บทที่ 6 Chapter 6
งานในคํ่าคืนนี้จาร์ฟาทำให้หลายๆ คนประหลาดใจ จนเปล่ง เสียงฮือฮาขึ้นมาหลายครั้ง แล้วครั้งนี้ก็เซ่นกัน เสียงนั้นดังกึกถ้อง บาง คนยินดีกับบุหลันที่ได้สร้อยเพชรงามลํ้าด้วยคุณค่าและราคา บางคน อิจฉาที่เธอได้ของขวัญชิ้นพิเศษนี้ไป อีกทั้งยังชื่นชมจาร์ฟาที่กล้าพูด คน รักได้หนี.ตามชายอื่นไป หากเป็นคนอื่นคงไม่กล้าพูดแน่นอน
หากมีคนถามบุหลันว่าต้องการเครื่องเพชรชุดนี้หรือไม่ เธอตอบ ได้ทันทีทันใดเลยว่าไม่ต้องการ คำพูดที่ว่า ตั้งใจจะมอบให้กับคนรักที่ไม่ รักดีหนีตามชายอื่นไป มันเสียดทานความรู้สึกของเธอมากเหลือเกิน เธอ นั้นหรือหนีตามชายอื่นไป
ไม่เลย...มันไม่เคยอยู่ในความคิดเลยแม้แต่น้อย แต่ที่ต้องจาก เขามาโดยไม่กล่าวถึงเหตุผล เพราะเธอมีความจำเป็นบางอย่างต่างหาก ถ้อยคำของเขานั้นเหมือนกับประจานเธอไปในที หากทุกคนในที่นี้รู้ว่า เธอคือคนรักคนนั้น คงจะโดนถากถาง หยามเหยียด รวมทั้งสายตาที่ไม่ เป็นมิตรอีกด้วย
“คือว่า...”
เธอกำลังจะค้านว่าไม่สามารถรับเครื่องประดับชุดนี้ได้ แต่ทว่า พิธีกรที่รู้งานสามารถอ่านใจเธอออกว่าคิดอะไรจึงพูดแทรกเพื่อให้เสียง ของบุหลันนั้นจางหายไป
“น้องจันทร์ขอบพระคุณท่านชีคสิครับ”
บุหลันหันมามองคนที่พูดแทรก ก่อนจะหันไปมองหน้าเจ้าของ งานที่พยักหน้าให้เธอทำตาม ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองมัลลิกาที่พยัก หน้าและส่งยิ้มให้บุหลันประหนึ่งจะบอกว่าให้ทำตามที่พิธีกรบอก
“ขอบพระคุณท่านชีคมากค่ะ”
บุหลันจำใจยอม พนมมือไหว้และกล่าวขอบคุณจาร์ฟาด้วย กิริยาที่สวยงาม ด้วยเสียงอันไพเราะ
“ไม่เป็นไร ฉันเต็มใจให้ เธอก็ต้องเต็มใจรับมันก็ถูกแล้ว”
เขาเอ่ยด้วยนั้าเสียงแห่งชัยชนะ ซึ่งเป็นนี้าเสียงที่บุหลันไม่ชอบ ใจเอาเสียเลย แต่จะทำอะไรชีคผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ได้ ตอนนี้หมดเวลาของ เธอแล้ว สมควรที่จะลงไปจากเวทีแห่งนี้เสียที คิดได้ดังนั้นเธอจึงหมุนตัว แล้วก้าวเดินไปยังหลังเวทีอย่างสง่างาม
ทุกท่วงท่าที่เยื้องกายของเธอเรียกความกำหนัดให้เกิดขึ้นมากับ กายของชีคหนุ่มมากเหลือเกิน ยามที่ก้าวเดินสะโพกกลมกลึงจะยักย้าย ส่ายไปมา เขาใคร่นึกถึงยามที่เธอโยกไหวบนร่างกายของเขา สะโพก งดงามจะขยับขึ้นลงไม่หยุด จนกว่าเธอจะเหยียบชั้นฟ้าที่สว่างไสว ใจ หนุ่มสั่นรัว เช่นเดียวกับร่างกายที่เรมมีอาการร้อนรุ่ม เนื่องจากตอนนี้ไฟ ปรารถนากำลังเผาไหม้ร่างกายของเขา
โอ้...เธอคือแม่มด แม่มดร้ายที่เขาอยากจะถอยห่างและ อยากจะเข้าใกล้ในเวลาเดียวก้น
อาการโล่งอกของบุหลันอยู่กับเธอได้ไม่นาน หญิงสาวแสนสวย ก็ต้องตกอยู่ในสภาวะอึดอัดอีกครั้งเมื่อเดินกลับมายังโต๊ะวีไอพี เพราะ เก้าอี้ที่จัดเรียงเป็นรูปครงวงกลมนั้นมีเหลืออยู่ที่เดียว และที่นั้นก็อยู่ตรง กลางระหว่างสองหนุ่ม
หัวใจของเธอมันเหมือนมีภูเขามากดทับเหลือเกิน อึดอัดและ หหักอึ้ง
“นั่งสิจันทร์”
ชาญวิทย์เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าที่เจ้าสาวยืนอยู่ด้านหลังเก้าอี้ตัวว่าง เปล่านิ่ง แล้วเสียงนั้นเองที่ทำให้บุหลันต้องเลื่อนเก้าอี้ออกมา แล้วทรุด กายลงนั่งวางกล่องเครื่องประดับชุดหัวใจจาร์ฟา
ลงบนโต๊ะ
“สร้อยเพชรเหมาะกับจันทร์มากๆ เลยนะ แต่น่าเสียดายที่คนจะ ให้จันทร์น่าจะเป็นพี่ พี่กะว่าจะประมูลสร้อยเล้นนี้เพื่อที่จะให้จันทร์ใส่ใน วันแต่งงานของเรา”
ชาญวิทย์เอ่ยบอกว่าที่เจ้าสาวเกี่ยวกับความตั้งใจของตน ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ล้แข่งกับชีคหนุ่ม ผลสุดท้ายเขาก็ต้องแพ้ราบคาบ เพราะเงินของเขาหนาไม่เท่าเจ้าของสร้อยเล้นนี้
“อย่าคิดมากนะคะคุณกาย ประเดี๋ยวจะพาลปวดหัว แค่คุณ กายคิดจะประมูลให้จันทร์จันทร์ก็ดีใจแล้วค่ะ”
เธอตอบกลับไปเสียงหวาน ชายหนุ่มสองคนที่ได้ยินคำพูดของ เธอมีอารมณ์ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ชาญวิทย์ยิ้มอย่างเบิกบานใจ ชีคหนุ่ม นั้นเล่ากัดกรามแน่นจนคนที่นั้งข้างๆ ได้ยิน ทว่าเธอก็ทำนิ่งเฉยไม่สนใจ เขา เช่นเดียวกับที่แสดงออกให้ทุกคนเห็นว่า เธอกับจาร์ฟาไม่รู้จักกันมา ก่อน
“ขอบคุณท่านชีคมากนะครับที่ให้สร้อยเพชรจันทร์ ผมถือว่า สร้อยเล้นนี้เป็นของขวัญวันแต่งงานของผมกับจันทร์นะครับ”
ชาญวิทย์หันมาพูดกับจาร์ฟาที่พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะทำสี หน้าให้เป็นปรกติ แม้ว่าในใจอยากจะนำปืนไปจ่อที่ศีรษะของอีกฝ่าย ยิง สมองให้กระจายดับชีวาเสียตรงนี้ เขามีวิธีจัดการกับอีกฝ่ายที่ดีกว่านี้ เจ็บกว่านี้และรอเวลานั้นอย่างใจเย็น
บุหลันหัวใจหล่นวูบเมื่อได้ยินคำพูดของชาญวิทย์ เธอรู้ดีว่า ถ้อยคำประโยคนี้กำลังสร้างเชื้อเพลิงกองใหญ่ขึ้นในใจของจาร์ฟา เธอ
กลัวเหลือเกินว่าพายุอารมณ์ของเขาจะถล่มงานเลี้ยงนี้ให้ราบคาบ ภาวนาขออย่าให้เป็นอย่างที่หวาดกลัวเลย
“ไม่เป็นไรครับ ผมเองก็ไม่อยากเก็บสร้อยเลันนี้ไว้เหมือนกันครับ เห็นสร้อยเลันนี้ทีไรเหมือนเห็นนางแม่มดทุกทีครับ ให้คนอื่นน่ะดีแล้วจะ ได้ไม่เจ็บปวดใจ จริงมั้ยครับคุณผู้หญิง?”
ประโยคคำพูดของชีคหนุ่มสร้างความเจ็บปวดใจให้เธอได้ไม่ มากเท่ากับคำถามที่เขาเอ่ยถาม เขากล่าวหาว่าเธอคือแม่มด แล้วยังมา ถามเธออีกว่าจริงหรือไม่ เขากำลังคิดจะทำอะไรอยู่ บุหลันอยากรู้ เหตุผลนี้จริงๆ
“ค่ะใช่ค่ะเก็บไว้ใกล้ตัวมันก็พาลจะเจ็บปวดใจเปล่าๆตัดใจ ดีกว่าค่ะจะได้ไม่ต้องเจ็บปวด”
บุหลันกำลังสื่อความหมายให้จาร์ฟารู้ว่า หากตัดใจได้ดังคำพูด คำว่าเจ็บปวดใจคงไม่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเขาหรือเธอ
“แต่ผมเป็นคนแปลกอยู่อย่างหนึ่ง ถ้าใครทำให้เจ็บ จะไม่มีวัน ลืมจนวันตาย แล้วยิ่งไม่ได้ล้างแค้นก็ยิ่งนอนตายตาไม่หลับ”
จาร์ฟาพูดนิ่มๆ นี้าเสียงเรียบ บุหลันรู้ดีว่าคำพูดของเขานั้น กำลังจะบอกเธอว่า เขามาที่นึ่เพื่อแก้แค้นเธอ แล้วสร้อยเล้นนี้ที่เขา เจาะจงให้เธอใส่มันก็อยู่ในแผนของเขาด้วยเช่นกัน
“ท่านชีคพูดน่ากลัวจังนะครับ ถ้าเป็นผม ผมจะให้อภัยคนรักที่ ทำให้ผมเจ็บ จะไม่แก้แค้นคนที่ผมรักเด็ดขาด ผมจะยืนมองดูความสุข ของเธอด้วยความสุขเช่นกันครับ”
ชาญวิทย์ที่มีจิตใจดีคนหนึ่งเอ่ยออกไปด้วยนั้าเสียงอ่อนโยน แฝงไว้ซึ่งความเมตตา
“ผมไม่ใช่คนดีอย่างคุณนี่ครับ ไม่อย่างนั้นคนรักของผมคงไม่ทิ้ง ผมไปหาชายอื่นแบบนี้”
จาร์ฟาโต้กลับทันควัน นี้าเสียงเข้มขึ้น ดวงตาแข็งกระด้างจ้อง มองชาญวิทย์เขม็ง
“อาหารมาแล้วค่ะ ทานอาหารดีกว่านะคะ”
เธอรีบเปลี่ยนเรอง ก่อนที่ชาญวิทย์จะเติมเชื้อเพลิงใส่หัวใจของ ชีคแห่งผืนทะเลทรายมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
หลังจากเสร็จสิ้นการประมูลก็ถึงเวลาดินเนอรีด้วยอาหารเลิศรส ที่ถูกนำมาเลิรีฟให้กับบุคคลทั้งหลายที่เดินทางมาร่วมงาน อีกหลายๆ คนอาจจะมีความสุขกับรสชาติของอาหารแสนอร่อย มีความอิ่มใจที่ได้ เดินทางมาร่วมงานการกุศลในครั้งนี้
แต่สำหรับบุหลันแรกเริ่มเธอมีความสุขและความอิ่มเอิบใจที่มี ส่วนร่วมในการทำบุญ ทว่าเวลานี้ไม่ใช่ เธอกำลังเผชิญกับความอึดอัด อย่างมากมาย ร่างกายสาวเกร็งทุกครั้งที่ข้อศอกหรือไม่ก็สำแขนของ จาร์ฟาที่จงใจให้ถูกสำแขนเนียนสวย อีกทั้งยังรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ กับพลัง ร้อนรุ่มของดวงตาคมกรีบของชีคหนุ่ม ยามที่เขาเหลือบมองเธอ
อึดอัดเหลือเกิน เมื่อไหร่จะกลับบ้านเสียที
“จันทร์ทานกุ้งสิ อร่อยนะ เดี๋ยวพี่ป้อนให้”
ชายวิทย์พูดขึ้น ก่อนจะจิ้มเนี้อกุ้งลอบสเตอร์นั้าจืดด้วยล้อม ก่อนจะจดจ่อตรงปากสาว บุหลันค่อยๆ เผยอปากอ้ารับเนี้อกุ้งที่อีกฝ่าย ป้อนให้ไม่เพียงเท่านั้นชาญวิทย์ทำบางอย่างที่เธอคาดไม่ถึง
“ดูสิ เนี้อกุ้งติดปากจันทร์เลย พี่เช็ดให้นะ”
ยังไม่ทันที่จะอ้าปากร้องห้าม ผ้าเช็ดปากที่อยู่ในมือของผู้พูดก็ มาขจัดเศษเนี้อกุ้งนั้นให้หลุดออกไป บุหลันไม่รู้ว่าจะห้ามอย่างไรจึง ปล่อยเลยตามเลย ถึงแม้ว่าหูของเธอจะได้ยินเสียงกัดกรามแน่นของ จาร์ฟาดังออกมาเป็นระยะๆ ก็ตาม
การรับประทานอาหารที่แสนอึดอัดดำเนินต่อไป จนกระทั่งถึงคิว ของอาหารหวานซึ่งเป็นอาหารจานสุดท้ายของการดินเนอร์ในคํ่าคืนนี้ และนั่นเป็นเวลาที่บุหลันรอคอยมาตลอด เพราะมันเป็นสัญญาณบอก เธอว่า เวลากลับบ้านได็ใกล้เข้ามาทุกขณะ และดูเหมือนว่าเหตุการณ์ไม่ คาดฝันกำลังจะเกิดขึ้น
“โอ๊ย!!...” เสียงของชาญวิทย์ดังขึ้นพร้อมกับมือใหญ่กุมขมับ ของตัวเองเอาไว้
“คุณกาย...คุณกายเป็นอะไรคะ?”
