บทที่ 2 เจ้าชีวิต
บทที่ 1
เจ้าชีวิต
โทรศัพท์ที่ดังครืนในช่วงค่ำคืน เชื้อเชิญให้คนที่กำลังสาละวนอยู่กับการจัดเตรียมอาหารมื้อค่ำสำหรับตัวเองและน้องสาวหันไปให้ความสนใจ ‘นิศามณี’ สอดสายตาไปมองแล้วลอบถอนหายใจออกมา เพราะเธอเห็นแล้วว่าปลายสายนั้นเป็นสายของใคร
‘ฟิลลิป’ เจ้าชีวิตของเธอ
“เสียงโทรศัพท์ ดังไม่หยุดเลยพี่จันทร์ ไม่รับหน่อยเหรอ?” น้องสาวอย่าง ‘ผกายรัตน์’ หญิงสาวใบหน้าสวยหวานบอกพี่สาว เพราะเสียงโทรศัพท์ยังคงดังต่อเนื่อง คล้ายว่าปลายสายมีเรื่องเร่งด่วน
“เดี๋ยวพี่ขอตักแกงใส่ถ้วยแปบ แล้วจะไปรับจ้ะ” หญิงสาวหันไปตอบน้องสาวที่นั่งอยู่บนโต๊ะกินข้าว พลางตักแกงเขียวหวานไก่ใส่ถ้วยแล้วนำมาวางลงตรงหน้าน้อง
“ดาวกินก่อนเลยนะ เดี๋ยวพี่ขอไปคุยโทรศัพท์ก่อน” อีกคนโทรเข้ามาไม่มีหยุด เขาวางไปแล้วก็กระหน่ำโทรมาอีก ถ้าให้เดาห้วงอารมณ์ของคนปลายทางตอนนี้คงไม่วายหงุดหงิดที่เธอรับสายเขาช้าแบบนี้
“ได้ค่ะ”
นิศามณีคว้าโทรศัพท์ที่วางทิ้งไว้บริเวณหน้าโทรทัศน์ หยิบมันขึ้นมาแล้วก็เดินเลี่ยงออกไปทางหลังบ้าน กดรับสายของเขาในที่สุด
“รับช้าขนาดนี้ ฉันนึกว่าเธอตายไปแล้ว” ทันทีที่รับสายไม่วายโดนถ้อยคำถากถางกระแทกเข้าจิตใจ แต่ฟิลลิปไม่เคยสนใจ เพราะผู้หญิงคนนี้ไม่ได้
มีค่าพอให้เขาต้องลดตัวลงไปแสดงความรู้สึกใด ๆ ให้
“ก็อยากตายอยู่เหมือนกันค่ะ” ไม่มีสักครั้งที่เขาจะพูดดีกับเธอ เขาทำราวกับว่าเธอเป็นเพียงท่อนไม้ท่อนซุงที่ไม่มีชีวิต อยากจะพูดหรือทำอะไรกับเธอก็ได้อย่างนั้น
“แต่เสียใจด้วยนะ ฉันไม่ให้เธอตายง่าย ๆ หรอก” เขายังสนุกอยู่เลย นิศามณีจะรีบตายไปไหนละ?
“เข้าเรื่องเถอะค่ะ คุณฟิลลิปจะเอาอะไร” ถ้ายังต่อล้อต่อเถียงกันมากกว่านี้ มันก็คงไม่จบ เลยชักชวนเข้าเรื่องให้สิ้นเรื่อง
“เอาเธอ ออกมาเจอฉันที่หน้าปากซอยบ้านเธอ”
“แต่ตอนนี้มันดึกมากแล้วนะคะ” สายตาเหลือบมองเวลาที่ปรากฏบนหน้าจอมือถือสื่อสาร ตอนนี้สองทุ่มกว่าเข้าไปให้แล้ว เขาจะมาเรียกเธอทำไมเวลานี้
“แล้วฉันต้องสนใจด้วยเหรอ? ปกติเธอก็กลับบ้านดึกกว่านี้ไม่ใช่รึไง”
“แต่วันนี้เป็นวันหยุดของจันทร์ เราเคยตกลงกันแล้ว”
หนึ่งสัปดาห์มีเจ็ดวัน เธอได้รับวันหยุดแค่สองวันต่อสัปดาห์คือวันจันทร์และวันศุกร์ และวันนี้มันก็เป็นวันจันทร์เป็นวันที่เธอควรจะนอนพักผ่อนได้อย่างสบายใจ หลังจากทำงานมาอย่างหนักหน่วง ไม่ต้องหอบสังขารของตัวเองไปให้ชายหนุ่มกระทำอย่างคนไร้ค่า
“งั้นก็แล้วแต่ แต่ฉันไม่รับรองเรื่องน้องสาวเธอ”
“คุณฟิลลิป อย่าทำแบบนี้ได้ไหมคะ?” เจ้าหล่อนน้ำตาปริ่ม พอเขาพูดออกมาแบบนั้นมันยิ่งสะท้อนในอก เธอรู้ว่าคนอย่างฟิลลิปสามารถทำได้ทุกอย่างอย่างที่พูด
“ฉันให้เวลาเธอแค่สิบนาที ก่อนที่ความอดทนของฉันมันจะหมด” ถ้อยคำประกาศิตดังออกมา แล้วตัดสายไปดื้อ ๆ ปล่อยให้ความหนักหน่วงใจเป็นของนิศามณีเพียงลำพัง คนอย่างเขาไม่จำเป็นต้องสนใจใครโดยเฉพาะกับผู้หญิงอย่างนิศามณี
“เป็นยังไงบ้างจ๊ะพี่จันทร์ ใครโทรมา” แววตาน้องสาวใคร่สงสัย
“ดาวเห็นเขาโทรมาไม่หยุดเลย มีเรื่องด่วนอะไรรึเปล่า”
“อ้อ เพื่อนพี่น่ะ พอดีว่าโทรมาให้เข้าไปทำงานแทนที่ร้านอาหารหน่อย เห็นบอกว่าปวดท้องไปทำไม่ไหว” สุดท้ายก็ไม่วายต้องใช้คำโป้ปดคำโต บอกให้ผกายรัตน์รับรู้ แล้วเธอก็หวังว่าน้องสาวจะเชื่อในสิ่งที่พูด เพราะตลอดเวลา
ที่ผ่านมาเธอก็โกหกจนนับครั้งไม่ถ้วน
หวังว่าครั้งนี้มันจะได้ผลไม่ต่างกัน...
หากถามว่าละอายใจไหม คงตอบได้เต็มปากว่าที่สุด แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อสิ่งที่เธอทำตอนนี้ก็เพื่อคนที่เธอรักที่สุดอย่างผกายรัตน์
“ตอนนี้เหรอคะ?” คิ้วเรียวดั่งคันศรคดเกลียวสงสัย
“ใช่ คืนนี้ดาวอยู่คนเดียวได้ใช่ไหม” เธอเดินเข้าไปหาน้อง แล้ววางมือลงบนผมยาวแผ่วเบาด้วยความรัก
“ดาวโตแล้วนะ ปีนี้ยี่สิบสองแล้ว อีกอย่างพี่จันทร์ก็ปล่อยให้ดาวอยู่
คนเดียวบ่อย ๆ ดาวดูแลตัวเองได้ค่ะ” หันหน้าไปพูดกับพี่สาว ที่พูดออกมา
มันไม่ใช่ความน้อยเนื้อต่ำใจ แต่มันคือสิ่งที่เธออยากให้นิศามณีได้รู้ว่า เธอเข้มแข็งมากพอที่จะอยู่คนเดียวได้
“พี่ขอโทษนะดาว”
“พี่จันทร์จะขอโทษดาวทำไม ดาวต่างหากสิที่ต้องขอโทษ ที่พี่จันทร์ต้องทำงานหนักขนาดนี้ก็เพราะดาว” ที่นิศามณีต้องเหนื่อยมากขนาดนี้มันก็เป็นเพราะเธอ แล้วมันมีเหตุผลข้อไหนที่พี่สาวที่แสนดีของเธอต้องมาขอโทษกัน
บางทีเธอก็อยากทำอะไรเพื่อพี่คนนี้บ้าง
“เพื่อดาวพี่ทำได้น่า” ต่อให้เธอต้องตกต่ำจนไร้สิ้นศักดิ์ศรี เธอก็พร้อมจะทำ หากเม็ดเงินที่ได้มามันสามารถแลกกับชีวิตน้องสาวของเธอได้
“งั้นพี่ไปก่อนนะน่าจะกลับดึกมาก ๆ กินข้าวแล้วก็อย่าลืมกินยาด้วย เข้าใจรึเปล่า บ้านช่องก็ปิดให้เรียบร้อยด้วยนะ”
“ค่า ๆ รับทราบแล้วค่ะ” มือบางตะเบ๊ะ ยิ้มหวานรับรู้ในทุกถ้อยคำของนิศามณี และสัญญาว่าจะทำตามอย่างเคร่งครัดตามที่พี่สาวพูดทุกคำ
ผกายรัตน์เดินมาส่งพี่สาวที่หน้าประตูบ้าน ยืนโบกมือรอจนนิศามณี
ลับสายตาไปจึงปิดประตูกลับเข้าไปด้านใน ด้านของนิศามณีนี้แสนละอายใจ
หญิงสาวหลบอยู่มุมหนึ่งของต้นไม้เพื่อให้ผกายรัตน์มองไม่เห็น สถานการณ์ของเธอตอนนี้มันเลือกอะไรไม่ได้เลย
แต่เพื่อน้องสาวเธอจะยอมฝืนทนอยู่แบบนี้ต่อไป...
“พี่ขอโทษที่ต้องโกหกนะดาว” ถ้อยคำที่พร่ำบอกน้องสาว เธอนับไม่ได้เลยว่ากี่ครั้งแล้วที่เธอโกหกออกไป
นิศามณีเดินมาถึงหน้าปากซอยอย่างที่ตั้งใจ เห็นรถบีเอ็มดับเบิลยูจอดรออยู่ นั่นเท่ากับว่าเธอรู้อนาคตของตัวเองแล้วว่า คนด้านในต้องมีอาการไม่พอใจอย่างแน่นอน แต่ถ้าให้คำนวณระยะเวลาตั้งแต่เขาโทรมาจนตอนนี้มันก็ยังเหลือ
ตั้งสามนาที แต่เพราะเธอเป็นเธอสุดท้ายไม่วายเป็นคนผิด
“ชักช้า!” กระจกรถเลื่อนลง คำพูดแดกดันหลุดออกมาจากปากชายหนุ่ม
“จันทร์มาตรงเวลาค่ะ” เธอจับเวลาอยู่ตลอด เป็นเขานั่นแหละที่อยากมาถึงก่อนแล้วก็มาโวยวายใส่เธอ
“แต่เธอมาช้ากว่าฉัน”
“ทีหลังคุณฟิลลิปก็บอกให้ชัดเจนสิคะ ว่าจันทร์ต้องมารอก่อนที่คุณ
จะถึง” เธอมันผิดทุกเรื่องเลยใช่ไหม?
“พักหลังมานี้ ดูเหมือนว่าเธอจะต่อปากต่อคำเก่งขึ้นนะ”
“ก็คงเพราะคนแถวนี้ ทำให้จันทร์ต้องปรับตัวค่ะ”
“งั้นก็ดี ปรับตัวเรื่องฝีปากเธอได้ ก็อย่าลืมปรับตัวให้พร้อมกับ
ความต้องการของฉันด้วยล่ะ”
“...”
“รีบขึ้นมาได้แล้ว อย่าทำให้ฉันต้องเสียเวลาไปมากกว่านี้”
“...” หญิงสาวยังคงยืนนิ่ง ไม่ยอมทำตามที่ฟิลลิปพร่ำบอก
“นิศามณี ฉันบอกให้ขึ้นรถ!” แค่เรื่องที่เกิดขึ้นในผับก่อนหน้านี้มันก็ทำให้อารมณ์เขาเสียมากเกินพอแล้ว มาตอนนี้ผู้หญิงคนนี้ยังมาทำให้หงุดหงิด
มากกว่าเดิมอีก!
สาวเจ้าไม่รู้ว่าเขาไปอารมณ์ไม่ดีมาจากไหน แต่สุดท้ายก็คงต้องเป็นเธอที่ไม่วายรองรับอารมณ์ของเขา นิศามณีก้าวเท้าขึ้นไปนั่งบนรถคันหรูของชายหนุ่มในที่สุด ก่อนเขาจะเหยียบคันเร่งจนแทบมิดพุ่งทะยานสู่ถนนสีเทายามค่ำคืน
ความเร็วของรถที่มันมากขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มทำให้นิศามณีมิอาจนิ่งเฉยต่อไป ความกลัวเริ่มกระแทกเข้าจิตใจของเธอจนแทบอยากร่ำร้องออกมา ถนนหนทางตอนนี้มองอะไรไม่เห็นเลย หัวใจของหญิงสาวสั่นไหวและเต้นเร็ว นิศามณีกำมือของตัวเองเอาไว้แน่นจนเล็บมันแทบจะจิกเข้าไปในเนื้อของตัวเอง
“คะ...คุณฟิลลิป จันทร์ขอร้อง อย่าขับเร็วได้ไหมคะ” จากที่พยายามนั่งเงียบอยู่นาน สุดท้ายจึงตัดสินใจขอร้องเขา
“อย่ามาสั่งฉัน” ฟิลลิปก็ยังคงเป็นฟิลลิป เขาไม่เคยสนใจอยู่แล้วว่าผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ตอนนี้จะเป็นอย่างไร
“คุณฟิลลิป จันทร์ขอร้องนะคะ” ครั้งนี้อ้อนวอนทั้งน้ำตา
กลัวว่ามันจะเกิดเหตุการณ์เดิม ๆ ซ้ำขึ้นอีกครั้ง เธอกลัว...กลัวว่าตัวเองจะต้องเจ็บปวดแบบนั้นอีก กลัวจนแทบหายใจไม่ออก ไม่เอาอีกแล้ว...
“เธอเป็นใคร ทำไมฉันต้องฉันสนใจ” นอกจากไม่ฟังคำร้องขอ
นิศามณีแล้ว เขายังเพิ่มความเร็วมากขึ้นกว่าเดิม
นิศามณีสุดใจจะร้องขอ เธอรู้ดีว่าต่อให้พูดไปอีกสักกี่ประโยค สิ่งที่เธอ
ได้กลับคืนมาก็เป็นความนิ่งเฉย เขาเห็นความรู้สึกของเธอราวกับเป็นของเล่น
จะเหยียบย่ำ หรือจะบดขยี้มันให้แหลกเป็นจุณอย่างไรก็ได้
ท้ายที่สุดสิ่งที่ทำได้ดีคงเป็นการพยายามควบคุมตัวเองให้ดี นิศามณีปิดเปลือกตาลงและค่อย ๆ ควบคุมลมหายใจของตัวเองเอาไว้ มือบางกำเอาไว้แน่นเล็บจิกลึกเข้าผิวหนังจนห้อเลือด เธอมีอาการวิตกกังวลกับความเร็วของรถยนต์เพราะครั้งหนึ่งเคยเกิดเรื่องร้าย ๆ ขึ้นกับตนเอง แม้ว่าช่วงเวลามันจะผ่านมานานแล้ว แต่ความเจ็บปวดพวกนั้นก็ยังคงฝังลึกอยู่ก้นบึ้งหัวใจ
กว่าจะผ่านความทรมานมาได้ แทบเจียนตาย นิศามณีนึกขอบคุณตัวเองที่อดทนจนถึงที่สุด รถของฟิลลิปเลี้ยวเข้าไปภายในบ้านสไตล์โมเดิร์น ลักชัวรี่
ที่มีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่มาก แต่กลับโดดเด่นเรียบหรูและมีสไตล์เป็นเอกลักษณ์ บ้านหลังนี้เป็นสถานที่คุ้นตาของนิศามณีดี เธอเคยย่างกายเข้ามาหลายต่อหลายครั้ง แม้จะพยายามทำใจให้ชินแต่ก็ทำไม่ได้เลยสักครั้งเดียว
สถานที่แห่งนี้ถึงมันจะสวยงามเพราะออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน สะท้อนถึงรสนิยมที่ละเอียดอ่อนของเจ้าของบ้าน ใครผ่านมาเห็นคงใคร่หลงใหล
แต่สำหรับเธอมันคือสถานที่ที่คล้ายเอาไว้ลงทัณฑ์ ทุก ๆ ครั้งไม่วายชอกช้ำ
กลับออกมา
นิศามณีเดินตามหลังฟิลลิปเข้าไปด้านในบ้าน และยังไม่ทันได้ตั้งตัว
จู่ ๆ ข้อมือก็ถูกคนตัวโตดึงรั้งเข้าหาเขาจนเธอกระทบอกแกร่ง ก่อนจมูกโด่งสัน
ฟิลลิปจะเร่งเร้าซุกไซร้ลงที่ซอกคอของเธออย่างรุนแรง
มือหนาเร่งปลดเปลืองเสื้อผ้าที่ติดกายให้หลุดหายออกไป การกระทำของชายหนุ่มวันนี้มันร้ายแรงมากกว่าครั้งไหน ๆ เหมือนเขาไปเจอเรื่องที่ไม่สบอารมณ์มา แล้วเอามันมาลงที่เธอ และที่น่าแปลกใจมากกว่านั้นคือ
น้ำหอม...
เธอได้กลิ่นน้ำหอมผู้หญิงจากตัวเขา
“อ๊ะ! จันทร์เจ็บ” เขาขบเม้มเข้าที่ซอกคอเธอ แล้วก็ส่งมือล้วงล้ำบีบขย้ำทรวงอกผ่านชุดชั้นใน ทุกการกระทำของฟิลลิปมันไม่เคยมีความอ่อนโยน
ซ่อนอยู่เลย
“เจ็บก็ต้องทน มันคือหน้าที่ของเธอ”
“เผื่อคุณฟิลลิปลืม ว่าจันทร์ก็มีเลือดมีเนื้อ มีจิตใจ”
“แล้วฉันต้องสน?” เขาตั้งคำถามอย่างไม่ใส่ใจ ขณะที่นิศามณีน้ำตาปริ่ม แต่ก็สะกดกั้นมันเอาไว้ไม่ให้ไหลออกมา ประจานความอัปยศของตัวเอง
“คุณมันใจร้าย”
“ฉันนึกว่าเธอน่าจะรู้นานแล้วนะ ว่าฉันมันร้ายมากกว่าที่คิด” เขาไม่เคยพูดสักครั้งว่าตัวเองเป็นคนดี “โดยเฉพาะกับคนที่ฉันเกลียดแบบเธอ ฉันจะร้ายให้มากกว่านี้อีก จำใส่สมองเอาไว้”
“ถ้าเกลียดกัน ก็อย่ามายุ่งกันสิคะ” นิศามณีกลืนก้อนสะอื้นลงคอ
เธอเจ็บ...เจ็บลึกที่หัวใจหลังจากที่เขาพูดออกมาได้เต็มปากว่าเกลียดเธอสุดหัวใจ แต่ก็ยังทำเป็นเข้มแข็งไม่รู้สึกอะไร ทั้ง ๆ ที่หัวใจดวงนี้มันกำลังร้าวราน
“อยู่ในสถานะอะไร หัดเจียมตัวซะบ้าง อย่าล้ำเส้นให้มันมากนักนิศามณี”
สิ้นประโยคชายหนุ่มผลักดันให้ร่างของนิศามณีล้มตึงลงไปนอนแผ่บนโซฟาตัวยาว ไม่สนใจว่าเธอจะเจ็บ จะเป็นหรือจะตายยังไง ก่อนที่ตัวเองจะเข้าทาบทับในวินาทีต่อมา ขณะที่หยดน้ำตาของคนใต้ร่างกลิ้งไหลออกมาอย่างอดสู สุดท้ายเพื่อความอยู่รอด เธอก็ต้องยอมให้เขาทำร้ายจิตใจอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า...
อดทนเข้าไว้นะนิศามณี เธอทำมันได้ อย่าเพิ่งแตกสลาย
“อ่าส์”
“อ้าขาให้กว้างกว่านี้”
เสียงเข้มของชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่สมบูรณ์แบบตามฉบับคนชอบ
ออกกำลังกาย ใบหน้าหล่อจัดอยู่สูงเกินบรรทัดฐานของผู้คนทั่วไป เพราะจัดอยู่ในหมวดของรูปลักษณ์เทพเจ้าอย่าง ‘ฟิลลิป ฮอร์น เคิร์กเกอร์’ ผู้บริหารแห่งโรงแรม ‘ฮอร์น เวย์ รอยัล’ สั่งหญิงสาวที่นอนทอดกายอยู่ใต้ร่างของเขาให้อ้าขา
ให้มากกว่าที่ทำอยู่อย่างไม่พอใจ เพราะหญิงสาวกำลังทำในสิ่งที่มันไม่สมควร
นั่นคือการขัดใจเขา
“พะ...พอแล้วได้ไหมคะ” ใบหน้าอิดโรยของ ‘นิศามณี กิรการณ์’
อ้อนวอนเจ้าชีวิต เพราะไม่รู้กว่ากี่ชั่วโมงไปแล้วที่เขาสอดประสานเข้ามาภายในกลีบกุหลาบของเธอ ตั้งแต่โซฟาห้องโถงจนมาถึงบนเตียงกว้าง ร่างกายเธอตอนนี้มันระบมช้ำไปหมด แต่ฟิลลิปกลับไม่แสดงท่าทีความเห็นใจใด ๆ ออกมาเลย
สักนิดเดียว
รู้อยู่หรอก...ว่าสถานะของเธอมันไม่ได้มีค่าอะไรในสายตาของเขา
แต่อย่างน้อย ๆ ช่วยทะนุถนอมมันสักเสี้ยวหนึ่งจะไม่ได้เลยหรือ
เขาจะเหยียบย่ำทุกอย่างเลยหรืออย่างไร?
“เธอมีสิทธิ์ขอร้องฉันด้วยเหรอ?” เหมือนว่าจะลืมสถานะตัวเองไป
ว่าไม่มีสิทธิ์มาออกปากขอร้องเขาแบบนี้ “หรือจะให้ฉันต้องย้ำสถานะเธอ”
“ไม่จำเป็นหรอกค่ะ จันทร์ทราบสถานะของตัวเองดี” นัยน์ตาโศกจ้องมองไปที่ชายหนุ่ม ด้วยแววตาไม่เกรงกลัว แต่ลึก ๆ แล้วมันมีความอ่อนแอซุกซ่อนเอาไว้
“ว่าจันทร์มันก็แค่เครื่องบรรณาการความใคร่ของคุณฟิลลิป”
“รู้ดีนิ”
“ก็รู้ดีมาตลอดนะคะ” ในเมื่อหักห้ามความใจร้ายของเขาไม่ได้ ก็คงมีแต่ต้องเข้าร่วม
“นิศามณี!” มือหนาบีบเข้าที่คางมนของหญิงสาวด้วยความไม่พอใจ และแรงบีบมันก็มากพอจนใบหน้าหวานเหยเกด้วยความเจ็บ ฟิลลิปขบกรามแน่นนับวันผู้หญิงคนนี้ยิ่งยอกย้อน ทำตัวอวดเก่งกับเขามากขึ้นไปทุกที
“อยากจะทำอะไรก็เชิญเถอะค่ะ จันทร์ไม่มีสิทธิ์ร้องขออะไรคุณอยู่แล้ว” เธอเหนื่อยจะต่อปากต่อคำกับเขา ต่อให้พูดออกไปสักร้อยประโยค มันก็ไม่ไปสะกิดใจคนตัวโตหรอก
“ปากดีแบบนี้ ฉันจะรอดูว่าเธอจะทนมันได้แค่ไหนกันเชียว”
“คะ...คุณฟิลลิป อ๊ะ!”
จบประโยคเกรี้ยวกราดของฟิลลิปชายหนุ่มก็จับขาหญิงสาวให้กว้างขึ้นดังที่บอกในคราแรก และสอดแทรกเนื้อกายของตัวเองเข้าไปภายในร่างกายของนิศามณีแทบจะทันที พลอยให้ร่างสาวรู้สึกจุกเสียดจนอดกลั้นเสียงร้องเอาไว้ไม่ได้
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังขอบคุณเขาที่ยังกดแช่มันเอาไว้ มิได้เคลื่อนไหวในทันที แต่นิศามณีรู้ดีว่าเขาไม่ได้มีเศษเสี้ยวของความใจดีให้แก่เธอ ที่ทำแบบนั้นก็คงอาจเป็นเพราะเขารู้ดีว่าแบบไหนมันจะเป็นเซ็กส์ที่สมบูรณ์แบบ และน่าพึงพอใจที่สุดสำหรับตัวเอง
หลายต่อหลายครั้งที่นิศามณีพยายามเก็บกลั้นเสียงของตัวเองเอาไว้
แต่เพราะแรงถาโถมที่มากของฟิลลิปทำให้สุดท้ายแล้ว เธอก็ต้องปลดปล่อยเสียงเหล่านั้นออกมาอย่างน่าละอายใจ แรงตอกตรึงที่เขากระแทกกระทั้นเข้ามายังคงรุกล้ำอย่างต่อเนื่อง
เสียงเนื้อกระทบกันดังก้องไปทั่วทั้งห้อง ฟิลลิปจับร่างของนิศามณี
พลิกซ้ายพลิกขวา จัดแจงท่วงท่าอย่างเอาแต่ใจทำราวกับว่าเธอเป็นเพียงร่างที่ไร้วิญญาณและจิตใจ แต่อย่างไรก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกครั้งที่ความสัมพันธ์ของเธอกับเขามันขับเคลื่อนไปด้วยความสัมพันธ์ทางกาย หญิงสาวรู้สึกดีอยู่ไม่น้อย
แม้ว่ามันอาจจะน่าสมเพช แต่ช่วงเวลานี้คงจะเป็นช่วงเวลาที่ฟิลลิปใจดีกับเธอที่สุด
หากเทียบในทุก ๆ ช่วงเวลาที่เธอต้องเผชิญหน้ากับเขา...
ยิ่งคิดแบบนั้นหัวใจดวงน้อยมันยิ่งชอกช้ำเข้าไปทุกที ครั้งหนึ่งเขาเคย
ใจดีมากกว่านี้ เธอเลยไม่คิดเผื่อใจเลยสักนิดว่ามันจะมีวันที่ฟิลลิปเกลียดชัง
หากถามว่ามันเริ่มตั้งแต่ตอนไหน ก็คงจะเริ่มตั้งแต่วันที่เธอเสนอตัวให้เขา
นั่นแหละมั้ง
เมื่อสามเดือนก่อน...
จุดเริ่มต้นของความทรมาน เป็นเธอที่ขุดหลุมฝังกลบตัวเอง และตอกตรึงเอาไว้ท่ามกลางความร้าวรานของใจ...
กว่าจะผลันผ่านช่วงเวลาที่ฟิลลิปฝังลึกตัวตนเข้ามาก็เนิ่นนานเหลือเกิน เรี่ยวแรงที่เคยมีของนิศามณีมันหดหายไปแทบไม่หลงเหลือ แต่อย่างไรเธอต้องพยายามฝืนกายของตัวเองให้ลุกขึ้นมาให้ได้ เพราะกฎของฟิลลิปคือสิ่งที่ต้อง
ทำตามอย่างเคร่งครัด เขาไม่เคยคิดให้เธอค้างคืนในบ้านของเขา ต่อให้เธอจะเป็นจะตายอย่างไรก็ต้องหอบสังขารกลับออกไป
แต่ครั้งนี้มันน่าแปลกใจ ตรงที่เขามีเรื่องให้เธอต้องทำ ทั้ง ๆ ที่ปกติ
พอเสร็จสมก็ทิ้งขว้าง
“ก่อนไปก็เตรียมน้ำอุ่นให้ฉันด้วย” ฟิลลิปออกเสียงสั่ง นอนสบายใจ
อยู่บนเตียง
“แต่มันดึกแล้วนะคะ จันทร์ต้องรีบกลับบ้าน” คนที่กำลังจะก้าวขาลงจากเตียงเพื่อไปรวบรวมเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายอยู่เต็มพื้นขึ้นมา หันไปตอบด้วยความไม่เข้าใจ
“แค่เตรียมน้ำอุ่น มันคงไม่ทำให้บ้านเธอหาย”
“น้องรอจันทร์อยู่”
“น้องเธอไม่ตายวันนี้หรอก ถ้าจะตายก็คงรอเธอกลับไปถึงบ้านก่อน”
“คุณฟิลลิป คุณจะใจร้ายกับจันทร์ยังไงก็ได้ จันทร์ยอมทุกอย่าง
แต่ขอร้อง ช่วยใจดีกับยัยดาวจะได้ไหมคะ”
“ฉันไม่ได้เกลียดน้องเธอ เหมือนกับที่ฉันเกลียดเธอ เผื่อว่าเธอจะไม่รู้”
“...”
“รีบไปทำ ฉันอยากเอาคราบคาวของเธอที่มันติดออกจากตัวเต็มทน” เขาพูดออกมาอย่างนึกรังเกียจ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้กลับเป็นชายหนุ่มที่พยายามฝากฝังตัวตนเข้าไปครั้งแล้วครั้งเล่า เขาทำเหมือนว่าเธอเป็นฝ่ายเรียกร้อง
เรื่องพวกนี้เอง
สุดท้ายนิศามณีก็ต้องทำตามความประสงค์ของฟิลลิป แต่เพียงแค่เท้าแตะลงบนพื้นห้องแสนเย็นเฉียบร่างกายก็ร้าวระทมขึ้นมา แข้งขาที่เคยแข็งแรงตอนนี้มันแทบฝืนพยุงตัวเอาไว้ไม่ได้ สุดท้าย...
‘ตุ้บ!’
“สำออย” สิ่งแรกที่เขามอบให้หลังจากที่นิศามณีร่วงลงบนพื้น
ไม่ใช่ความห่วงใยแต่เป็นคำพูดแสนดูถูกที่ส่งมาให้ โดนไปแค่นี้ทำเป็นอ่อนแอ สำออยจนเขาหงุดหงิด
“...” ความเงียบคือสิ่งที่นิศามณีหยิบยื่นให้เขา มันจะมีสักครั้งบ้าง
หรือเปล่าที่เขาจะเห็นใจเธอบ้าง แค่เศษเสี้ยว...เธอจะได้รับมันจากเขาบ้างไหม?
หญิงสาวฝืนตัวเองให้ลุกขึ้นยืนให้ได้อีกครั้ง แม้จะยากลำบากแต่ก็ต้องกัดฟันเอาไว้ ในที่สุดสิ่งที่พยายามก็ประสบความสำเร็จ เธอลุกขึ้นยืนขึ้นได้แม้ว่าความระบมมันจะยังคงเกาะกุมอยู่ แต่ก็ต้องฝืนทำเป็นไม่รู้สึกอะไร มือบางคว้าเสื้อผ้าของตัวเองแล้วตรงดิ่งไปยังห้องน้ำ แล้วปิดประตูลง
ทันทีที่อยู่เพียงลำพัง หยดน้ำตามันกลิ้งไหลออกมาจากดวงตาของ
หญิงสาวในทันที กายสาวทรุดลงนั่งบนพื้นเย็นชื้นหลบซ่อนไม่ได้เขาเห็น
ยกมือขึ้นปิดปากกลั้นเสียงร้องไห้ของตัวเองที่มันอาจจะดังออกไปให้คนข้างนอกนึกสมเพชเธออีก
“ฮึก...” เธอทรมาน เธอเจ็บ ความรู้สึกพวกนั้นมันวนซ้ำ ในบางทีก็เฝ้าหวังว่าความรักที่เธอมีให้กับฟิลลิปมันจะถูกส่งไปให้ถึงเขาบ้าง แต่ไม่เลย...
มันไม่เคยส่งไปถึงเขาเลยสักครั้งเดียว ทุกอย่างมันถูกทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี เธออยากได้ฟิลลิปคนเดิมกลับคืนมา แต่มันคงไม่มีโอกาสอีกแล้ว
สาวเจ้าให้เวลากับการพรั่งพรูความเสียใจของตัวเองไม่นาน เพราะเธอรู้ว่าตัวเองไม่ได้มีเวลามากพอกับเรื่องพวกนี้ น้ำอุ่นที่ฟิลลิปให้จัดการก่อนหน้านี้สำเร็จในที่สุด นิศามณีพยายามทำให้ดวงหน้าของตัวเองเป็นปกติ เมื่อแน่ใจแล้วว่ามันยากต่อการจับผิด จึงเปิดประตูออกไป
“จันทร์จัดการให้เรียบร้อยแล้วค่ะ ถ้าคุณฟิลลิปไม่มีเรื่องอะไรอีก จันทร์ขอตัวก่อน”
“เชิญ อยากจะไปไหนก็ไป” นอกจากจะไม่ได้คำขอบคุณกลับมาแล้ว
ยังผลักไสไล่ส่งราวกับหญิงสาวเป็นส่วนเกินในชีวิตเขา
ร่างสูงก้าวเท้าลงจากเตียงกว้างคว้าผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ขึ้นมาพันรอบ
เอวสอบเอาไว้ ก่อนจะเดินผ่านหน้านิศามณีโดยไม่เหลียวมองแม้แต่หางตา
ด้านของหญิงสาว หลังจากเขาออกปากไล่ขนาดนั้นแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้เธอต้องยืนอยู่ตรงนี้อีกต่อไป สาวเจ้ารีบสาวเท้าไว ๆ ออกไปจากบ้าน
ของเขาโดยไม่ต้องคิดให้เสียเวลาด้วยซ้ำ วินาทีนี้เธออยากหนีไปให้ไกลจากเขา
ไปให้ไกลจากคนใจไม้ไส้ระกำ
จากไปให้พ้นคนใจร้าย...
