บทที่ 5 เจ้าของผ้าเช็ดหน้า
บทที่ 5
เจ้าของผ้าเช็ดหน้า
"พวกมันเป็นใครมึงรู้ไหม"
คนที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาถูกโยนคำถามทันทีที่ขยับตัว โดยมีร่างสูงของญาติคนสนิทนั่งกอดอกเฝ้าอยู่ข้างเตียง เขาหลับไปหนึ่งวันหนึ่งคืน
"คนช่วย หรือว่ามือปืน"
คนป่วยยังคงหน้าซีด ขยับตัวลุกขึ้นนั่งโดยมีโรมช่วยและใช้หมอนหนุนใบใหญ่มาให้พิงหลังกับหัวเตียง
หลังจากเมื่อคืนวานกลับมาถึงเพนท์เฮาส์เจ้าขุนก็หมดสติ หมอประจำตระกูลมาแสตนบายรอที่จะทำการรักษาให้เขาอยู่ก่อนแล้ว โชคดีที่ไม่โดนจุดสำคัญแค่กระสุนถากไปเท่านั้น แต่ที่เสียเลือดมากอาจเพราะใช้แรงเยอะและปล่อยทิ้งไว้นานกว่าจะได้ทำการห้ามเลือด และหมอยังแอบชมคนปฐมพยาบาลเบื้องต้นว่ามีความรู้ ทำถูกวิธีทำให้แผลไม่ติดเชื้ออีกด้วย
"อย่ามากวนตีนกู จะตายห่าอยู่แล้วยังมาเล่นลิ้น"
"ทำไมยังไม่กลับ ป่านนี้ลูกเมียร้องไห้ขี้มูกโป่งแล้วมั้ง"
"มึงไปขัดขาใครมาหรือเปล่า"
โรมไม่สนใจ ยังคงซักไซ้ไล่เรียงต่อ เหตุเพราะไม่ได้ทำงานอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ด้วยตัวเองก็มีธุรกิจที่ต้องดูแลอยู่ทางภาคใต้ เป็นฟาร์มนกแอ่นกำลังไปได้ดี เขาจึงต้องดูแลจัดการด้วยตัวเอง ไหนจะพวกอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจอีกหลายตัวของอัศวเมธี จึงไม่รู้ว่าที่นี่เจ้าขุนไปมีปัญหาขัดแข้งขัดขาใครบ้าง
"ไม่รู้"
เพราะเขายังไม่ปักใจเชื่อว่าเป็นคนของกลุ่มไหน แต่ที่แน่ๆไม่นานก็คงรู้ให้เดช มือขวาไปเค้นกับพวกมือปืนที่รอดชีวิตเพียงคนเดียวแล้ว ตอนนี้อยู่ที่ห้องใต้ดิน ส่วนอีกสองอาจจะเป็นเถ้าธุลีที่ไหนสักแห่ง
"ว่าแต่เด็กที่ช่วยมึงนั่นมันเป็นใครวะ ชื่ออะไร"
พอนึกถึงคนที่ตนช่วยชีวิตให้รอดจากกระสุน มุมปากก็กระตุกขึ้นมา หากไม่ได้ตนกระชากออกจากวิถีกระสุน ป่านนี้เจ้าเด็กปากดีนั่นก็คงถูกนำศพไปตั้งอยู่ที่ศาลาวัดแล้ว
แต่จะว่าไป ที่รอดมาได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะเด็กคนนั้นที่ช่วยพาลี้หลบจนรอดจากสายตาของพวกมัน
"ไม่รู้สิ"
แต่อีกไม่นานก็คงจะรู้เช่นเดียวกัน เพราะเขาจะให้ไอ้ เจต ลูกน้องมือซ้ายไปตามสืบเร็วๆนี้
"อ้าวไอ้เวรนี่!!"
"ก็ไม่ได้ถาม"
ในชีวิตนี้รอบตัวเขาจะมีสักกี่คนที่ปากจัดพูดกับเขาแบบนี้ หนึ่งล่ะไอ้โคถึกตรงหน้า สองก็คงจะเป็นคนที่พึ่งเห็นหน้ากันเมื่อวานที่แม้แต่ชื่อก็ไม่มีโอกาสได้ถาม ส่วนลูกบุญธรรมแม้จะนิสัยคล้ายกับเด็กนั่น แต่ไม่เคยพูดจาร้ายกาจกับตน แต่กับผัวอย่างไอ้โรมไม่น่ารอด...
"มึงก็แปลกคน ปกติไม่เคยไว้ใจใครสุ่มสี่สุ่มห้า แล้วนี่อะไรมาดลใจถึงได้เดินตามเด็กไปต้อยๆ เกิดมันคิดไม่ดีจับไปเรียกค่าไถ่ทำไง" คนเป็นห่วงบ่นเป็นชุด
"คิดมาก"
หากว่าเป็นพวกมิจฉาชีพจริง นาฬิกาเรือนนั้นคงเอาไปแล้ว จากที่เห็นตนเชื่อว่าเด็กคนนี้นิสัยห่ามๆ ใจนักเลง ฉลาดถึงปากจะร้ายแต่ลึกๆข้างในอ่อนโยน มีเสน่ห์น่าสนใจ
"เขาเรียกว่าคิดรอบด้านโว้ย...อย่ามาตกม้าตายเพราะเรื่องแค่นี้"
คนที่ทุกวินาทีมีค่ายิ่งกว่าทองคำอย่างขุนพล วนารมย์ ที่มีค่าตัวหลายพันหลายหมื่นล้านย่อมเป็นที่ต้องการของคนไม่ประสงค์ดี เขาจึงเป็นห่วงมากแม้เจ้าขุนจะเก่งและแกร่งในทุกด้าน หากเป็นเรื่องของธุรกิจจะเจอปัญหาหนักสักเพียงไรแต่เจ้าขุนก็สามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็วเกินกว่าใครจะคาดคิด ทุกคนจึงทึ่งในความสามารถและเป็นที่ประจักษ์ในแวดวงธุรกิจ ไม่มีใครไม่รู้จักขุนพล วนารมย์ นักธุรกิจแถวหน้า ผู้มีอิทธิพลที่สุดในตอนนี้
"......."
'ไปอยู่กับเด็กมันเป็นชั่วโมงก็ไม่ถามชื่อแส้"
แต่ก็ไม่แปลกใจ เพราะเจ้าขุนหรือไอ้ขุนญาติของตนมันนิสัยไม่เหมือนชาวบ้าน คนอื่นอาจยากที่จะอ่านใจ แต่สำหรับโรมแค่สบตาก็รู้ความนัยเป็นอย่างดี
"แต่ก็ดีแล้วมึงปลอดภัย พักผ่อนซะ เรื่องไอ้มือปืนนั่นกูจัดการเอง แล้วมึงก็ไม่ต้องไล่กูกลับ ถึงเวลากูกลับเอง"
พูดจบก็เตรียมตัวออกไปนอกห้อง เขามีเรื่องด่วนที่จะต้องรีบจัดการให้เร็วที่สุด...นั่นคือโทรรายงานเมียเรื่องเจ้าขุน รุ่นนี้ของแท้ ผลิตมารุ่นเดียวเสียด้วยเป็นของหายาก แรงเยอะ ปากจัด แตะเนื้อต้องตัวไม่ได้สะบัดใส่อย่างเดียวหากว่างอน!
"เดี๋ยวไอ้โรม"
"อะไรอีก"
รังสิมันต์หยุดชะงัก หันมามองคนเจ็บที่ชี้ตรงที่แขน พร้อมกับเลิกคิ้วถามอย่างไม่เข้าใจความหมาย
"ผ้าเช็ดหน้าที่พันแผลกูล่ะ" คนถามสีหน้านิ่ง ๆ แต่สายตาคมกริบจ้องมาอย่างไม่กระพริบเพื่อรอคำตอบ
"ผ้าเช็ดหน้าเปื้อนเลือดนั่นน่ะนะ" โรมเลิกคิ้วถามกลับอีกครั้งอย่างไม่แน่ใจ
"อืม"
"ขยะติดเชื้อจะเก็บไว้ทำแพะอะไร กูสั่งให้เด็กในบ้านเอาไปทิ้งตั้งนานแล้ว"
"แล้วใครให้ยุ่งกับของส่วนตัวกู"
"อ้าวไอ้เหี้ยนี่!! มึงจะเก็บขึ้นหิ้งไว้บูชาหรือไง" ก็แค่ผ้าเช็ดหน้าทำไมมันต้องทำเป็นเรื่องใหญ่ จะซื้อใหม่อีกกี่ผืนก็ได้อีกทั้งมันเปื้อนเลือดจนแทบหาสีเดิมของมันไม่เจอเลยด้วยซ้ำ
"ไอ้เจษมึงไปเอาผ้าเช็ดหน้าที่พันแผลกูมาให้ได้"
พอได้รับคำตอบไม่เป็นที่พอใจ ก็เหวี่ยงสายตาไปสั่งบอดี้การ์ดคู่ใจที่ยืนประสานมือรีบก้มหน้านิ่งเมื่อเห็นว่าเจ้านายกำลังโกรธ หากเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่เฮียโรมป่านนี้คงกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปแล้ว
"จะไปเอายังไงก็บอกว่าให้เด็กมึงเอาไปทิ้งขยะแล้วไอ้นี่พูดไม่ฟังโว้ย! ป่านนี้คงมีรถนำพวกขยะติดเชื้อไปจัดการแล้วมั้ง" โรมว่าอย่างหงุดหงิด
"ต่อให้เอาไปแล้ว มึงก็ไปตามกลับมาให้ได้ไอ้เจษ!"
"เฮ้ย! สมองมึงถูกกระทบกระเทือนด้วยหรือเปล่า แค่ผ้าเช็ดหน้าเปื้อนเลือดมึงจะอะไรนักหนา"
"หยุด...เป็นเพราะมึงเลย" ห้ามเพื่อนเสร็จก็เลยหันมาเหวี่ยงใส่ลูกน้องต่อ
"จะเอาไปทิ้งที่ไหนก็ช่าง มึงรีบไปหามาให้กูเดี๋ยวนี้"
"ไอ้ขุนมึงบ้าป่ะเนี่ย" ไม่ได้ผล เมื่อคนเป็นหัวเรือใหญ่ไม่ยอมท่าเดียว
"มึงไปหามาให้ได้ ถ้าไม่เจอก็ไม่ต้อง กลับมาให้กูเห็นหน้า!"
"ครับเฮีย"
คนรับคำสั่งก้มหน้าแทบน้ำตาไหล จะให้เขาไปหาได้อย่างไรในเมื่อป่านนี้มันอาจถูกกำจัดไปแล้ว แต่พอเงยหน้าเจอสายตาดุจึงลนลานออกไปทำตามคำสั่ง
"เชี้ยอะไรของมึงวะ กับอีแค่ผ้าพันแผลเก่าๆ เปื้อนเลือดใช้ไม่ได้ มึงจะเก็บไว้ทำเหี้ยอะไรไอ้ขุน วุ่นวายชิบหาย!"
คนบ่นงึมงำยกมือเท้าสะเอวทั้งสองข้างมองเพื่อนที่นั่งหน้าตึงอย่างระอา
"มันเรื่องของกู"
"แน่ใจนะว่าพวกนั้นไม่ได้ใช้ไม้ฟาดหัวมึงจริงๆ หรือกูต้องโทรบอกหมอมาตรวจให้มึงซ้ำ"
"มึงกลับใต้ไปได้แล้วเดี๋ยวลูกเมียก็มาแหกอกกู พล่ามบ่นอะไรอยู่ได้น่ารำคาญ" พูดจบก็ขยับล้มตัวลงนอนหันหลังให้เหมือนเด็กถูกขัดใจไม่ได้ของเล่น
โรมมองตามแล้วก็ถอนหายใจหนัก ๆ จะว่าถอดDNAกันมาก็ไม่น่าจะใช่ เพราะเวย์เป็นลูกบุญธรรม ส่วนคนที่นอนหันหลังงอใส่ก็เป็นพ่อบุญธรรม รุ่นนี้เหมือนกันอย่าให้งอน แม่งก็สะบัดเก่งเหลือเกิน
ง้อลูกมันยังไม่พอนี่ดันจะต้องมาง้อมันอีก
เฮ้อ! ชีวิตมาเฟียโคตรละเหี่ยใจ
"เหวี่ยงชิบหาย" โรมส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจ
"เจ้าของผ้าเช็ดหน้าใช่ไหม ที่ทำให้มึงเหวี่ยงกูซะขนาดนี้"
ทิ้งท้ายไว้ ก่อนจะเดินออกไปเพราะเพื่อนไล่ทางอ้อม แต่เขาไม่ได้คิดว่าจะกลับใต้ตอนนี้แน่ เพราะเวย์เมียของเขาให้อยู่ดูอาการของพ่อบุญธรรมก่อน ไม่อย่างนั้นจะทิ้งงานหอบลูกขึ้นมาที่นี่ เดี๋ยวจะวุ่นวายกันใหญ่...
