บทที่ 12 คนสำคัญ

บทที่ 12

คนสำคัญ

@วนารมย์กรุ๊ป

เมื่อกดโทรศัพท์แล้วเจ้าของนามบัตรไม่ยอมรับสาย ราเชนที่อยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์กับรองเท้าผ้าใบคู่โปรดบุกเข้าไปถึงวนารมย์กรุ๊ปทันที สถานที่ที่ไม่ใช่ใครก็ได้จะสามารถเข้าไปข้างใน ทุกคนที่มาจะต้องนัดล่วงหน้าแล้วเท่านั้นถึงจะสามารถเข้าพบผู้บริหารระดับสูงสุดอย่าง 'ขุนพล วนารมย์' หรือเฮียขุนได้ 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่ด้วยว่า 'เฮียขุน' ของพวกเขาพร้อมจะพบด้วยหรือเปล่า นั่นก็เป็นอีกเรื่อง...

"ผมขอพบเฮียขุนหน่อยมีเรื่องสำคัญต้องคุยกับเขา" 

พอมาถึงราเชนก็แจ้งจุดประสงค์ของการมาในครั้งนี้ แต่ชายร่างฉกรรจ์ที่อยู่ด้านหน้าเอาตัวเข้าขวางไม่ยอมปล่อยให้เข้าไปได้

"หลีก อย่ามาขวาง!!" 

คนใจร้อนออกอาการหงุดหงิดทันที ส่วนหนึ่งก็เพราะเจ้าของที่นี่ไม่ยอมรับสายตน ทั้งที่บอก ไว้เองด้วยซ้ำว่าถ้าหากมีอะไรให้เข้ามาหา

"เข้าไปไม่ได้จริงๆครับ คุณไม่ใช่พนักงานของที่นี่ จะเข้าก็ต้องมีบัตรผ่านหรือไม่ก็ต้องเป็นแขกที่นัดไว้แล้วเท่านั้น"

"ไม่ให้เข้าไป งั้นก็ไปเรียกเจ้านายพี่ลงมา บอกว่าผมราเชนมาขอพบ"

"คงไม่ได้ คุณขุนพลกำลังประชุม"

จากสภาพของผู้ชายตรงหน้ามันก็ทำใจยากที่จะปล่อยให้หลุดเข้าไปได้ หน้าตาก็หล่อดีอยู่หรอก หล่อพอๆกับพระเอกและหุ่นดีราวกับพวกนายแบบชื่อดังลำดับต้นๆเลยก็ว่าได้ แต่สภาพตอนนี้ราวกับไปออกรบมา รอยบาดแผลบนใบหน้าที่มีพลาสเตอร์บางๆแปะติดเอาไว้ รอยฟกช้ำดำเขียวที่ปรากฎให้เห็นอยู่นอกร่มผ้าอีกล่ะ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่อยู่หน้าบริษัทจึงอาจปล่อยให้เข้าไปด้านในได้ เพราะอาจจะเป็นภัยต่อผู้เป็นเจ้านายได้

"มีอะไรกัน" 

หนึ่งในหัวหน้าทีมรักษาความปลอดภัย ที่พึ่งเข้ามาผลัดเวรเมื่อคืน ถามลูกน้องในสายงานของตัวเอง หลังจากที่ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจึงเดินเข้ามาถาม สายตาก็ลากมองตั้งแต่หัวจรดเท้าของผู้มาเยือนในยามใกล้เที่ยงวัน ทำให้ราเชนเท้าสะเอวแล้วถอนหายใจ ทำไมคนในสังคมต้องมองอย่างเหยียดหยัน จะรวยหรือจนจะใส่สูทหรือว่าเสื้อยืดทำไมต้องแบ่งชนชั้น การแต่งกายมันไม่ได้การันตีหรือสะท้อนความรวยหรือว่าจน ดีหรือว่าเลว ทุกคนมีความพึงพอใจรสนิยมในการแต่งกายที่แตกต่างกัน ถึงแม้ความเป็นจริง 'กูจะจนและเลวก็เถอะ' 

เมื่อเจอสายตาที่เหยียดมองตั้งแต่หัวจรดเท้ามันก็ต้องขุ่นใจบ้างเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็ต้องข่มใจเอาไว้เพราะเขามีเรื่องใหญ่กว่าที่ต้องจัดการ

"ผู้ชายคนนี้ต้องการขึ้นไปพบคุณขุนพลครับหัวหน้า แต่ไม่น่าจะใช่แขกท่าน" 

"ขึ้นไปได้จริงๆ ครับ จะเข้าไปได้ต้องต้องมีบัตรพนักงาน หรือไม่ก็บัตรแลกถึงจะเข้าไปได้ ไม่ก็ต้องเป็นแขกที่นัดไว้เท่านั้น" 

คนเป็นหัวหน้าของบริษัทรักษาความปลอดภัยกล่าวเสียงเข้ม สายตาจ้องร่างสูงที่จัดว่าหน้าตาดีมากแต่มีรอยบาดบนใบหน้า มุมปากมีรอยฟกช้ำ เห็นได้ชัดว่าคงมีเรื่องชกต่อยกันมาเฉกเช่นวัยรุ่นทั่วไปหรือพวกนักเลงหัวไม้ที่มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งให้เห็นอยู่เสมอ

การแต่งตัวก็ธรรมดาแต่กลับมาอ้างว่ารู้จักเจ้านายของพวกตน คนที่จะขึ้นไปพบนักธุรกิจชื่อดังผู้เป็นยอดพีระมิดสูงสุดส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าของบริษัท คู่ค้าคนสำคัญ ผู้มีอิทธิพล นักการเมือง หรือแม้กระทั่งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น จึงเป็นเรื่องน่าขันที่มีเด็กหนุ่มแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าตั้งแต่หัวจรดเท้าราคาไม่ถึงแบงค์สีเทาแล้วมากล่าวอ้างว่ารู้จักกับเจ้าของที่นี่ ผู้ซึ่งมีเวลาแต่ละวินาทีมีค่ามหาศาล...

อีกอย่างหากรู้จักเจ้านายจริงๆ บอดี้การ์ดส่วนตัว หรือลูกน้องคนสนิท ก็ต้องส่งข้อมูลให้พวกตนทราบแล้ว 

"ผมรู้จักเจ้านายพวกพี่จริงๆนะ ขอพบแค่แปบเดียว มีเรื่องสำคัญมากต้องพูดกับเขาจริงๆ" 

น้ำเสียงเริ่มอ่อนลง เมื่อมองไม่เห็นทางที่จะได้เข้าพบ

"มาจากไหนถึงมาอ้างสิทธิ์จะพบเจ้าของที่นี่"

"มาจากสลัม" 

ราเชนตอกกลับเสียงห้วน เห็นท่าทางของยามหน้าบริษัทส่งสายตาดูถูกพูดส่อเสียดก็เริ่มหัวร้อนจากจะมากระชับมิตรกันดีๆจึงคิดเปลี่ยนใจ...

"อ้าว...กูถามมึงดีๆ"

"กูก็ตอบมึงตรงๆ" ร้อนมาก็ร้อนกลับ

"ลากตัวมันออกไป พวกแมงหวี่แมงวัน อากาศยิ่งร้อนอบอ้าวอยู่ด้วย แม่งกวนมาได้" 

คนร่างยักษ์ใส่เครื่องแบบเต็มยศชักสีหน้าเข้าใส่ มันทำให้คนที่กำลังร้อนใจเรื่องยายรู้สึกหงุดหงิดหัวร้อนมากขึ้นไปด้วย

"กูจะพูดอีกอีกครั้ง รีบไปโทรบอกให้เจ้านายของมึงลงมา!!" 

"บร๊ะ...ไอ้เด็กเวรนี่มันชักจะมากเกินไปแล้วนะ ลากตัวมันออกไป!!" 

เป็นใครมาจากไหนถึงได้มาสั่งให้ผู้เป็นยอดพีระมิดลงมาหา แล้วยังพูดจา ก้าวร้าวไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ถ้ามันจะบ้า...

แต่ราเชนไม่ยอมให้ใครเข้ามาจับได้ง่าย ๆ เพราะเหตุนี้ยามรักษาความปลอดภัยหน้าบริษัทจึงถูกราเชนเหวี่ยงจนกระเด็นไปอยู่คนละทิศละทาง ยามที่เหลือเห็นเหตุการณ์เมื่อเพื่อนตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากจึงรีบเข้ามาช่วยกัน แต่ก็โดนคนหัวร้อนจุดเดือดต่ำผสมกับความเครียดจัดเรื่องยาย ทำให้การควบคุมอารมณ์ที่มีอยู่เพียงอันน้อยนิดขาดผึ่ง กระทืบดะทันทีไม่สนหัวใคร..

..

..

"เกิดอะไรขึ้น!" 

หลังจากที่ได้รับรายงานจากลูกน้องด้านล่างว่ามีชายแปลกหน้ากำลังมีเรื่องทะเลาะกันกับยามหน้าบริษัท เดชจึงรีบเดินเข้าไปที่ห้องควบคุมกล้องวงจรปิด พักหลังมานี่มีคนปองร้ายเจ้านายหลายครั้ง ทำให้เขาต้องเข้มงวดมากเป็นพิเศษ

"น่าจะนักเลงหัวไม้ครับลูกพี่ ให้ผมสั่งเด็กๆลงไปไล่ตะเพิดมันออกไปเลยไหมครับ"

"ขยายกล้องตัวนี้ดูซิ" 

เดชชี้สั่งก่อนจะหรี่ตาเพ่งมองภาพเคลื่อนไหวบนหน้าจอ หลังจากนั้นก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อเห็นร่างคุ้นตากำลังวาดลวดลายกับยามอยู่ด้านล่าง 

เชี้ย!! ให้มันได้อย่างนี้สิ...

พอเห็นว่าใครเท่านั้น เดชก็ถึงกับเอามือปิดปากทั้งโมโหและอยากหัวเราะ 

เขาบอกลูกน้องให้ส่งรูปคนสำคัญให้บริษัทรักษาความปลอดภัยแล้ว แต่คงเกิดความผิดพลาดถึงได้เกิดเรื่องขึ้น 

"ว่าไงครับพี่เดช ให้เด็กๆไปไล่มันเลยไหมครับ" 

"ถ้ามึงคิดว่าโลกนี้มันไม่น่าอยู่อีกต่อไปแล้ว ก็ลองไปไล่ตะเพิดออกไปดูสิ" 

"อ้าว..." 

หนึ่งในลูกน้องที่มีหน้าที่อยู่ในห้องควบคุมถึงกลับอ้าปากค้างด้วยความไม่เข้าใจ คิ้วขมวดมองตามร่างสูงของลูกพี่ที่หุนหันออกไปจากห้องด้วยท่าทางรีบร้อน

"อะไรของพี่มันวะ" ได้แต่เกาหัวมองตามแผ่นหลังกว้างออกไป

พอเดชออกจากห้องควบคุมก็ตรงดิ่งไปยังห้องประชุมทันที

ก๊อกๆๆ

"ขออนุญาตครับนาย"

เดชเคาะแล้วผลักประตูเข้าไปอย่างเร่งรีบโดยไม่รอให้ใครอนุญาต เขาเดินเข้าไปหาร่างสูงที่นั่งเคร่งเครียดอยู่โต๊ะประธาน แล้วก้มระซิบรายงานเบาๆในขณะที่เจ้านายกำลังประชุมผู้บริหารระดับสูงเกี่ยวกับเรื่องสำคัญอยู่ 

เจ้าขุนลุกขึ้นและเดินออกไปจากห้องประชุมด้วยท่าทางรีบร้อนโดยไม่พูดอะไรหรือสนใจใครทั้งนั้น รวมทั้งไม่สนใจโปรเจค ตรงหน้าที่มีราคาหลายพันล้าน เพราะคนที่อยู่ด้านล่างสำคัญยิ่งกว่า...

ส่วนคนที่เป็นเลขามานานรู้หน้าที่ดี จึงเลื่อนวันในการประชุมออกไปก่อนจนกว่าเจ้านายจะมีคำสั่งลงมาอีกครั้ง...

"พอได้แล้ว"

เสียงคุ้นหูดังแว่วขึ้นในโสตประสาท แต่ทว่าคนโมโหควันออกหูก็ไม่คิดจะหันมามอง ยังคงซัดคนที่มาขวางกับพวกที่วิ่งมาสมทบให้หมอบไปกองรวมกัน

"ไม่พอโว้ย!"

"ราเชน"

มือหนาคว้าไหล่แกร่งเอาไว้แน่นไม่ให้กระทืบซ้ำบนร่างของยามดวงซวยที่เสียท่านอนอยู่บนพื้น ทำให้ราเชนไม่พอใจปัดมืออกไปแล้วสวนหมัดใส่คนที่มาห้ามทันที! 

วี้ด!!

เสียงหมัดกระทบอากาศอย่างแรง ทำคนเหวี่ยงหมัดหมุนรอบตัวเองเพราะไม่โดนคนที่มาสะกิด พร้อมกับมือหนาราวกับคีมเหล็กของคนที่เข้ามาใหม่ คว้าเอวสอบเอาไว้แล้วกระเตงเข้าสีข้างท่ามกลางความโกลาหล

"ใครแม่ง..กูบอกให้ปล่อยนะโว้ย!!"

ใบหน้าหล่อบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด ดีดดิ้นทั้งมือทั้งขาราวกับเด็กน้อยกำลังจมน้ำ พยายามทำตัวเองให้หลุดพ้นจากพันธนาการ แต่พอเงยหน้ามองเจ้าของวงแขนแข็งแรงที่โอบเอวตัวเองราวกับปุยนุ่นก็ถึงกับอึ้ง ดวงตาที่เกรี้ยวกราดเปลี่ยนเป็นประกายวิบวับด้วยความหวังยอมสงบลงทันที เจ้าขุนจึงยอมปล่อยให้เป็นอิสระ แต่ทว่าคนอารมณ์เดือดดาลที่ยังกรุ่นอยู่ยกมือผลักอกพร้อมกับชี้หน้าอย่างเอาเรื่อง

"เพราะมึงคนเดียวเลย ไอ้คนไม่รักษาสัญญา ไอ้ผู้ใหญ่เฮงซวย!"

"พอได้แล้ว" 

คนปรามเสียงเรียบ ใบหน้ายังคงนิ่งเรียบยามพิศมองคนที่อยู่ตรงหน้า พร้อมทั้งจิ๊ปากอย่างหงุดหงิด ไม่ใส่ใจคำด่าทอของหนุ่มเลือดร้อน

รอยเก่าบนใบหน้ายังไม่จางหายก็ขยันสร้างรอยแผลใหม่เสียจริง..ดื้อชะมัด!

"ไม่หยุด! กดโทรหาจนเครื่องน็อคแล้วทำไมไม่รับสาย รอให้ยายกูตายก่อนใช่ไหม..ไอ้คนสับปลับ! ไอ้ผู้ใหญ่อัปรีย์ไม่มีสัจจะ!!" 

ด่าไปด้วยน้ำตาลูกผู้ชายก็ไหลเป็นสายทางไปด้วย เจ็บตัวไม่เท่าไหร่แต่ความอัดอั้นที่สุมอยู่ในใจนี่สิมีมากกว่า

เสียงด่าทอท่ามกลางลูกน้อง และพนักงานที่ออกมามุ่งดูเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา แม้แต่ลูกน้องคนสนิทอย่างเดชยังไม่กล้าขยับเอาตัวเข้าไปขวางเพราะเห็นเจ้านายปรายตาดุห้ามไว้เสียก่อน ปล่อยให้ราเชนทุบอกเฮียขุนของพวกตนอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งพอใจแล้วใบหน้าหล่อจึงซบลงตรงอกแกร่งด้วยตัวสั่นเทา

"ยายกำลังจะตาย..ฮึก!! ช่วยยายด้วยนะ ช่วยยายด้วย" 

มือที่สั่นพอๆกับตัว กำอกเสื้อตรงหน้าอกเจ้าขุนแน่น เจ้าขุนจึงยกขึ้นกอดร่างที่สั่นเทาไว้อย่างปลอบประโลม พร้อมกับใช้สายตาดุไล่ทุกคนออกไปจากบริเวณ ยกเว้นเดช...

"ให้คนไปจัดการให้เร็วที่สุด"

"ได้ครับเฮีย"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป