บทที่ 10 เด็กลามปาม
บทที่ 10
เด็กลามปาม
"อยากได้อะไรอีกไหม"
เจ้าขุนเอ่ยเสียงทุ้มเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเครื่องเริ่มเดินช้าลง
อาหารที่อยู่บนโต๊ะพร่องลงมากทีเดียว เชื่อแล้วว่าคงหิวมากจริง ๆ ถึงได้หงุดหงิดโวยวาย
"ไม่..พอแล้ว" บอกทั้งที่กำลังเคี้ยวอาหารอยู่เต็มปาก กระพุ้งแก้มสองข้างยัดไว้เต็มจนแก้มป่อง
"ขอโทษนะ" เจ้าขุนเอ่ยคำที่แทบไม่เคยนำมาใช้กับใครเลย
ราเชนชะงัก ก่อนจะคว้ามือหยิบแก้วน้ำยกขึ้นดื่ม ดวงตาเรียวเหลือบมองเจ้าของคฤหาสน์หลังงาม คิ้วสวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อยแต่แล้วก็คลายลงพร้อมกับไหวไหล่ พอหนังท้องตึงอาการหงุดหงิดก็ทุเลาลง
"ไม่เป็นไร ถือว่าหายกันก็ได้ เลี้ยงข้าวแล้วนี่ เดี๋ยวกูกลับเลยละกัน"
ดื่มน้ำรวดเดียวจนหมดแก้วแล้วก็เอื้อมมือไปคว้าแก้วบรั่นดีของเจ้าขุนขึ้นมากระดกเข้าปากเป็นการตบท้าย โดยมีสายตาคมกริบหรี่ตามองตามทุกการเคลื่อนไหวแต่ไม่ได้ว่าอะไรทั้งที่ถูกแย่งเครื่องดื่มไปต่อหน้าต่อตา ตามมาด้วยเสียงเรอดังใส่หน้าอย่างไม่เกรงใจอีก ท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่ยืนกลั้นลมหายใจ เสียวสันหลังวาบกับการกระทำของราเชน
แต่ทว่าเฮียขุนของพวกเขาก็ยังทำนิ่งเฉยผิดปกติวิสัย ทั้งที่เด็กมันลามปามแทบจะเลียปากอยู่แล้ว...
"มันดึกแล้ว เดี๋ยวให้คนไปส่ง"
จากการรายงานของเดชทำให้เจ้าขุนเชื่อว่าพวกมันอาจกลับมาทำร้ายอีก คงคิดว่าเป็นพวกเดียวกันหรือไม่ก็อาจจะมีอะไรบางอย่างที่เขาเองก็ยังไม่รู้
"อย่าบอกนะว่าห่วง เพิ่งให้ลูกน้องจับตัวกูมา อีกอย่างกูกับมึงก็ไม่ได้เป็นอะไรกัน คนรู้จักก็ว่าไปอย่าง" ใบหน้าหล่อมีรอยบาดเลิกคิ้วถามกวนๆ เจ้าขุนกระตุกมุมปากเบาๆกับความยียวนกวนประสาทนั้น
"แล้วห่วงได้ไหมล่ะ"
เป็นประโยคที่ทำเอาคนที่ฟังถึงกับหน้าขึ้นสี รู้สึกคันยุบยิบหัวใจยามสบดวงตาคมกริบ
อย่าว่าแต่ราเชนที่ทำหน้าเหวอเลย ลูกน้องที่ยืนอยู่ในบริเวณนั้นต่างก็อึ้งไปตามกัน ยกเว้นเดชที่ยังคงทำสีหน้าเรียบนิ่งไม่ได้แสดงอาการใดๆออกมา จะไม่รู้ได้อย่างไรกันเล่า ก็เพียงไม่กี่นาทีที่นั่งกินข้าวด้วยกัน แต่ราเชนกลับทำให้มุมปากหยักของคนเป็นนายเผลอกระตุกยิ้มอยู่บ่อย ๆ
นับว่าเป็นของหายากที่จะเรียกรอยยิ้มให้กดลงตรงมุมปากของผู้เป็นนายได้ ทุกคนจึงแปลกใจว่าชายหนุ่มที่นั่งร่วมโต๊ะกับเจ้านายในยามรัตติกาลคนนี้เป็นใครกันแน่ มีความสลักสำคัญมากอีกทั้งท่าทางเอ็นดูอยู่นั่นอีก ยามเฮียขุนทอดมองคนร่วมโต๊ะทานไปบ่นไป หากเป็นคนอื่นมาทำน้ำเสียงกริยา และคำพูดก้าวร้าวใส่ ป่านนี้คงกลายเป็นเถ้าธุลีไปแล้ว
และคงมีเพียงเดชที่รู้ว่าเจ้าของผ้าพันแผลที่เจ้านายสั่งให้ไปตามเอาคืนกลับมานั้นเจ้าของชื่อราเชน เดชจึงรู้ว่าราเชนคือคนที่มีพระคุณกับเจ้านายตนในคืนนั้นนั่นเอง
"ห่วงบ้าอะไร ดักซ้อมจนได้แผล กูจะตายก็เพราะลูกน้องมึงนี่แหละ"
บ่นหน้างอไม่หยุด ทั้งที่ก็รู้ว่าแผลส่วนใหญ่ตามเนื้อตัวเกิดขึ้นเพราะคนพวกนั้น แต่ก็แกล้งพาลไปเรื่อยเพื่อกลบเกลื่อนสายตาคมที่จ้องตนไม่กระพริบ
เดือนนี้คงได้กินแกลบเพราะใบหน้าที่เขาเฝ้าทะนุถนอมมีรอยแผล เพราะนั่นหมายถึงเขาจะทำงานไม่ได้ไปสักระยะ ขืนเจ๊ยี่หวาเห็นร่องรอยฟกช้ำมีหวังโดนด่าไปสามวันเจ็ดวันไม่ซ้ำคำแน่
"ไม่ได้สั่ง แค่ให้ลูกน้องตามเพราะห่วงความปลอดภัย" เจ้าขุนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
"ส่วนไอ้พวกที่โดนมึงทำร้าย ไม่ใช่คนของเรา พวกมันน่าจะเป็นคนที่ตามล่าเฮียคืนนั้น"
เดชแทรกขึ้นเพราะไม่อยากให้เข้าใจผิด พอคิดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาก็อดขำไม่ได้ว่าแทนที่ราเชนจะโดนพวกมันทำร้าย กลับกลายเป็นคนร้ายดวงซวยโดนราเชนซัดจนน่วมทุกคน
"แล้วใครล่ะ ทำกูเดือดร้อนไปด้วย" พูดเสร็จก็หันไปค้อนเจ้าของคฤหาสน์ตัวซวยด้วยสายตาไม่พอใจ
ตึ่งๆๆ
เสียงเตือนโทรศัพท์ของราเชนดังขึ้นอีกแล้ว ป่านนี้ยายคงเป็นห่วงอยู่ หากเดาไม่ผิดคงกำลังนั่งรอเขาไม่ยอมหลับยอมนอน
"นอนที่นี่เถอะ..."
"นี่เราสนิทกันขนาดที่มึงชวนกูค้างด้วยว่างั้น ชวนมาได้"
ดวงตาชอบหาเรื่องเหลือบมองพร้อมกับเช็ดมือเช็ดปากจนสะอาดก็ลุกขึ้นยืนทันที เจ้าขุนจึงจำต้องลุกตาม
"แต่นี่มันดึกมาก อันตรายเกินไป" จากคนพูดน้อยเจ้าขุนรู้สึกว่าคืนนี้ตัวเองพูดมากกว่าปกติ
"เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ ค่อยมาห่วงคนอื่น อีกอย่างกูอยู่มาได้ตั้งนานไม่เห็นเป็นอะไร จะเป็นก็ตรงมาเจอมึงนี่แหละ ซวยชิบหาย!"
"ลดๆลงบ้างนะไอ้นิสัยแบบนี้"
เจ้าขุนจิ๊ปากเบาๆ ปากเก่งแบบนี้ไม่รู้ว่าอย่างอื่นจะเก่งด้วยหรือเปล่า ไม่นึกเลยว่าคนตรงหน้าจะดื้อรั้นกว่าที่คิด
"นี่มันสันดานกูเว้ย! ไม่ใช่ของในตลาดสดที่จะมาลดกันได้" พูดจนชินปากจะให้ลดความปากร้ายลงก็คงยากหน่อยนะ
"อะแอ่ม"
แต่ก่อนที่จะพูดจาร้ายกาจมากไปกว่านี้ เดชจึงรีบกระแอมขึ้นเบาๆทำให้คนปากไวรีบสำรวมทันที
"เดี๋ยวให้เดชไปส่งละกัน"
"ก็บอกว่าไม่ต้อง...กูกลับเองได้"
"ไม่ได้!"
"อย่าลืมว่ากูไม่ใช่ลูกน้อง เพราะงั้นอย่ามาออกคำสั่ง"
คนอารมณ์ร้อนชักสีหน้าใส่ เริ่มรำคาญเมื่ออีกฝ่ายวอแวไม่เลิก ในที่สุดคนที่เหนือใครทั้งหมดอย่างเจ้าขุนก็ยอมยกธงขาว
"ตามใจ แต่ถ้ามีอะไรก็ไปหาที่บริษัท หรือไม่ก็มาที่นี่ก็ได้" เห็นแววตาหาเรื่องจึงเลือกที่จะเลิกตอแย ชีวิตยังต้องเจอกันอีกเขาไม่รีบก็ได้
"ไม่ต้องหรอก เราคงไม่จำเป็นต้องเจอกันอีก"
ราเชนพูดจบก็ขอตัวทันที ไม่สนใจด้วยว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกอย่างไร แต่แทนที่จะโกรธ เจ้าขุนกลับหัวเราะในลำคอเบาๆอย่างนึกสนุกจะมีสักกี่คนที่ทำกิริยากับเขาแบบนี้
"แอบตามไป แล้วอย่าให้มันรู้ตัวล่ะ" เขายังไม่นิ่งนอนใจจึงให้เดชตามไปส่งอีกครั้งถึงแม้อีกฝ่ายจะห้ามไว้ก็ตาม
"ครับเฮีย"
"ทำไมคืนนี้พี่ดึกจัง อีกไม่กี่ชั่วโมงจะสว่างแล้วเนี่ย"
คนพูดหน้าบูดพร้อมกับปิดปากหาวระรัวๆด้วยความง่วงงุน บอสอยู่เป็นเพื่อนยายทองเพราะราเชนไม่รับสาย อีกทั้งยังไม่มีข้อความตอบกลับ นั่นคือสัญญาณให้รู้กันว่าลูกพี่ของเขายังไม่สะดวก อาจเมาหรือไม่ก็คงเกิดเรื่องมีแค่สองอย่างเท่านั้น ทำให้เด็กหนุ่มไม่กล้าทิ้งคนสูงวัยไว้เพียงลำพัง
"เออ...มีเรื่องนิดหน่อย" บอกเสียงเอื่อยๆ
"เรื่องอะไรลูกพี่"
ป๊าบ!!
"ไม่ใช่เรื่องของเด็กอย่าสู่รู้ ว่าแต่ยายล่ะหลับหรือยัง"
"หลับซะที่ไหน ยายพี่โคตรอึดเลย ไม่ยอมเอนตัวลงนอน เอาแต่บอกว่าจะรอเข้านอนพร้อมหลานกู"
"ขอบใจมาก มึงไปนอนได้แล้วไปป่านนี้แม่เป็นห่วงแล้วมั้ง"
"แม่ผมเหรอจะมาห่วงลูกเลี้ยงอย่างผม มีแต่ไล่ให้ไปตายทุกวัน" พูดจบ บอสก็ก้มหน้าลง
"เอาล่ะๆ พรุ่งนี้เช้าเดี๋ยวกูโอนตังค์ให้จะได้เอาไปโรงเรียนสัปดาห์หน้า"
ราเชนถอนลมหายใจหนักๆ ก่อนจะตบไหล่รุ่นน้องเบา ๆ แล้วไล่ให้ไปนอน
พอเดินก้มหัวเข้าไปในบ้านก็เห็นยายนั่งรออยู่ตรงกลางห้องด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าเต็มทน
"เชนขอโทษครับยาย แล้วยายจะมานั่งรอเชนทำไม หือ...ทำไม ถึงยังไม่นอนอีก"
ราเชนเข้าไปโอบกอดร่างเล็กๆของหญิงชราที่มีผิวเหี่ยวย่นตามกาลเวลาด้วยความรัก ทั้งชีวิตมียายเพียงคนเดียวที่เลี้ยงเขามาตามลำพังจนเติบใหญ่ ชายหนุ่มจึงรักและเคารพผู้เป็นยายมากที่สุด
คนเป็นยายยกมือเหี่ยวที่หยาบกระด้างจากการทำงานหนักมาทั้งชีวิตขึ้นลูบใบหน้าหลานชายแผ่วเบา จะไม่ให้เธอห่วงได้อย่างไร หลานชายเพียงคนเดียวยังไม่เป็นโล้เป็นพาย ส่วนชีวิตของเธอจะตายไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แล้วหากเธอจากโลกนี้ไปใครจะอยู่ดูแลราเชน
อย่างคืนนี้ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ คิดว่าต้องเกิดเรื่องร้ายกับหลานชายเพียงคนเดียว จึงให้บอสโทรหาและส่งข้อความไปแต่ก็ไม่มีการตอบรับใด ๆกลับมาจึงนั่งรอ และมันก็เป็นจริงอย่างที่เธอคิด...
"แล้วไม่ให้หวงได้ยังไง ดูหน้าเราสิ ไปมีเรื่องชกต่อยกับใครมาอีก ทำไมถึงชอบทำตัวเกเรแบบนี้ หืม..."
พอเห็นใบหน้ามีรอยฟกช้ำและบาดแผลหลายแห่งก็ยิ่งทำให้เป็นห่วง คนแก่บ่นไปด้วยตาแดงรื้นไปด้วยเพราะเป็นห่วงหลานชาย
"มีเรื่องที่ไหน เชนแค่หกล้มหน้าเลยไปฟาดกับขอบโต๊ะ เปล่าไปหาเรื่องใครซะหน่อย ทำไมยายชอบมองหลานชายตัวเองเป็นคนเกเรหาแต่เรื่องชกต่อยละ หืม..." คนปฏิเสธทำหน้าละห้อย
"........"
ยายทองจ้องหน้าหลานชายอย่างจับผิด แม้จะเชื่อไม่ได้เลยกับคำพูดเหล่านั้น แต่เธอก็ไม่อยากจะไปเค้นหาคำตอบอีก แค่ทำงานกลับดึกทุกวัน ไหนจะต้องตื่นเช้าหุงหาอาหารเก็บกวาดทำความสะอาดบ้านก่อนไปเรียนอีก มีวัยรุ่นคนไหนทำได้อย่างหลานชายเธอบ้าง...
"จริงๆนะ เชนจะโกหกยายทำไม" หากยายรู้ว่าคนพวกนั้นจะมาจับตัวเขาไปอีก ยายคงได้หัวใจวายตายไปก่อนแน่เลย
@วันต่อมา
"อื้ออ...."
คนไม่อยากตื่นบิดขี้เกียจบนที่นอนอยู่หลายตลบ ก่อนจะตัดใจแล้วลุกขึ้นมาในยามเช้าตรู่ของเช้าวันหยุดสุดสัปดาห์
โดยปกติหากเป็นวันหยุดจะนอนยันเที่ยง แต่ทว่าเช้าวันนี้จะต้องมาช่วยยายทำกับข้าวใส่บาตร ทำให้คนที่นอนตีสี่ต้องรีบแหกขี้ตาตื่นขึ้นมาในตอนตีห้า เพื่อช่วยยายหุงหาอาหารทำกับข้าวใส่บาตร เป็นอย่างนี้ประจำจนเขาชินไปแล้ว
"ยาย ๆ ตื่นได้แล้วเดี๋ยวก็โวยวาย หาว่าเชนไม่ปลุกอีกหรอก"
พอลุกขึ้นมาก็ร้องตะโกนปลุกคนเป็นยายให้ตื่นเหมือนทุกครั้ง ก่อนจะพาร่างสูงเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวแล้วล้างหน้าล้างตาออกมายายก็ยังนอนนิ่งเงียบอยู่ที่เดิม..
"คุณทองครับ...สายแล้วนะครับชักจะขี้เกียจไปกันใหญ่แล้วนะ ใครกันแน่ที่เกเร หืออ.."
น้ำเสียงหยอกล้อคนเป็นยาย แต่พอเห็นว่าคนที่นอนยังคว่ำหน้านิ่งไม่ขยับตัวจึงชักเอะใจ
ปกติยายทองของเขาไม่ใช่คนขี้เซาซะหน่อย จึงรีบเดินไปหายายที่นอนอยู่บนฟูกเก่า ๆ พร้อมกับเรียกยายไปด้วย แต่พอเห็นว่ายายไม่ยอมขยับอีกจึงรีบถลาเข้าไปหาเพิ่งสังเกตเห็นว่าสิ่งของรอบตัวยายล้มระเนระนาด
"ยาย...ยาย..ยายได้ยินเชนไหม! ช่วยด้วย!! ใครก็ได้ช่วยเรียกรถพยาบาลที!!"
ราเชนตะโกนเสียงดังลั่นซอยพร้อมกับเขย่าร่างยายให้ตื่น จับชีพจรตามที่เคยเข้าอบรมหลักสูตรกู้ชีพกู้ภัยมาจึงพบว่ายายยังไม่ตาย ยังมีลมหายใจรวยระริน
"ยาย...ยายอย่าเป็นอะไรนะ ยายครับ..ยาย!"
