บทที่ 11 คงต้องสี่ยง
บทที่ 11
คงต้องสี่ยง
"ช่วยยายผมด้วย...ช่วยยายด้วยครับ"
คนที่วิ่งตามรถเข็นที่มีร่างหญิงชรานอนอยู่บนนั้น มุ่งตรงไปทางห้องฉุกเฉิน ราเชนคิดอะไรไม่ออกเมื่อมองเห็นหน้าซีดเซียวของคนเป็นยาย เขากุมมือที่เหี่ยวย่นของยายเอาไว้รู้สึกถึงความเย็นเฉียบที่แผ่ซ่านมาถึงตัวเขา
ได้แต่โทษตัวเองที่นอนหลับลึกเกินไป อีกทั้งอาจเป็นเพราะฤทธิ์ยาที่อัดเข้าไปเมื่อคืนจึงไม่ได้ยินเสียงตอนหกล้มบนที่นอน หากไปล้มที่อื่นหัวฟาดพื้นโดนของแข็งเข้า เขาไม่อยากจะคิดเลย ยายคงจะพยายามลุกขึ้นแล้วอาจหน้ามืดล้มลงในท่าคว่ำหน้า คิดมาถึงตรงนี้ก็ยิ่งโกรธตัวเอง
"ญาติคนไข้รอข้างนอกนะคะ"
พยาบาลยกมือห้ามเอาไว้ แต่ราเชนก็ยังดึงดันจะเข้าไปด้านในให้ได้ด้วยความเป็นห่วง
"ขอผมเข้าไปด้วยได้ไหมคุณหมอ นะครับคุณพยาบาล" คนร้องขอดวงตาแดงก่ำอ้อนวอนขอเข้าไปด้วย
"ไม่ได้ค่ะ ญาติต้องรอด้านนอก"
พยาบาลเอ่ยด้วยน้ำเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายยังดื้อดึงจะตามเข้ามา
"หมอต้องช่วยยายผมให้ได้นะครับ อย่าให้ยายผมเป็นอะไรนะครับหมอ"
"มันเป็นหน้าที่ของหมออยู่แล้วค่ะ ถ้าขืนญาติมัวแต่ยื้อหมอไว้อยู่แบบนี้ แล้วเมื่อไหร่หมอจะได้รักษาคนไข้คะ" พอหมอดุ ราเชนจึงยอมหลีกทางให้หมอเข้าไปในห้อง
"ไอ้เชนเป็นไงบ้างวะ..แฮ่กๆๆ เหี้ยเหนื่อยชิบหาย"
เล้งที่วิ่งมาหอบจนตัวโยน พอมาถึงก็ก้มเอามือทั้งสองข้างเท้าลงบนเข่าของตัวเอง เสียงลมหายใจหอบแรงด้วยความเหนื่อยเพราะไม่ค่อยออกกำลังกาย ต่างจากราเชนที่ออกกำลังกายทุกครั้งที่มีเวลาว่าง เพราะด้วยนิสัยชอบเรียกตีนชาวบ้านเลยต้องฟิตตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ
"มึงมาได้ไง"
"แว้นมอไซค์มาสิวะ ไม่น่าถามโง่ๆ"
"ไอ้เหี้ยเล้ง! กูยิ่งเครียดอยู่ด้วย"
"เออ..กูแค่หยอกเห็นหน้าเครียดๆ ไอ้บอสมันโทรมาบอกกูเองแหละ ว่าแต่เกิดเรื่องเหี้ยอะไรขึ้นอีกวะเนี่ย แล้วหน้ามึงไปโดนใครล่อมาอีกล่ะ ขยันเรียกตีนชาวบ้านนักนะ"
เมื่อคืนก็ช่วยเป็นต้นทางให้เพื่อนหนีมาเฟียไปทีแล้ว ไอ้เขาก็โดนเจ๊ยี่หวาด่าซะมึนจนหาทางกลับบ้านไม่เจอ แล้วพอมาวันนี้กลับต้องมาเจอหน้าหล่อๆของมันมีรอยบาดแผลและฟกช้ำดำเขียวตามเนื้อตัวอีก ช่วงนี้มีแต่เรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นคงต้องหาเวลาพาราเชนไปสะเดาะเคราะห์สักหน่อย เผื่ออะไรๆจะดีขึ้นมาบ้าง
"เรื่องมันยาวไว้ค่อยเล่าวันหลัง"
ราเชนยังคงยืนเกาะกระจกหน้าห้องฉุกเฉินชะเง้อจนคอยืดยาวส่องคนที่อยู่ด้านใน
"มองยังไงมึงก็ไม่เห็นหรอกว่ะ ชะเง้อคอยาวเป็นยีราฟอยู่ได้ ไปนั่งตรงนู้นดีกว่าป่ะ"
ตอนแรกไม่ยอมขยับ แต่พอโดนเพื่อนคะยั้นคะยอหนักๆจึงย้ายตัวเองมานั่งตรงเก้าอี้หน้าห้องฉุกเฉิน
"เพราะกูเลย ถ้ายายไม่ถ่างตารอกูก็คงไม่เป็นแบบนี้"
คนนั่งก้มหน้ายกมือนวดขมับด้วยความเครียดจัด เล้งตบไหล่เพื่อนเบาๆอย่างปลอบใจ
"เฮ้ยพูดอะไรแบบนั้นวะ อย่าโทษตัวเองเลยว่ะ ไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องแบบนี้หรอกน่า"
"กูมันหาแต่เรื่องให้ยายปวดหัวไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ได้เรื่องอะไรสักอย่าง"
"สำหรับยายแล้วมึงคือหลานชายที่แกรักที่สุดดีที่สุดนะเว้ย อย่าคิดมาก ถึงมือหมอแล้วยังไงยายก็ต้องปลอดภัยเชื่อกู"
เล้งรู้ดีว่าเพื่อนของตัวเองรักยายมากแค่ไหน แม้นเขาไม่ใช่หลานชายแท้ๆยังรักหญิงสูงวัยผู้ใจดีมีเมตตาอย่างยายทองเลย
จนเวลาผ่านไปพักใหญ่ หมอกับพยาบาลที่เข้าห้องไปพร้อมกันก็เดินหน้าเครียดออกมา ร่างสูงจึงวิ่งเข้าไปถามอาการของยาย โดยมีเล้งตามหลังมาติดๆ
"เป็นไงบ้างครับหมอ ยายผมเป็นยังไงบ้าง" มือหนาเผลอคว้าไหล่หมอเอาไว้อย่างลืมตัว
"ไอ้เชน"
พอเห็นเพื่อนล้ำเส้นเล้งจึงดึงมือเพื่อนออกมาพร้อมกับปรามอีกฝ่ายเอาไว้ ด้วยรู้นิสัยดีว่ามันเป็นคนใจร้อนวู่วาม
"คุณยายมีอาการเส้นเลือดสมองตีบเฉียบพลัน หากมาโรงพยาบาลช้าไปคนไข้อาจเสียชีวิตได้นะคะ ผู้สูงวัยควรดูแลท่านให้ดีๆกว่านี้"
คำตอบที่ได้รับพร้อมคำตำหนิ กลับทำให้ราเชนใจหายวาบ เข่าทรุดจนเพื่อนต้องรีบคว้าเอาไว้แทบไม่ทัน
"งั้นก็รีบรักษาเลยสิครับหมอ"
"โรคหลอดเลือดสมองตีบเป็นภาวะฉุกเฉิน โรงพยาบาลจะให้ความสำคัญกับการรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้เป็นลำดับแรกก็จริงนะคะ แต่ว่าเราเองก็ต้องมีขั้นตอนการคัดกรองและจัดลำดับความสำคัญของผู้ป่วยด้วย"
"หมอก็เพิ่งบอกเองว่า ยายผมอาจตายได้ ก็รีบรักษาเลยสิ จะมัวรออีกทำไมวะ" ราเชนพูดเสียงดังเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องรอ
"มันมีขั้นตอนหลายอย่าง อาการคนอื่นก็แย่เหมือนกันนะคะคุณ ทุกคนต่างก็ต้องรอคิวรักษาเหมือนๆกันหมด"
พยาบาลสาวเอ่ยบอกเสียงขุ่น แม้จะเข้าใจความรู้สึกของญาติผู้ป่วยดีว่าทุกคนต่างก็ต้องการให้รักษาคนในครอบครัวตัวเองก่อนทั้งนั้นแต่ทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอนในการรักษาเช่นกัน...
"รอคิวอะไรวะ ก็เห็นอยู่ว่ายายผมอาการหนัก ผมไม่รออะไรทั้งนั้น คุณหมอต้องรีบรักษาอาการยายผมตอนนี้เลย"
"เฮ้ย! ไอ้เชนมึงใจเย็นดิวะ"
เล้งจับเพื่อนเอาไว้เมื่อราเชนหันไปเขย่าตัวพยาบาลที่อธิบายด้วยความโมโห
"คุณคะกรณีนี้ แพทย์จะวินิจฉัยอาการของคนไข้เองค่ะ การรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและระยะเวลาที่ผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล โดยทั่วไปแล้วโรงพยาบาลของเราจะให้ความสำคัญกับการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบเป็นลำดับแรกอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนเพื่อลดความเสี่ยงของความพิการและเสียชีวิต แต่กรณีเคสของยายทอง หมอได้ทำการประเมินอาการเบื้องต้นไปแล้ว ว่าต้องรอดูอาการไปก่อน เรามีเคสอื่นที่เข้ามาก่อนและรุนแรงกว่านี้ ที่ต้องรีบทำการรักษาเหมือนกันค่ะ เพราะอย่างนั้นญาติช่วยใจเย็นๆหน่อยนะคะ"
"ใจเย็นเหรอ หรือว่าเห็นว่าพวกเราจนใช้สิทธิ์บัตรทอง หมอถึงไม่รีบรักษา ก็เห็นอยู่ว่าอาการยายผมทรุดหนัก"
คนพูดดวงตาแดงก่ำขบกรามแน่นจนเห็นเส้นเลือดปูด
"จริง ๆ เราก็อยากจะรักษาให้ตอนนี้เลยด้วยซ้ำ แต่ญาติต้องเข้าใจหมอด้วยนะคะ ทั้งหมอและห้องผ่าตัดเราก็มีจำกัดคนไข้ก็ต่อคิวกันแน่น อีกอย่างเคสนี้หมอรักษาตามอาการไปแล้ว ด้วยการให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำเพื่อเปิดหลอดเลือดที่อุดตันไปก่อน หากยังอาการไม่ดีขึ้นก็คงรักษาด้วยวิธีอื่นต่อไป ตอนนี้เราคงได้แค่ติดตามดูอาการไปก่อน ช่วงนี้ก็คงต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด"
"แต่เรื่องแบบนี้มันรอได้ที่ไหน ถ้าอาการยายผมแย่ไปมากกว่านี้ ใครจะรับผิดชอบ!"
ทุกคนนิ่งอึ้งไม่รู้จะตอบเช่นไร เพราะพวกเขาเป็นแค่หมอไม่ใช่ฮีโร ที่จะช่วยเหลือคนไข้ทุกคนได้ในเวลาเดียวกัน
ราเชนมองรถที่เข็นยายออกมาจากห้องฉุกเฉินเพื่อพาไปยังห้องผู้ป่วยรวม จากสภาพที่เห็นยายอาการหนักมาก ยังจะบอกว่าให้รอคิวอีก ทำแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน มองหน้ายายที่นอนอยู่บนเตียงโดยมีบุรุษพยาบาลเข็นออกมาใบหน้าของท่านซีดเซียว หากสายตาไม่ฝาดจะเห็นว่าริมฝีปากเบี้ยวเล็กน้อย มันทำให้ทั้งราเชนและเล้งน้ำตาเอ่อคลอเบ้า
"เอาอย่างนี้ไหมค่ะ ถ้าหากทางญาติคนไข้มีกำลังทรัพย์พอ หมอแนะนำให้ไปโรงพยาบาลเอกชนที่มีเครื่องมือครบและพร้อมเข้ารับการรักษาอาการได้ทันที แบบนั้นจะดีกว่าไหมครับ"
"ถ้ากูมีเงินจะมาที่นี่ไหมวะ!!"
"ไอ้เชน!! ใจเย็นดิวะ ขอโทษแทนเพื่อนผมด้วยครับหมอ มันคงกำลังเสียใจ"
เล้งไหว้ขอโทษทั้งหมอทั้งพยาบาลที่เพื่อนของเขาพูดจาก้าวร้าวตอกใส่หน้าจนน้ำลายกระเซ็น
"ไม่เป็นไรครับหมอเข้าใจ ยังไงต้องขอตัวไปดูคนไข้ก่อน ขอตัวนะครับ"
ราเชนมองตามรถเข็นด้วยดวงตาพร่ามัวหยาดน้ำใสเอ่อล้นอยู่ในดวงตาคู่นั้น
กำลังทรัพย์เหรอ จะหามาจากไหน ที่มีติดบัญชีก็เพียงเล็กน้อยไว้สำหรับพายายไปหาหมอในแต่ละเดือนตามที่ใบนัดเท่านั้น เพราะเมื่อวันก่อนเขาเพิ่งจะจ่ายค่าเทอมไปในเทอมสุดท้าย หากไม่จ่ายก็คงไม่จบพร้อมเพื่อน แล้วถ้าหากต้องไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนนอนคืนละเป็นหมื่นเป็นแสนเขาจะเอาเงินค่ารักษาจากที่ไหนมาจ่ายให้ทางโรงพยาบาล ความรู้สึกสิ้นหวังถาโถมเข้ามาด้วยไม่รู้จะทำยังไงดีนับจากนี้...
"กูมีในบัญชีหนึ่งแสน กูให้มึงก่อนก็ได้นะ"
"ขอบใจว่ะ แต่กูดึงมึงมาเยอะแล้ว เกรงใจ มึงเองก็ต้องกินต้องใช้ ไหนจะส่งไปให้ที่บ้านอีก"
"เอางี้ไหมโทรหาเจ๊ดูเผื่อแกช่วยได้"
"มึงก็รู้ว่าบาร์โฮสต์ไม่ใช่ของเจ๊จริงๆ"
ทั้งคู่รู้ว่ายี่หวาเป็นแค่ตัวแทนเท่านั้น ไม่ใช่เจ้าของตัวจริงอย่างที่คนอื่นคิด
"ไว้เราค่อยๆหาวิธีดีไหม มันต้องมีสักวิธีสิวะ ค่อยๆคิด" เล้งตบไหล่เพื่อนเบา ๆ
หลังจากทีพาคนไข้มาไว้ที่ห้องรวมที่มีเตียงเรียงรายกันเต็มไปหมด ส่วนใหญ่เป็นคนไข้วิกฤตเข้าขั้นโคม่าเห็นแล้วยิ่งเอน็จอนาถใจ
"ยายครับ ยายต้องไม่เป็นอะไรนะ"
ราเชนกระซิบข้างหูยาย น้ำตาลูกผู้ชายที่ไม่เคยมีร่วงเผาะลงมาอาบสองแก้ม
"เชนจะทำทุกวิถีทาง รักษายายให้หายเป็นปกติให้ได้ ยายเชื่อเชนนะ...เข้มแข็งไว้อย่าเพิ่งทิ้งเชนไปไหนนะครับยาย"
ราเชนยกมือเหี่ยวย่นที่เลี้ยงเขามาตั้งแต่แบเบาะแนบแก้มของตัวเองด้วยความรัก ก่อนจะวางลงเบาๆแล้วล้วงหยิบกระเป๋าสตางค์ ค้นหานามบัตรที่เคยมีใครบางคนให้ไว้ออกมาดู 'วนารมย์กรุ๊ป'
มีเพียงคนเดียวที่จะช่วยเขาได้ในตอนนี้
"เอาวะ คงต้องเสี่ยงดวงดูแล้วกัน"
คงต้องบากหนาไปขอความช่วยเหลือจากผู้ชายคนนั้น มันเป็นเพียงวิธีเดียวที่จะช่วยยายได้ในตอนนี้ แต่อีกฝ่ายจะช่วยไหมนั่นก็อีกเรื่อง...
"ใครวะ"
เล้งยื้อตัวขึ้นอ่าน ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นชื่อที่ปรากฎอยู่บนนามบัตรนั้น
"ขุนพล วนารมย์! นั่นมันชื่อไอ้คนเมื่อคืนที่มึงชิ่งหนีมันไม่ใช่เหรอวะ ไอ้เชน"
"อืม"
"สรุปยังไง นี่มึงรู้จักเขาเหรอ"
เล้งเกาหัวแกรกไม่เข้าใจ หากรู้จักกันทำไมเมื่อคืนเพื่อนจึงชิ่งหนี แล้วทำไมถึงได้มีนามบัตรของนักธุรกิจผู้ร่ำรวยคนนี้อยู่ในกระเป๋าสตางค์ หรือว่าที่เกิดเรื่องราวเมื่อคราวก่อน และที่มีรอยฟกช้ำในตอนนี้ มีความเกี่ยวข้องกับผู้ชายคนนั้นกันนะ...
"กูฝากยายด้วยนะ ถ้ามึงจะไปทำงานก็โทรให้ไอ้บอสมาเฝ้า"
"แล้วมึงล่ะ"
"........"
"อ้าวเฮ้ย!! ไอ้เชน กลับมาคุยกันก่อน"
