บทที่ 2 เกิดแต่กับกู
บทที่ 2
เกิดแต่กับกู
@เหตุการณ์ก่อนหน้า
ร่างสูงไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเจ็ดเซนติเมตรอยู่ในชุดสูทหรูสีดำ รองเท้าขัดเงาดูวาววับ วิ่งโซซัดโซเซเข้าไปในซอยเปลี่ยวซึ่งหนทางคับแคบลงเรื่อยๆ
เขาถูกลอบยิงหลังจากที่แยกย้ายกับญาติที่เป็นทั้งเพื่อนสนิทอย่าง โรม หรือ รังสิมันต์ อัศวเมธี ระหว่างทางกลับเพ้นท์เฮาส์ ถูกรถกระบะไม่ทราบหมายเลขทะเบียนไล่เบียดสองข้างจนต้องเบนหัวรถออกนอกเส้นทางเสียหลักชนเสาไฟฟ้า จึงรีบลงจากรถวิ่งหนีตามตรอกซอกซอย รู้สึกเจ็บใจตัวเองที่ครั้งนี้ดันพลาดประมาทเกินไป ไม่ได้ให้บอดี้การ์ดคนสนิทตามมาด้วยเพราะคิดว่าคงไม่มีอะไร
เจ้าขุน หรือ ขุนพล วนารมย์ ไม่รู้ว่าพวกมันคือคนของใคร รู้แต่ว่าต้องการเอาชีวิตของเขาอย่างแน่นอน ร่างสูงหยุดหอบหายใจอย่างหนัก รู้สึกเจ็บแปลบที่ไหล่ข้างขวา
"บ้าเอ๊ย! "
เขาสบถ เมื่อเลือดสีแดงสดไหลซึมออกมาจนชุ่ม เสื้อสูทแบรนด์หรูเหนียวหนืดด้วยเลือดสีสด เจ้าขุนหันรีหันขวาง ไม่รู้ว่าที่นี่คือส่วนไหนของกรุงเทพฯ เพราะไม่เคยต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายคนเดียวอย่างในตอนนี้
"เอาวะ...เผื่อว่าจะยื้อเวลาพวกนี้ได้บ้าง"
หากให้วิ่งต่อไปเขาคงไม่ไหว ตอนนี้ขาไม่มีเรี่ยวแรงแม้จะหยัดยืน ไหนเลือดที่ออกจนแทบจะหมดตัวคงต้องหาที่หลบซ่อนตัวก่อน จากสองข้างทางที่เต็มไปด้วยตึกสูงใหญ่เสียดฟ้า ตอนนี้เต็มไปด้วยแผ่นสังกะสีผุๆเก่า ๆ เป็นหลังคาพอคุ้มกะลาหัวคล้ายกันหมด จนจำไม่ได้เลยว่าวิ่งเข้ามาในส่วนไหนของชุมชนแออัดแห่งนี้
บางแห่งก็ทำเป็นเพิงพักชั่วคราวหรือจะเรียกว่าเพิงหมาแหงนก็คงไม่ผิด กลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งจากกองขยะสิ่งปฏิกูล น้ำเน่าที่อยู่ด้านล่างสะพานก็ส่งกลิ่นรบกวนจนต้องกลั้นหายใจเป็นระยะ ๆ อีกทั้งจำกัดพื้นที่บริเวณใช้สอยแม้แต่เส้นทางเดินคับแคบขรุขระจะเดินสวนทางกันยังยาก
นี่ละมั้งที่เขาเรียกว่า'สลัม' ไม่รู้ตัวเลยว่าวิ่งหนีพวกมันจนมาถึงที่นี่ได้อย่างไร
สายตาคมดุเหลียวมองไปข้างหลัง เห็นเงาตะคุ่มของพวกมือปืนกำลังวิ่งไล่ตามมาติด ๆ จากที่เห็นพวกมันเป็นมืออาชีพและน่าจะทำการบ้านมาเป็นอย่างดีถึงได้รู้ว่าเขากับโรมนัดเจอกันที่ผับแห่งนี้ ท่าทางชำนาญเส้นทางอีกทั้งเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว ขนาดว่าตัวเขายังพลาดท่าพวกมันได้ แสดงว่าไม่ธรรมดา!
เจ้าขุนตัดสินใจวิ่งเลี้ยวเข้าไปในซอยแคบ ๆ ที่มืดมิด คาดหวังว่าความซับซ้อนของชุมชนแออัดแห่งนี้จะช่วยให้เขาสลัดพวกมันให้หลุดพ้นไปได้ อย่างน้อยก็รอจนกว่าบอดี้การ์ดคนสนิทจะมาถึง ก่อนหน้านี้เขาส่งข้อความถึงบอดี้การ์ดและเพื่อนสนิทไปแล้ว ป่านนี้พวกนั้นคงกำลังตามมาช่วย
ในจังหวะที่กำลังหาช่องทางหลบซ่อนตัวก็ได้ยินเหมือนเสียงแก๊งเด็กวัยรุ่นวิ่งไล่กวดกันมาทางนี้ เสียงตะโกนโต้เถียงกันอย่างไม่ลดละ และเป็นจังหวะกับที่เห็นมือปืนเล็งมาที่เขา ประจวบเหมาะกับที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังวิ่งหนีตีนนับสิบคู่อย่างไม่คิดชีวิตตัดหน้าวิถีกระสุนพอดี เพียงชั่ววินาทีเขาก็ดึงร่างสูงโปร่งของเด็กหนุ่มคนนั้นหลบวิถีกระสุน และใช้จังหวะนี้หนีเข้าไปด้านใน
นับว่าโชคดีที่เจอกลุ่มวัยรุ่นไล่กันมา ไม่อย่างนั้นคงโดนพวกมันตามมายิงซ้ำแน่ ชายหนุ่มจึงใช้จังหวะนี้ในการวิ่งหลบ และไม่ลืมดึงคนที่วิ่งหนีตีนนับสิบคู่ให้ตามกันเข้ามาด้วย แต่ทว่าพวกมือปืนก็ยังไม่ยอมถอยกลับ ยังคงปักหลักไม่ไปไหนอยู่ตรงนั้น
"ถ้าไม่กลัวตายก็ออกไป"
ออกไปก็โง่ เผื่อพวกมันคิดว่าเป็นพวกเดียวกันก็จบเห่กันพอดี
ราเชนพ่นลมหายใจหนัก ๆ 'เรื่องเหี้ยๆทุกอย่างแม่งเกิดแต่กับกู' ก่อนจะมองคนหน้าหล่อหุ่นอย่างกับพระเอกในนิยาย แต่งตัวดีราวกับนักธุรกิจหมื่นล้านอย่างปลง ๆ ทำไมต้องเป็นเขาด้วย คนในชุมชนแห่งนี้มีเป็นพันเป็นหมื่นคน ทำไมต้องเกิดแต่กับเขาด้วยนะ
"ตามกูมานี่!!"
จู่ ๆ เสียงห้วนก็ดังขึ้นเหมือนออกคำสั่ง ใบหน้าก็บึ้งตึงแบบไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำเอาคนอายุมากกว่าหันไปมองพลางชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง ใบหน้าหล่อราวเทพเจ้าปั้นแต่งอีกทั้งรูปร่างก็สูงมากทำเอาคู่สนทนาต้องเงยหน้าจนคอตั้ง
"ก็เออสิวะ!"
เจ้าขุนหรี่ตาลงเล็กน้อยอย่างกำลังใช้ความคิด คิ้วเข้มเรียงตัวสวยขมวดมองอย่างสงสัย พลางพินิจรูปร่างท่าทางของอีกฝ่ายแล้วคิดในใจว่าหน่วยก้านไม่เลว...
"......."
"จ้องหาพ่อง! กูบอกว่าให้ตามมานี่ หูมึงตึงหรือไงยืนบื้ออยู่ได้ มาเร็ว!" และไม่เคยมีใครใช้คำพูดและน้ำเสียงกับเขาอย่างนี้มาก่อนนับว่ามันเป็นคนแรก
"อยากตายอยู่ตรงนี้หรือว่าอยากจะรอด...เร็ว!!"
น้ำเสียงเกรี้ยวกราดกึ่งบังคับของเด็กหนุ่มทำให้เจ้าขุนกระตุกมุมปากเบา ๆ ตั้งแต่เกิดมาจนอายุสี่สิบ ยังไม่มีใครกล้าเหิมเกริมก้าวร้าวใส่เขาอย่างนี้มาก่อนเลย หากไอ้โรมได้ยินคงหัวเราะจนท้องแข็ง แต่หากลูกน้องได้ยินเด็กหนุ่มตรงหน้าคงไม่มีลมหายใจ เพราะพูดจากระโชกโฮกฮากเป็นมะนาวไม่มีน้ำ อีกทั้งทำกริยาแข็งกระด้างกับเขา
"อ้าวลุง! สรุปจะเอาไงครับ จะยืนให้มันยิงกบาลหรือไง"
เมื่อพูดไปแล้วอีกฝ่ายก็ยังคงเอาความนิ่งเข้าใส่ ราเชนจึงจำต้องดึงมือที่เย็นเยียบข้างซ้ายของชายแปลกหน้า มากุมเอาไว้ แล้วค่อย ๆขยับตัวออกจากบริเวณนั้น หากข้ามถิ่นมาแล้วราเชนก็ไม่นึกกลัวอะไรหรือใครทั้งนั้น เพราะที่นี่เป็นถิ่นของเขาเพราะงั้นย่อมรู้ทางหนีทีไล่ดีกว่าใครทั้งหมด
โดยปกติเจ้าขุนไม่เคยไว้ใจใครทั้งนั้นนอกจากคนของตัวเอง แต่ครั้งนี้เขายอมให้คนอายุน้อยกว่ากุมมือพากันย่องเงียบจนแทบจะกลั้นหายใจออกไปไม่ให้พวกมันได้รู้ตัว มีบางจังหวะที่ทำให้พวกนั้นหันมาจนทั้งคู่ชะงัก แต่สุดท้ายก็ใช้ความชำนาญเจนจัดในพื้นที่หลบออกมาได้ จนกระทั่งมาถึงเพิงหลังเล็กที่อยู่ด้านในเกือบสุดซอย ผนังรอบตัวบ้านบุด้วยไม้เก่าผุพังด้านบนเป็นหลังคาสังกะสีเป็นสนิมแล้ว ลักษณะตัวบ้านโดยรอบเหมือนกันหมด หากมาอีกครั้งเจ้าขุนก็คงจำไม่ได้อย่างแน่นอน
ทั้งคู่เปิดประตูเข้าไปหลบอยู่ด้านในที่ทั้งมืดและแคบมีเพียงแสงสลัวๆ จากตะเกียงน้ำมันก๊าดเท่านั้นที่จุดไว้ส่องสว่าง
"ใคร เชนเหรอลูก"
เสียงสั่นและแหบของใครคนหนึ่งดังขึ้น ขุนพลมองไปตามเสียงก็เห็นหญิงสูงวัยลุกขึ้นนั่งบนฟูกหลังเก่า ๆ เธอเองมองมาที่เขาด้วยสีหน้าตื่นตกใจกลัว แตกต่างจากเด็กหนุ่มรุ่นลูกที่ดูจะลดความตื่นเต้น และอาการเหนื่อยหอบจากการวิ่งหนีคู่อริไปแล้ว ตอนนี้สีหน้าท่าทางไม่ได้กลัวอันตรายแต่อย่างใด
"ครับยาย"
ราเชนตอบเสียงนุ่ม ต่างจากน้ำเสียงที่ใช้กับอีกคน ด้วยความมืดและสายตาฝ้าฟางทำให้เธอมองเห็นหน้าอีกคนไม่ชัดนัก แต่ก็พอจะรู้ว่าไม่ใช่คนแถวนี้แน่
"แล้วนั่นมากับใครเหรอ"
"รุ่นพี่เชนเองครับ เดี๋ยวมันก็กลับแล้ว"
เจ้าของร่างสูงกวาดตามองโดยรอบห้องสี่เหลี่ยมเก่า ๆ ที่ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรเลยยกเว้นฟูกนอนสีขุ่นวางอยู่คนละมุมห้อง ตู้โชว์เล็กๆไว้สำหรับเก็บของ และโต๊ะกลางเก่ากลางใหม่หนึ่งตัวมีหนังสือวางอยู่เพียงไม่กี่เล่ม มองไปด้านข้างมีตู้เก่าๆที่แขวนชุดนักศึกษาเพียงไม่กี่ชุดและเสื้อผ้าอีกไม่กี่ตัวแขวนอยู่ในนั้น เดาก็น่าจะรู้ว่าน่าจะเป็นของเด็กหนุ่มคนนี้ ถึงแม้ทุกอย่างในนี้จะเก่าตามอายุการใช้งาน แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงความสะอาด ทุกอย่างเก็บและพับไว้อย่างมีระเบียบ ก่อนจะหันมามองเจ้าของบ้านด้วยสายตาที่ราเชนเห็นแล้วรู้สึกคันปากยุบยิบ
"ยายกูเอง แล้วนี่ก็บ้านกูไม่ต้องกลัว"
"บ้านเหรอ?" คนถามขมวดคิ้ว
"เออ...ใช่" เด็กหนุ่มตอบ "แล้วมันทำไม" น้ำเสียงห้วนกวนอย่างหาเรื่องสุดๆ
"เปล่า...ก็แค่ถามดู"
คนถามตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบนิ่งไม่ถือสาคนอ่อนวัยกว่า จากสายตาดูก็รู้ว่าน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับลูกชายบุญธรรม หรือไม่ก็อาจจะอ่อนกว่าเล็กน้อย จึงไม่ถือสาเอาความกับกิริยาก้าวร้าวที่แสดงต่อตนอย่างไม่เป็นมิตร
เจ้าขุนพยายามฉีกชายเสื้อด้านในของตัวเอง เพื่อจะนำมาพันแผลห้ามเลือดที่มันไหลออกมาไม่หยุด แต่ท่าทางเก้ๆกังๆไม่ถนัดของมือด้านซ้ายทำให้คนที่ยืนมองอย่างขุ่นเคืองใจยื่นมือออกไปดึงแขนคนตัวโตให้ไปนั่งตรงเก้าอี้
"มานั่งตรงนี้ เดี๋ยวกูช่วย"
หลังจากนั้นเจ้าของบ้านก็เดินไปหยิบกล่องยาขนาดกะทัดรัดออกมาจากตู้ พร้อมกับหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดตาผืนขนาดพอเหมาะมีรอยปักเป็นชื่อเล็กๆหยิบติดมือออกมาด้วย
เจ้าขุนมองคนที่กำลังทำแผลให้แล้วก็ยกมุมปากเบา ๆ ถึงแม้คนตรงหน้าอาจจะมีท่าทางยียวนกวนประสาท ปากเสียนิสัยก็ติดจะห่ามๆ แต่ลึกๆข้างในนั้นเด็กหนุ่มคนนี้จิตใจดีไม่น้อย ขุนพลมองคนที่บรรจงทำแผลให้อย่างเบามือด้วยความพึงพอใจ
"กินนอนกันยังไง"
ความสงสัยไม่วายทำให้เอ่ยปากถามเสียงเรียบ เห็นสภาพแวดล้อมที่อยู่ด้านใน รวมถึงบริบทโดยรอบด้านนอกที่ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปหมดทำให้อดถามไม่ได้ ว่าคนที่นี่อยู่กันได้อย่างไร
"ไม่ต้องมาตีสนิท และก็ไม่ต้องเสือกเรื่องของชาวบ้าน เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ" คนตอบชักสีหน้ามองตาเขียวขุ่น คนถามจึงรีบเม้มปากทันทีกลัวจะทำให้อีกฝ่ายขุ่นเคืองใจ
"....."
"หาทางเอาตัวรอดไปจากที่นี่ให้ได้ ค่อยมองคนอื่นด้วยสายตาแบบนั้น"
ราเชนเหลือบตาขึ้นสบกับเจ้าของใบหน้าหล่อแล้วก็บ่น เบา ๆ พอให้ได้ยินกันแค่สองคน โดยมียายทองนั่งมองหลานชายตัวเองกับคนแปลกหน้าอยู่เงียบ ๆ
