บทที่ 4 เจ้าของบริษัท
บทที่ 4
เจ้าของบริษัท
"จะกลับก็รีบ พล่ามอยู่ได้น่ารำคาญ"
คนไล่บ่นงึมงำ ตาชำลืองมองแผลที่มีผ้าเช็ดหน้าพันไว้กำลังเปลี่ยนเป็นสีแดงสด ขืนยืนโม้โต้กันไปมาอย่างนี้มีหวังได้ตายห่ากันพอดี ยิ่งชอบทำเก๊กหน้าประมาณว่ากูแกร่ง ทั้งที่ยืนโงนเงนแล้วก็ยิ่งปวดจิต เลยรีบไล่กลับโดยไวเมื่อด้านนอกปลอดภัยแล้ว
"......" เจ้าขุนมองเด็กอ่อนกว่าอย่างยอมจำนนกับความปากร้าย!
ตอนนี้เขาไม่มีกะจิตกะใจต่อล้อต่อเถียง และก็ไม่คิดจะแก้ต่างให้กับตัวเองปล่อยให้เข้าใจผิดไปอย่างนั้น ครั้นจะอธิบายก็คงไม่มีประโยชน์เพราะปักใจเชื่อต่อต้านกันไปแล้ว ดูจากสีหน้าท่าทางและคำพูดที่ไม่ผูกมิตร เขาเองก็เจ็บแผล แค่ยืนได้หายใจอยู่ก็นับว่าเก่งเกินทน
และที่สำคัญที่สุด สิ่งที่อยู่ในหัวตอนนี้คือเรื่องการถูกไล่ฆ่า พยายามคิดหาคำตอบให้กับตัวเองว่าพวกมันเป็นใคร...เขาไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลยเพราะราชสีห์อย่างเขา...
ชอบล่ามากกว่าเป็นผู้ที่ถูกล่า...
"โอเค แต่หากว่ามีอะไรให้ช่วยก็ไปตามที่อยู่นี่"
เมื่อไม่รับของมีค่าเจ้าขุนจึงเลือกที่จะหยิบนามบัตรติดตัวออกมา แต่ราเชนไม่สนใจที่จะยื่นมือออกมารับด้วยซ้ำ
เจ้าขุนจึงวางไว้บนโต๊ะพร้อมกับเอ่ยขอตัวกลับ คนตัวสูงก้มหัวเล็กน้อยก่อนจะเปิดประตูก้าวเท้าออกไปจากห้องสี่เหลี่ยมคับแคบ
พอออกไปแล้ว คนทำเมินไม่สนใจก็รีบแง้มประตูเล็กน้อยเพื่อแอบดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น อีกอย่างหากเกิดอะไรขึ้นก็จะช่วยได้ทัน
"นี่มันพวกมาเฟียชัดๆ"
ชายชุดดำนับสิบคนยืนเรียงแถวก้มหน้ามือประสานกันคล้ายมีความผิดติดตัว ส่วนอีกสองคนคอยคุ้มกัน สายตากวาดมองรอบบริเวณอย่างระแวดระวังภัย
และที่สะดุดตาที่สุดก็คือผู้ชายที่มีเค้าโครงหน้าละม้ายคล้ายกันยืนล้วงกระเป๋ารออยู่ด้านนอกด้วยสายตาเป็นห่วงเป็นใยกันอย่างเห็นได้ชัด
"พวกมาเฟียมันหล่อตาแตกอย่างนี้กันทุกคนหรือเปล่าวะ แม่งราวกับหลุดมาคนละโลก"
แต่แล้วคิ้วเข้มก็ขมวดเข้าหากันทันที ดวงตาคมหรี่มองเมื่ออีกฝ่ายดึงคนเจ็บเข้ามากอด
"แฟนสินะ......."
ราเชนพึมพำเบาๆ อีกฝ่ายน่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับไอ้ลุงนั่น หลังจากพูดคุยอะไรกันสักอย่างก็เห็นสายตาคมมองข้ามบ่ากว้างมาทางนี้ จนราเชนหลบแทบไม่ทัน
ตึก!!ตึก!!
มือหนายกมาทาบหน้าอกข้างซ้ายที่เต้นคร่อมจังหวะ
"เหี้ย!!...แม่งตื่นเต้นทำไมวะ"
สักพักพวกกลุ่มคนชุดดำก็ทยอยพากันเดินออกไป แต่ก่อนจะก้าวขาออกไปคนเจ็บก็ไม่วายหยุดชะงัก หันกลับมามอง ราวกับรู้ว่ามีใครกำลังแอบดูอยู่
พอพวกชุดดำออกไปได้สักพัก จึงเดินไปหยิบนามบัตรพลิกไปมาอย่างไม่ค่อยใส่ใจนัก แต่แล้วก็ต้องสะดุดลมหายใจตัวเอง ขยี้ตาอ่านซ้ำขยี้แล้วขยี้อีก อย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น
"ชิบหาย! เวรแล้วไงไอ้เชน"
ราเชนตัวชาวาบ เมื่อทวนอักษรที่อยู่บนนั้น อยากจะกัดลิ้นตัวเองแล้วกลั้นใจตายให้มันรู้แล้วรู้รอด
'ขุนพล วนารมย์ ประธานบริษัทวนารมย์กรุ๊ป'
ตระกูลวนารมย์เป็นยิ่งกว่ามาเฟีย มีอิทธิพลและเป็นเจ้าพ่อแห่งอสังหาริมทรัพย์รวยอันดับต้นของเมืองไทยจะเรียกว่าเป็นยอดพีรามิดเลยก็ว่าได้ ไม่มีใครไม่รู้จักบริษัทตระกูลยักษ์ใหญ่ แต่เจ้าของหน้าตาเป็นยังไงเขาเองก็ไม่เคยใส่ใจที่จะอยากรู้ เพราะคิดว่าคงไม่มีโอกาสโคจรมาเจอกัน ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอยู่แล้ว
ถามว่าถ้าหากรู้ว่าเป็นใครตั้งแต่แรกจะคงกร่างใส่อย่างคืนนี้ไหม....
แน่นอนคำตอบที่ได้คือเขาก็จะยังคงพูดจาแบบเดิมอยู่ดี..
ชีวิตลำบากแสนเข็ญดิ้นรนทำมาหากินไปแต่ละวัน ไม่เคยสนใจอะไรนอกจากหาเงินไว้เรียน ไว้ใช้จ่ายในครอบครัวและเก็บไว้ใช้รักษาอาการป่วยของผู้เป็นยาย
ราเชนพยายามเก็บเงินอีกก้อนเพราะอยากไปซื้อบ้านสวนหลังเล็กๆพายายไปอยู่ด้วยกันแถบชานเมือง รอแค่ไม่กี่เดือนก็เรียนจบ ตั้งใจเรียนให้จบพร้อมเพื่อนจะได้รีบออกไปสมัครหางานดีๆเงินเดือนสูงๆและมั่นคงทำ อีกไม่นานก็คงมีเงินก้อนพอที่จะซื้อบ้านหลังเล็กๆจะได้ย้ายออกไปจากชุมชนแห่งนี้....
ออกไปจากความทรงจำเก่าๆที่มีแต่ความเจ็บปวดนี้ซะที!!
"ยายว่าพ่อหนุ่มนั่น เขาหล่อดีนะ" คนเป็นยายลุกขึ้นมานั่งตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ แต่ที่รู้ตอนนี้คือสายตาที่มองมาเต็มไปด้วยคำถามมากมาย
"ทำไมยายยังไม่นอนอีก เดี๋ยวความดันก็ถามหา แล้วนี่ได้กินยาตามหมอสั่งบ้างหรือเปล่า"
"ยายแข็งแรงดี เชนจะไปรู้ดีไปกว่ายายได้ยังไง ว่าแต่พ่อหนุ่มหน้าตาดีคนเมื่อกี้แฟนเหรอ ทำไมไม่เคยมาแนะนำให้ยายรู้จัก แล้วแผลไปโดนอะไรมา"
ยายทองยิงคำถามรัวๆ เผลอหลับไปแปบเดียว พอตื่นขึ้นมาก็เป็นตอนหลานชายท้าเขาเรื่องไม่มีน้ำยาพอดี
"แฟนก็เหี้ยล่ะ" ตอบในใจ
"ทะเลาะกันเหรอ" ยายยังคงปักใจและเชื่อในสิ่งที่คิดจึงถามต่อ
"ไปท้าเขาแบบนั้นได้ยังไง ระวังจะตูดระบม"
"ยาย!" ถ้าจะมีการระบม คนๆนั้นคงไม่ใช่เขาแน่ คิดมาถึงตรงนี้ มุมปากสวยก็กระตุกเบาๆอย่างชอบใจ
"แล้วทำงานอะไร ลูกเต้าเหล่าใคร พักอยู่ที่ไหน.."
"นอนได้แล้ว จะซักอะไรนักหนา" ราเชนเอ็ดคนสูงวัยทันที ด้วยไม่อยากนึกถึงเจ้าของบริษัทขี้เก๊ก
"แล้วทำไมเราต้องหน้าแดง"
คนโดนทักรีบยกมือลูบหน้าตัวเองทันที ต้องมีอะไรเข้าใจผิดสักอย่าง เขายืนยันว่าไม่ได้หน้าแดงอย่างที่ยายกำลังคิดอยู่
"หาหล่อแบบนี้ไม่มีอีกแล้วนะลูก อย่าเล่นตัวนัก" เออ...เอาเข้าไป
"เห็นใครก็หล่อหมด ยกเว้นหลานตัวเอง" คนพร่ำบ่นทำหน้ามู่ทู่ แล้วเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวเดินไปอาบน้ำทันที
ระหว่างอาบน้ำไปก็คิดถึงคำพูดยายแล้วก็ขำ สถานะทางสังคมต่างกันราวฟ้ากับเหว อย่าว่าแต่เป็นแฟนเลยแค่เดินสวนกันยังยาก...
