บทที่ 9 คนเนรคุณ
บทที่ 9
คนเนรคุณ
เจ้าขุนรีบบึ่งรถกลับมาที่บ้านด้วยตนเองโดยไม่ให้ลูกน้องขับ ชายหนุ่มเหยียบคันเร่งจนมิดไมล์ด้วยความร้อนใจ เข็มวัดความเร็ววิ่งขึ้นไปแตะขีดสูงสุด หลังจากที่รับสายเดชที่โทรมารายงานว่า 'จับตัวราเชนมา'
มีเรื่องมาให้ปวดหัวอีกแล้วสินะ เด็กหัวร้อนจุดเดือดต่ำป่านนี้คงเข้าใจผิดไปกันใหญ่
เสียงเบรคของรถยนต์ดังเอี๊ยดลั่นหน้าบ้านบ่งบอกอารมณ์คนขับได้เป็นอย่างดี เดชทำใจตั้งแต่รายงานให้เจ้านายรู้แล้วว่ายังไงก็ต้องถูกลงโทษ พอเจ้าขุนมาถึงเดชก็รีบวิ่งไปเปิดประตูให้ทันทีอย่างรู้หน้าที่ หมัดหนักๆ ซัดเข้าที่ใบหน้าของลูกน้องคนสนิททันทีด้วยความไม่พอใจ
พลั่วะ!!
"กูแค่ให้มึงสะกดรอยตาม ไม่ใช่ให้มึงไปจับตัวมา! เข้าใจยากตรงไหน!" ปกติไม่เคยหัวร้อนอะไรขนาดนี้ แต่ครั้งนี้ควบคุมอารมณ์ไม่ได้จริง ๆ แล้วเด็กนั่นจะมองเขายังไง...ยิ่งเป็นคนดื้อรั้นอยู่ด้วย
"ขอโทษครับเฮียที่ทำเกินคำสั่ง ผมแค่คิดว่าเด็กคนนั้นน่าจะไม่ปลอดภัย"
ด้วยสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานในตอนนั้น ทำให้เดชตัดสินใจโดยพลการทำนอกเหนือคำสั่งของเจ้านายนำตัวเด็กมาด้วย เพราะเขาก็เห็นว่ามีกลุ่มคนไม่ประสงค์ดีสะกดรอยตามเด็กคนนี้มาสักพักแล้ว ตอนแรกคิดว่าจะเข้าไปช่วย แต่พอเห็นทักษะการป้องกันตัวจึงแอบดูอยู่เงียบๆ
คนอย่างราเชน หากเชิญตัวมาดี ๆ ก็คงขัดขืน ท่าทางหัวดื้อซะขนาดนั้นเลยต้องใช้วิธีลัดคือวางยาสลบซะเลย...
ส่วนหนึ่งก็รู้สึกถูกชะตาและสนใจฝีมือการต่อสู้ที่ถือว่าเข้าขั้นดี ถ้าหากได้มาเป็นลูกน้องอีกคน มาช่วยคุ้มกันเจ้านายอีกแรงก็น่าจะดีไม่น้อย ช่วงนี้ยิ่งมีคนอยากจะกำจัดเจ้านายของตนอยู่ด้วย
ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือเจ้านายหนุ่มสนใจเด็กคนนี้มากเป็นพิเศษ... และไม่บ่อยที่นายจะสนใจใครแบบนี้
"แล้วคนอยู่ไหน"
เขาเพียงแค่ต้องการให้ลูกน้องแอบตามดูเท่านั้น เพราะกลัวว่าในคืนเกิดเรื่องอาจจะมีคนของพวกมันเห็นหน้าราเชนกลัวจะไม่ปลอดภัย เลยอยากให้ลูกน้องสะกดรอยตามดูหน่อยว่ามีใครปองร้ายหรือเปล่า อีกส่วนก็อยากให้ไปสืบดูด้วยว่าบ้านของราเชนอยู่ตรงไหน เพราะคืนนั้นมันมืดเลยทำให้เขาจำไม่ได้ว่าบ้านของราเชนอยู่ส่วนไหนของชุมชน
"ห้องโถงครับเฮีย แต่ว่าเอ่อ..."
"อะไร" เจ้าขุนถามเสียงสะบัด
"เอ่อ...." เดชอึกอักเล็กน้อย หมัดเจ้านายเบาซะเมื่อไหร่
"มึงจะเอาอีกใช่ไหมไอ้เดช"
"คือว่า...เออ...ตอนนี้เด็กถูกผูกติดไว้กับเก้าอี้" คนรายงานรีบก้มหน้าหนีสายตาอันตราย
"เสร็จเรื่องนี้เดี๋ยวกูจะมาจัดการมึงเป็นรายต่อไป ขยันหาเรื่องให้กูดีนัก!"
คนเป็นเจ้านายกัดฟันกรอด ชี้หน้าคาดโทษลูกน้องคนสนิทเสร็จก็รีบเดินเข้าไปด้านในทันทีด้วยใจร้อนรุ่ม
เดชก้มหน้ายอมรับผิด เพราะเขาเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร พอน้องมันตื่นขึ้นมาก็โวยวายอย่างหนัก ทั้งเตะต่อยวีนเหวี่ยงจนลูกน้องเขาเจ็บระบมไปหลายคน ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจที่จะจับตัวราเชนผูกติดกับเก้าอี้เลย แต่ด้วยเด็กหนุ่มโวยวายอาละวาดไปทั่วไม่ฟังห่าอะไรเลย
ดังนั้น เพื่อตัดปัญหาไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งกันทั้งสองฝ่าย ตนจึงจำเป็นต้องจับเด็กหนุ่มมัดติดกับเก้าอี้เพื่อให้ดับอารมณ์เดือดพล่านของวัยรุ่นเลือดร้อนเอาไว้ก่อน หลังจากสงบลงแล้วค่อยแก้มัดก็ยังไม่สาย แต่ทุกอย่างมันไม่ง่ายอย่างที่คิด...
"ปล่อยกูนะโว้ย..พวกมึงจับกูมาทำไม..ปล่อยสิวะ ไอ้ชั่วไอ้ลูกหมาไอ้@#฿&"
เสียงเอะอะโวยวาย ทำให้ร่างสูงเกือบหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตรเดินเร็วเข้าไปหา
ราเชนเห็นคนตัวสูงเดินเข้ามาถึงกับอ้าปากค้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ ไม่นึกว่าจะเป็นจริงอย่างที่คิด ใบหน้าที่มีรอยฟกช้ำขบกรามแน่น ดวงตาวาวโรจน์มองคนเข้ามาใหม่อย่างฉุนจัด
"ไอ้คนเนรคุณ มึงนี่เองที่สั่งให้คนมาจับกู"
พอรู้ว่าเป็นใครก็ฉุนจัด จะรวยล้นฟ้าเป็นมาเฟียที่ใครต่างก็เกรงกลัวก็ไม่สนแล้วนาทีนี้ คนไม่สำนึกบุญคุณทั้งที่ตนช่วยชีวิตไว้ แต่ยังจะให้ลูกน้องของตัวเองสะกดรอยตามแล้วรุมทำร้าย หนำซ้ำยังเอาตัวมาสั่งสอนต่อที่นี่อีก ถ้าไม่เรียกว่าคนเนรคุณไร้จิตสำนึก ก็ไม่รู้เลยว่าจะสรรหาคำไหนที่เหมาะสมกับความชั่วที่อีกฝ่ายมี
"เปล่า "
"ถุย!...เปล่าเหี้ยอะไรก็เห็นอยู่ว่ามึงให้ลูกน้องตามไปรุมซ้อมแล้วยังจับตัวกูมา"
"มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด" คนพูดค่อยๆอธิบายอย่างใจเย็นแต่คนฟังหัวร้อนเป็นไฟ
"เข้าใจผิดเหี้ยอะไร....ยัง... ยังอีก สั่งลูกน้องของมึงให้ปล่อยกูเดี๋ยวนี้เลยนะ เร็วเข้า!"
ลูกน้องทุกคนมองตากันเลิ่กลั่ก ไม่เคยมีใครพูดกับเจ้านายด้วยน้ำเสียงแบบนี้เลยยกเว้นเฮียโรม แล้วเด็กคนนี้เป็นใครถึงพูดด้วยน้ำเสียงก้าวร้าว ท่าทางอวดดีกับเจ้านาบตน ช่างไม่กลัวตายบ้างเลย...
แล้วที่สำคัญ เหตุไฉนเจ้านายถึงยังอยู่นิ่งเฉย แทนที่จะโกรธกลับปล่อยให้เด็กมันลามปามใส่แบบนั้น
"......"
"เร็วสิ ยืนบื้ออยู่ได้"
ดวงตาคมกริบหรี่ตาลงเล็กน้อยเมื่อโดนออกคำสั่ง ก่อนจะตวัดหางตาดุไปยังลูกน้องที่ยืนอยู่ใกล้ๆ แค่สายตาลูกน้องแต่ละคนก็กลัวจนลนลาน แทบจะไม่ได้ยินเสียงลมหายใจดังออกมาให้ระคายหูเลยด้วยซ้ำยกเว้นเสียงโวยวายของราเชนคนไม่สนโลก
เดชพยักหน้าให้ลูกน้องปลดพันธนาการออก พอได้รับอิสรภาพราเชนไม่รอช้าให้เสียเวลาสักวินาทีเดียว รีบเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าแล้วตวัดฝ่ามือหนักๆลงบนใบหน้าของเจ้าขุนทันที อย่างที่ไม่มีใครคาดคิด
เพี้ยะ!!
"เฮ้ยย!!"
เสียงลูกน้องทุกคนตะโกนขึ้นพร้อมกัน แล้วกรูเข้ามาเพื่อปกป้องคนเป็นนาย แต่โดนเจ้าขุนยกมือห้ามเอาไว้เสียก่อน อีกทั้งยังยืนนิ่งปล่อยให้อีกฝ่ายเอาแต่ใจกับร่างกายตน ไม่ห้ามปรามหรือปริปากอะไรเลย
"นี่สำหรับคนที่ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณ"
เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าดังฉาด บนใบหน้าหล่อมีรอยแดงเป็นปื้นใหญ่ ตบจนใบหน้าคมแสบร้อนไปหมด เลือดซึมตรงมุมปากนั่นแหละคนตบจึงได้หยุด
โครกคราก!!!
เสียงท้องร้องบอกว่าหิวอย่างไม่ไว้หน้ากันเลยสักนิด
"หิวเหรอ"
คนอายุมากกว่าเลิกคิ้วถาม ส่วนราเชนหน้าขึ้นสีเม้มปากแน่นไม่ยอมตอบ เจ้าขุนจึงหัวเราะในลำคอเบาๆก่อนจะหันไปสั่งลูกน้องเสียงเข้ม
"ไปเตรียมอาหารมา"
"ครับ"
ผ่านไปไม่นานนักโต๊ะอาหารขนาดใหญ่ก็ถูกจัดเตรียมอย่างหรูหรา อาหารนานาชนิดถูกนำมาวางเรียงรายกันอย่างสวยงาม ทั้งอาหารไทย อาหารจีน อาหารฝรั่ง ญี่ปุ่น และผลไม้ พร้อมทั้งขนมหวานอีกมากมาย ราวกลับเนรมิตขึ้นมาได้
"เอาสิ ตามสบายเลยนะ" เจ้าของบ้านผายมือไปยังโต๊ะอาหาร
ราเชนมองอาหารตรงหน้าพร้อมกับกลืนน้ำลายไปด้วย แต่ก็ยังอวดดื้อถือดีเชิดหน้าขึ้น
"กูไม่แดก ยิ่งอาหารของคนใจร้าย อย่างมึงกูไม่คิดจะกินให้เสียปาก"
เจ้าขุนไม่ตอบ เขาเดินไปนั่งที่หัวโต๊ะแล้วเริ่มลงมือทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อยอยู่เงียบๆ กลิ่นหอมของอาหารลอยมาแตะจมูก ทำให้ท้องไส้ปั่นป่วนและแสบหนักยิ่งกว่าเดิม
สุดท้ายก็ทนความหิวไม่ไหว สายตาเหลือบมองคนที่กำลังทานอาหารอย่างตั้งอกตั้งใจ ก่อนจะค่อย ๆ เดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ที่ลูกน้องของเจ้าขุนจัดเตรียมไว้ หลังจากนั้นก็เอื้อมมือไปหยิบอาหารที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดขึ้นมาเคี้ยวแก้มตุ้ย
"อร่อย..."
คำแรกที่เข้ามาอยู่ในปาก ก็ทำเอาราเชนเบิกตากว้างด้วยความอร่อย ก่อนจะเหลือบตามองหน้าคนตัวสูงที่ลงมือทานก่อนหน้าตน แต่พอเห็นเขาไม่ได้สนใจ ชายหนุ่มก็เริ่มลงมือทานต่อทันที คนที่แกล้งไม่สนใจยกยิ้มมุมปากเบาๆกับจานอาหานของตัวเอง
"ถ้าอร่อยก็ทานเยอะๆ"
ราเชนที่เคี้ยวอาหารอยู่เต็มปากแทบสำลัก รีบคว้าแก้วน้ำยกขึ้นดื่มก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเจ้าขุนด้วยสายตาขุ่นเคือง แต่ก็ไม่ปฏิเสธที่จะทานอาหารต่อ เพราะความหิวมันมีมากกว่านั่นเอง
