศด้วย

เย็นวันนั้นที่บ้านคุณยายศรีจันทร์อบอวลไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ คุณยายจัดเตรียมอาหารอีสานรสแซ่บไว้เต็มโต๊ะ ทั้งส้มตำ ไก่ย่าง ลาบน้ำตกและปลาเผาทั้งสี่คนนั่งล้อมวงกันทานอาหารด้วยบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง

“หมอดีใจด้วยนะบิวที่สอบได้” เขาพูดพร้อมกับส่งขอขวัญให้เพราะ

“ขอบคุณค่ะคุณหมอ ถ้าเราสองไม่ได้หมอคอยช่วยติวให้ก็คงทำไม่ได้ขนาดนี้หรอกค่ะ”

“หนูก็ต้องขอบคุณหมอมากๆ ด้วยค่ะ ถ้าหมอไม่ช่วยก็คงแย่” ขวัญนภัสรู้สึกขอบคุณเขาจากใจจริง เธอรู้ว่าหมอคีรินทร์ไม่ได้ให้แค่ความรู้ แต่ยังให้กำลังใจและโอกาสที่ยิ่งใหญ่กับเธอ

“ไม่ต้องถ่อมตัวหรอก ความตั้งใจของเธอต่างหากที่สำคัญ" หมอคีรินทร์มองเด็กสาวสองคนแล้วยิ้ม

“ยายก็ขอบคุณหมอคีรินทร์ด้วยนะคะ ยายแก่แล้วไม่รู้เรื่องพวกนี้เลยยังดีที่มีหมอมาช่วย”

“ผมไม่ได้ช่วยอะไรมากเลยครับยาย บิวและเฟิร์นเขามีความตั้งใจทั้งคู่ แต่สอบได้แล้วทั้งสองคนก็ต้องตั้งใจเรียนด้วยนะ หมอเรียนกลับมาเราอาจจะได้เป็นเพื่อนร่วมงานกัน”

“จริงด้วยค่ะ ถ้าได้ทำงานที่เดียวกับหมอก็คงดีนะคะจะได้อุ่นใจด้วยค่ะ” ชุติมณฑ์ดีใจถ้าได้ทำงานร่วมกับคุณหมอที่เธอรู้จักมาตั้งแต่เด็ก

“นึกไม่ถึงเลยว่าจะโตเร็วขนาดนี้ หมอจำได้ว่าตอนย้ายมาอยู่ที่นี่บิวยังอยู่ม.ต้นอยู่เลยแต่นี่จะเข้ามหาลัยแล้ว”

“เด็กๆ โตไวค่ะหมอ ส่วนยายก็แก่ขึ้นทุกปี” คุณยายศรีจันทร์ชวนคุย

“แต่ผมว่ายายยังไม่แก่เลยนะครับ สงสัยจะดูแลตัวเองดี” คุณหมอหนุ่มกล่าวชม

“หมอคีรินทร์ก็ปากหวานเหมือนนะคะ แบบนี้ถ้าไม่อยู่ยายคงคิดถึงมากแล้วหมอจะเรียนกี่ปีล่ะคะ”

“ถ้าตามแผนก็สามถึงสี่ปีครับยาย คงจบพร้อมกับเฟิร์นและบิว”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป