บทที่ 3 ยิ่งใกล้เหมือนยิ่งไกล
บทที่ 2
ยิ่งใกล้เหมือนยิ่งไกล
กว่านิศามณีจะหอบสังขารของตัวเองกลับมาบ้านก็เกือบจะตีสาม
เข้าให้แล้ว โชคดีที่ระยะทางบ้านของเธอกับบ้านของฟิลลิปมันไม่ได้ไกลกัน
มากเท่าไร และก็โชคดีอีกนั่นแหละที่ยังพอมีรถโดยสารให้เธอนั่งกลับมาแต่ก็
เนิ่นนานเพราะยิ่งดึกยิ่งไร้ผู้คน
พอกลับมาถึงบ้านหลังน้อยที่มีพื้นที่พอให้พักอาศัยอยู่กันเพียงสองคน
พี่น้อง ไฟของบ้านทั้งหลังถูกปิดไปแล้ว สงสัยว่าผกายรัตน์คงจะหลับไปอย่างทุกที ซึ่งมันก็ดีเพราะเธอไม่อยากให้น้องสาวต้องฝืนนั่งรอเธอกลับมา
ประตูห้องส่วนตัวของผกายรัตน์ถูกเปิดออก นิศามณีค่อย ๆ สาวเท้า
เข้าไปด้านในแผ่วเบา มือบางวาดวางลงบนหน้าผากมนของน้องสาวอย่างที่ชอบทำเป็นประจำ สภาพร่างกายของผกายรัตน์ไม่ค่อยสู้ดีหญิงสาวมักป่วยไข้ได้ง่ายเพราะภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่มีเท่ากับบุคคลทั่วไป ประจวบกับเป็นโรคร้ายอย่าง
ลูคีเมีย นิศามณีจึงห่วงใยมากกว่าปกติ
และนั่นก็เป็นเหตุผลให้เธอต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ผกายรัตน์หายจากอาการป่วยให้ได้ แม้จะต้องแลกมาด้วยศักดิ์ศรีหรืออะไรก็ตาม ขอแค่ให้น้องตนหายทรมานจากโรคร้ายนั้นเธอก็ยอมทุกอย่าง ถึงรู้ดีอยู่แล้วว่ามันไม่มีทางหายขาดแต่อย่างน้อยก็อยากช่วยให้ได้มากที่สุด เท่าที่พี่คนนี้จะทำได้
“อื้อ กลับมาแล้วเหรอคะ” เปลือกตาปรือขึ้นเล็กน้อย หลังจากสัมผัสได้ว่าพี่สาวกลับมาแล้ว
“ใช่ เพิ่งถึงน่ะ...พี่ทำเราตื่นรึเปล่า”
“ไม่เลยค่ะ”
“งั้นนอนต่อเถอะ พี่ไม่กวนแล้ว” นิศามณียื่นมือออกไปลูบลงบนผมยาวของผกายรัตน์แผ่วเบา แล้วเดินกลับออกไปปล่อยให้เจ้าตัวได้นอนพักผ่อนต่อ
ส่วนเธอก็ต้องพักผ่อนบ้างเหมือนกัน พักผ่อนทั้งกายและใจของตัวเอง เพื่อจะได้มีเรี่ยวแรงมากพอสู้กับเช้าวันใหม่ สู้กับคนใจร้ายอีกครั้ง
ฟิลลิปนั่งหน้าเคร่งเครียดอ่านเอกสารสำคัญภายในรถคันสีดำท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำลงมา พร้อมเสียงฟ้าที่ร่ำร้องจนน่าหวาดกลัว วันนี้ฟิลลิปบอกให้เมธานินท์ขับรถมารับตนเองที่บ้าน เพราะรถเจ้ากรรมดันงอแงสตาร์ทไม่ติด เขาเบื่อที่ต้องเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องเลยไหว้วานลูกน้องคนสนิทให้ขับรถ
มารับ
และเพราะยิ่งฝนตกแบบนี้ ทำให้รถที่สัญจรบนถนนก็ยิ่งติดขนัด
เมธานินท์จึงเลือกใช้เส้นทางอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา ชายหนุ่มเลี้ยวรถเข้าไปในเส้นทางลัด ที่ตนเองมักใช้ประจำเวลาเกิดปัญหาการจราจรติดขัด
ระหว่างนั้นฟิลลิปยังคงตั้งหน้าตั้งตาอ่านข้อความบนกระดาษที่เมธานินท์เตรียมมาให้ ก่อนไม่นานจะละสายตาออกมา เพียงเพราะหางตาของเขามองเห็นบางสิ่งที่คุ้นตา กำลังเดินทอดกายอยู่บนท้องถนน เนื้อตัวเปียกปอนจนน่าสงสัย
“ไม้ จอดรถ” เสียงเข้มสั่งให้เมธานินท์จอดทันที ที่เขาเห็นใครอีกคน
“ไม่ทราบว่ามีอะไรรึเปล่าครับ”
“ลองถอยรถไปหน่อยสิ เหมือนฉันจะเห็นคนรู้จัก”
“ครับ”
จากนั้นแล้วเมธานินท์ก็ทำตามที่เจ้านายหนุ่มสั่ง บนถนนแถวนี้ไม่ค่อยมีรถผ่านมา เพราะมันเป็นเส้นทางลัดที่หากไม่ใช่คนในพื้นที่จริง ๆ จะไม่มีทางล่วงรู้ได้เลย
เมธานินท์ถอยรถตามที่ฟิลลิปบอก ก่อนจะแปลกใจเมื่อสายตาดันเจอเข้ากับร่างของหญิงสาวคนหนึ่ง กำลังขดตัวนั่งนิ่งอยู่บนพื้นท่ามกลางฟ้าฝน
ที่กำลังสาดกระเซ็นลงมา มือทั้งสองข้างก็ปิดหูเอาไว้แน่นคล้ายกำลังหวาดกลัวสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้
พอเห็นเช่นนั้นแล้ว ฟิลลิปจดจำได้ทันทีว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร
เขาไม่รีรอให้เสียเวลาไปมากกว่านี้ รีบคว้าร่มคันสีดำที่วางอยู่ไม่ไกลตัวก่อนจะเปิดประตูรถลงไปท่ามกลางอาการตื่นตกใจของเมธานินท์
“คุณฟิลลิปครับ”
“พอดีฉันเจอคนรู้จัก นายรอแป๊บแล้วกัน”
รองเท้าหนังสีดำกระทบกับเม็ดฝนทันทีที่ยื่นเท้าออกไปนอกประตูรถ
ร่มในมือของฟิลลิปถูกกางออก เขาเดินเข้าไปหาคนที่กำลังหวาดกลัวอย่างที่สุด
ในขณะที่มุทิตาขดตัวนั่งอยู่บนพื้นเมื่อมีเสียงดังก้องของฟากฟ้า คราวนี้มันดังมากกว่าหนไหน หญิงสาวยกมือขึ้นมาปิดป้องใบหูทั้งสองข้างไว้ราวกับ
หวงแหน เพราะไม่อยากได้ยินเสียงคำรามของท้องฟ้าที่แสนน่ากลัว
หยาดน้ำตาเอ่อไหลออกมาห้ามไม่อยู่ วินาทีนี้เธออยากออกไปจาก
จุด ๆ นี้เหลือเกิน ทำไมกัน! ทำไม! แอรอนต้องเอาเธอมาทิ้งที่ข้างทางนี้ด้วย เส้นทางที่เธอไม่รู้จัก ไม่มักคุ้น ไม่รู้แม้แต่ว่าทางที่เดินอยู่ตอนนี้มันมาถูกทางหรือไม่ นึกคาดโทษผู้ชายใจร้ายอยู่ในใจ แต่เธอกลับทำอะไรเขาไม่ได้เลย
แม้แค่นิดเดียว...
ก็ทำไม่ได้
แต่ทว่าอยู่ดี ๆ ฝนที่มันเทกระหน่ำลงมาคล้ายว่าจะหายไป เพราะความสงสัยจึงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น สายตากวาดมองไปยังเบื้องหน้า แต่กลับยังมองเห็นว่ายังมีฝนตกลงมาอยู่ แล้วใยเล่าทำไมตรงเธอมันถึงไม่มีเม็ดฝนตกลงมาแล้ว...สายตาจ้องมองไปที่ด้านบนพบคำตอบที่สงสัย เธอเห็นบุรุษชายที่เคยเจอหน้าเมื่อคืน กำลังยืนถือร่มคันสีดำให้กับเธออยู่ในตอนนี้
“คะ...คุณฟิลลิป”
“ไง ประชดชีวิตเหรอ” จะเรียกว่าเป็นคำทักทายได้หรือเปล่านะ?
“ปะ...เปล่า” รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที
“เปล่างั้นเหรอ? แล้วมาวิ่งตากฝนแถวนี้ทำไม”
“...” มุทิตาไม่พูดอะไรแต่กลับหลบตาลงต่ำแทน
“งั้นฉันจะไม่ถามอะไรเธอ แต่ตอนนี้รีบลุกแล้วไปขึ้นรถเถอะ ฝนมันเริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว” และดูท่าไม่น่าจะหยุดตกง่าย ๆ ด้วย
“ฉะ...ฉันไม่กล้าไปกับคุณ” เธอจะกล้าไปกับเขาได้อย่างไรกัน ในเมื่อผู้ชายคนนี้คือคนที่ฉวยโอกาสกับร่างกายของเธอ
“ฉันจะไม่ทำอะไรเธอแน่นอน ฉันสัญญา”
เอ่ยเสียงนุ่มนวลยื่นมือไปหมายให้เธอสัมผัสจับเป็นแรงยึด เขารู้ว่าเพราะอะไรที่หญิงสาวไม่ยอมลุกตามที่สั่งซึ่งมันก็เป็นเพราะเรื่องเมื่อคืนที่เขาเอง
ก็ยังจำได้ และนั่นก็เป็นเหตุผลที่เขาต้องเอาอารมณ์ของตัวเองไปลงกับผู้หญิงอย่างนิศามณี
“ลุกไม่ได้” เสียงสาวเอื้อนเอ่ยบอกในสิ่งที่เธอไม่สามารถทำได้ จนทำให้ฟิลลิปเองก็สงสัยว่ามันเป็นเพราะอะไรกัน
“ทำไม?”
“สะ...เสื้อ” เธอบอกเขาเพียงเท่านี้เพราะมันคงจะน่าอายเกินไป
ฟิลลิปไม่เข้าใจสิ่งที่มุทิตาพูดสักเท่าไร แต่เมื่อลองมองดูดี ๆ ก็พบว่าร่างกายหญิงสาวเปียกปอนไปทุกส่วน เสื้อสาบสีน้ำเงินเข้มตัวโกร่งในตอนนี้
มันแสดงให้เห็นว่าเธอไม่มีอะไรติดตัวอยู่เลยนอกจากเสื้อผ้าบาง ๆ
เมื่อเข้าใจทุกอย่าง จึงถอดเอาเสื้อสูทชั้นนอกของตนมาคลุมกายให้กับหญิงสาวด้วยความอาทร มุทิตาเงยหน้าขึ้นมองเขา ไม่นึกไม่ฝันว่าคนที่ทำกับร่างกายของตนขนาดนั้นจะเป็นคนที่ช่วยเธอในตอนนี้ เธออยากจะขอบคุณเขาเหลือเกินแม้ว่าครั้งแรกที่เจอกันมันจะไม่ค่อยน่าจดจำเสียเท่าไร แต่เธอจะขอจำสิ่งที่เขาช่วยเธอไว้ในตอนนี้
ฟิลลิปเอาเสื้อสูทชั้นนอกของตนคลุมกายให้กับหญิงสาวแล้วจากนั้น
จึงค่อย ๆ ประคองเธอ เพื่อเดินไปขึ้นรถที่จอดอยู่ไม่ไกล เข้ามาในตัวรถได้เนื้อตัวของสาวอวบก็สั่นเหมือนเจ้าเข้า เพราะอุณหภูมิในรถเย็นยะเยือก มือบางกำ
กอดกระชับเสื้อที่มันคลุมกายอยู่ไว้แน่น
“ไม้ลดอุณหภูมิแอร์ลงหน่อย” เขาสังเกตเห็นท่าทีสั่นเทาของหญิงสาว จึงเอ่ยบอกให้เมธานินท์ลดอุณหภูมิในรถลง ไม่อย่างงั้นมีหวังว่าคนข้างกายได้สั่นจนหนาวตายแน่ ๆ
“ขะ...ขอบคุณค่ะ” แม้จะลดอุณหภูมิลงไปแล้วแต่เธอก็คงสั่นอยู่
แต่มันก็ไม่ได้มากเท่าตอนแรก ก่อนที่ในไม่กี่วินาทีต่อมาดวงตาจะเริ่มพร่ามัวและไม่รับรู้สิ่งใดต่อไปอีก เช่นนั้นฟิลลิปกลับไม่ได้มีท่าทีตกใจ เพราะหญิงสาวน่าจะหลับไปเพราะอาการอ่อนเพลีย
“จะให้ผมไปที่ไหนดีครับ”
“ไปที่โรงแรมเลย” เขาจับกระชับเสื้อที่มันคลุมกายเปียกของหญิงสาว
ให้แน่นขึ้นก่อนจะเอื้อมมือไปจับไหล่มนและศีรษะของหญิงสาวร่างอวบให้เอนลงมานอนลงที่หน้าขาแกร่งของตน
“ครับ”
รถของฟิลลิปที่เคลื่อนตัวออกไปบนท้องถนนที่เปียกชุ่มไปด้วยสายฝนอีกครั้ง มุ่งหน้าตรงไปที่โรงแรมฮอร์น เวย์ รอยัล สถานที่ที่เขากำลังบริหารอยู่
ต่อจากผู้เป็นอาญาติเพียงคนเดียวของบิดา ที่ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทนบิดา แน่นอนว่าทั้งสองจากไปแล้ว
ร่างของมุทิตาถูกพาเข้ามาภายในโรงแรม สร้างความแตกตื่นและตกใจให้กับพนักงานเป็นจำนวนมากที่อยู่ดี ๆ ผู้บริหารหนุ่มก็เดินเข้ามาพร้อมร่างของหญิงสาวที่ไหนไม่รู้เนื้อตัวเปียกปอน ดวงตาหลับพริ้มคล้ายกับคนไม่ได้สติอยู่ใน
วงแขนแกร่ง
และท่ามกลางความแตกตื่นของทุกคน นิศามณีก็มองเห็นทุกการกระทำของเขา ตั้งแต่ที่รู้จักกับฟิลลิปมา เธอไม่เคยเห็นเขาในมุมนี้เลยสักครั้ง ในสายตา
คู่คมเธอมองเห็นความห่วงใยที่มีให้กับคนในอ้อมแขนชัดเจน หัวใจดวงน้อย
ที่เต้นอยู่คลับคล้ายมีความรู้สึกบางอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกแค่ว่าเธอก็อยากเป็นคนที่เขาห่วงใยแบบนั้นบ้าง
แต่สุดท้ายแล้วมันก็คงจะกลายเป็นเพียงแค่ฝัน...
ฝันที่เธอไม่อาจเอื้อม ระยะห่างระหว่างเธอกับเขานับวันมันยิ่งเข้าขั้นวิกฤตไปทุกที
ยิ่งใกล้กันมากเท่าไรก็เหมือนยิ่งไกลห่างออกไป
เรื่องของเธอกับเขามันเป็นไปไม่ได้ เลิกฝันเฟื่องสักทีนิศามณี
“ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครอะ จันทร์รู้จักไหม?” เสียงของเกสราสาวรุ่นพี่ในตำแหน่งงานเดียวกันดังขึ้น ชวนให้คนที่กำลังหลงในภวังค์ดึงตัวเองกลับออกมาได้
“ไม่รู้จักหรอกค่ะ จันทร์เองก็เพิ่งเคยเห็นเหมือนกัน”
“หรือจะเป็นแฟนคุณฟิลลิป” หญิงสาวยกมือเกยคางตัวเองอย่างใช้ความคิด “จันทร์ว่ายังไง”
“ไม่รู้สิคะ ถ้าใช่ก็คงดีใจกับเจ้านาย” เธอฝืนยิ้มออกมา ขณะที่ในใจมันกำลังปวดหนึบจนแทบหายใจไม่ออก
“จันทร์ว่า จันทร์ไปทำงานต่อดีกว่าค่ะ พี่เกดไม่รีบไปทำงาน ระวังนะคะจะโดนหักเงินเดือน” นิศามณีว่าพลางหยอกเย้าพี่สาว ฝืนหัวเราะออกมา
“ว้าย! ไม่เอาสิยะ อย่าพูดแบบนั้น” เกสราเริ่มรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ
พอนิศามณีพูดแบบนั้นออกมา ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนเยอะจนแทบเอาตัวไม่รอด นี่ถ้าโดนหักเงินเดือนอย่างที่นิศามณีว่า มีหวังหล่อนได้ตายแน่ ๆ
“จันทร์ไม่รู้ด้วยนะคะ ไปทำงานดีกว่า ไม่อยากโดนหักเงินเดือนเหมือนคนแถวนี้” เธอยิ้มให้เกสรา แล้วรีบสาวเท้าไว ๆ ไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ
“จันทร์รอพี่ด้วยสิ พี่ไปด้วย”
ฟิลลิปพาร่างไร้สติของมุทิตาขึ้นมายังชั้นบนสุดของโรงแรมซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนตัวสำหรับการทำงานของเขา หลังออกจากลิฟต์ได้ก็รีบตรงดิ่งไปที่ห้องทำงาน
“นายไปเรียกแม่บ้านมาให้ฉันคนนึง” เมื่อวางร่างบางลงที่โซฟาเรียบร้อยแล้วก็หันไปพูดกับเมธานินท์ที่เดินตามขึ้นมาพร้อมกัน
“ครับ” ชายหนุ่มรับคำและเดินออกจากห้องทำงานของเจ้านาย
เพื่อไปเรียกหาคนที่ฟิลลิปต้องการ
ไม่นานเมธานินท์กลับมาอีกครั้งพร้อมคนที่ฟิลลิปต้องการ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เป็นที่น่าพึงพอใจสำหรับเขาสักเท่าไร
“ไม่มีคนอื่นแล้วรึไง ทำไมต้องเป็นผู้หญิงคนนี้” สายตาคมเข้มจับจ้อง
ไปยังนิศามณีที่ยืนก้มหน้าก้มตาอยู่ตรงหน้าเขาด้วยความไม่พอใจ ถ้าจำไม่ผิดพนักงานมีตั้งมากมาย แต่ลูกน้องกลับเลือกคนที่เขาเกลียดขี้หน้าที่สุดมา
“ผมเจอเข้ากับจันทร์พอดีน่ะครับ ก็เลยเรียกน้องมา”
“ถ้าคุณฟิลลิปไม่อยากให้-”
“ไม่ต้อง เสียเวลา” เขาบอกปัดเมธานินท์ไป ก่อนจะหันไปหาอีกคน “เธอก็รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าให้คุณเขาได้แล้ว”
“เกรงว่าจันทร์จะทำไม่ได้ ถ้าไม่พาเธอไปในห้องนอน” จะให้เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ผู้หญิงตรงนี้เนี่ยนะ? อีกอย่างห้องทำงานเขาก็มีห้องนอนอยู่ ทำไมไม่พาเธอไปที่นั่น
“เดี๋ยวพี่อุ้มคุณเขาไปในห้องนอนให้จันทร์” เมธานินท์คิดอาสา
“ไม่ต้องไม้ เดี๋ยวฉันอุ้มไปเอง” เขาพูดจบก็เดินผ่านหน้านิศามณีไปช้อนร่างของมุทิตาขึ้น แล้วเดินเข้าไปภายในห้องนอนของตัวเอง ที่มีเอาไว้เวลาทำงานจนดึกดื่นแล้วเหนื่อยจนหอบสังขารกลับบ้านไม่ไหว ก็จะนอนมันเสียที่นี่
“พี่ว่ารีบตามเข้าไปเถอะจันทร์” เมธานินท์บอก
“ค่ะ” สาวเจ้ารับคำ เดินตามหลังฟิลลิปเข้าไป ส่วนเมธานินท์ก็พาตัวเองออกไปอยู่นอกห้องเพราะหมดหน้าที่ของเขาแล้ว
ร่างไร้สติของมุทิตาถูกวางลงบนเตียงกว้างแผ่วเบาด้วยฝีมือของฟิลลิป หลายอย่างที่ชายหนุ่มกระทำช่างชวนให้นิศามณีแปลกใจ น้อยครั้งนักที่เขาจะอ่อนโยนกับใครแบบนี้ ผู้หญิงคนนี้เป็นใครกันนะ?
ถึงได้รับความห่วงใยจากเขาไปมากขนาดนั้น
“เธอเป็นคนรักหรือคะ?” ตายแล้ว...เผลอพูดในสิ่งที่สมองคิดออกไปจนได้
ใบหน้าหล่อหันไปมอง มันเป็นแววตาที่เขามอบมันให้เธอมาตลอด
ไม่เป็นแววตารังเกียจ ก็เป็นแววตาดูถูก จนไปถึงแววตาแสนรำคาญ หงุดหงิด
ซึ่งทุกอย่างพวกนั้นเขามอบมันให้เธอแค่คนเดียว จะถือว่าเป็นของขวัญพิเศษสำหรับตัวเองดีรึเปล่า?
“ขอโทษค่ะ” แต่ดูเหมือนว่าคำขอโทษของเธอ มันจะไม่มีผลอะไรต่อฟิลลิปเลยสักนิดเดียว
ฟิลลิปย่างสามขุมเข้าไปหานิศามณีด้วยนัยน์ตาวาวโรจน์ ไม่พอใจ
คนตรงหน้า กระชากแขนของหญิงสาวให้เข้ามาหาตัวเอง จนร่างบางกระแทกเข้ากับอกแกร่งเต็มแรง
“อ๊ะ! คุณฟิลลิป จันทร์เจ็บนะคะ”
ใบหน้าเจ้าหล่อนเหยเกด้วยความร้าวระทม ข้อมือเขาที่บีบรัดแขน
ของเธอ มันแข็งราวคีมเหล็กที่พร้อมจะทำลายเธอให้แตกเป็นเสี่ยง ๆ แม้จะร้องบอกเขาไปแบบนั้น ทว่าชายหนุ่มหาได้สนใจ ดูเหมือนว่าความเจ็บปวดของเธอ
คือสิ่งที่เขาปรารถนามากที่สุด
“ฉันก็เพิ่งรู้นะ ว่าการที่เธอนอนอ้าขาให้ฉันเอา มันจะทำให้เธอสำคัญตัวผิด คิดว่าตัวเองมีสิทธิ์เข้ามาวุ่นวายในชีวิตฉันยังไงก็ได้”
“...” นิศามณีไม่พูดอะไรออกไป เพราะมันจุกจนพูดไม่ออก
“จำใส่สมองกลวง ๆ ของเธอเอาไว้นะ ว่าต่อให้ฉันจะทำอะไรกับใคร
คนอย่างเธอก็ไม่มีสิทธิ์มาตั้งคำถาม แค่ทำหน้าที่ตัวเองต่อไปนั่นแหละ มันคือสิ่งที่เธอควรทำที่สุด!”
สิ้นประโยคดูถูกเขาก็ผลักร่างสาวให้ออกห่างอย่างแรงเหมือนรังเกียจ จนนิศามณีที่ไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจมารับกับเรื่องพวกนี้เสียหลักและล้มไปกระแทกเข้ากับโต๊ะข้างเตียง ศีรษะกระแทกเข้ากับขอบโต๊ะจนเจ็บจี๊ดไปทั้งร่าง
ในความโชคร้ายอย่างน้อยก็มีความโชคดีอยู่ ตรงที่เธอไม่ได้ล้มไปชนเข้ากับมุมโต๊ะ ไม่อย่างนั้นพื้นที่ตรงนี้คงจะมีแต่ของเหลวสีแดงเต็มไปหมด
ชั่ววินาทีหนึ่งฟิลลิปตกใจ เขาไม่คิดว่าแรงผลักของตัวเองมันจะมากพอให้อีกคนต้องเจ็บตัว แต่แล้วก็สลัดความรู้สึกพวกนั้นทิ้งไป เมื่อเห็นคุณค่าว่า
นิศามณีไม่ควรได้รับความเห็นใจ
“ที่จันทร์ตั้งคำถาม เพราะจันทร์ไม่อยากเข้าไปเป็นมือที่สามของใคร” หญิงสาวเก็บซ่อนความเจ็บปวดเอาไว้ แล้วบอกสิ่งที่เธอคิด
“ฮึ! แล้วมันยังไง เธอจะบอกฉันว่าถ้าฉันมีคนรัก แล้วเธอจะไปจากฉันงั้นสิ?” สีหน้าของฟิลลิปแสนเย้ยหยัน
“ค่ะ” ถึงเธอมันจะน่าสมเพช แต่เธอก็มีศักดิ์ศรีมากพอที่จะไม่เข้าไปแทรกความสัมพันธ์ของคนสองคนให้จบลง แม้ว่าเธอจะมาก่อนก็ตาม แต่ในเมื่อเธอไม่มีสถานะ ก็คงต้องถอยออกมา
ฟิลลิปร้องเหอะออกมานึกเวทนาคนตรงหน้าเสียจริง ก่อนเดินเข้าไปใกล้ ย่อกายลงตรงหน้านิศามณี ยื่นมือออกไปจับปลายคางมนและบีบให้ดวงหน้า
หญิงสาวขึ้นมาเผชิญหน้ากับเขา
“คนอย่างเธอ มันทำไม่ได้หรอก เพราะอะไรรู้ไหม?”
“...”
“เพราะชีวิตพวกเธอ มันต้องการเงินของฉัน” เขาสะบัดใบหน้าของ
นิศามณีทิ้งทันทีที่พูดจบราวกับเป็นของน่าขยะแขยง และลุกขึ้นยืน
“ทำหน้าที่ตัวเองให้ดีนิศามณี อย่าให้ฉันต้องเบื่อจนเขี่ยเธอทิ้ง”
ประตูห้องถูกปิดลง...
ฟิลลิปเดินจากไปแล้ว แต่เขากลับทิ้งถ้อยคำแสนร้ายเอาไว้ ให้มันเจาะลึกเข้าไปในห้วงหัวใจของนิศามณี หยดน้ำตากลิ้งไหลออกมาโดยที่เธอไม่ต้องพยายามเค้นมันออกมาด้วยซ้ำ ร้องออกมาทั้ง ๆ ที่ไร้สิ้นเสียงสะอื้น ร้องออกมาทั้ง ๆ ที่จุกแน่นในอก
ในคำพูดของฟิลลิปเมื่อครู่นี้ เธอเข้าใจในความหมายของมันดี นั่นเท่ากับว่าหากเขาเบื่อและตัดสินใจเขี่ยเธอทิ้งเมื่อไร เงินที่จะได้จากเขาก็จะหมดสิทธิ์เหมือนกัน...
เงินที่เธอนำไปรักษาน้อง เธอจะทิ้งเงินพวกนั้นไปไม่ได้เด็ดขาด
หญิงสาวเลิกให้ค่ากับความรู้สึกของตัวเอง ก่อนรีบเช็ดหยดน้ำตาไปโดยเร็ว ตอนนี้เธอจะมามัวนั่งร้องไห้เสียใจไม่ได้ สิ่งที่ต้องทำคือการช่วยเหลือผู้หญิงที่หลับพริ้มอยู่บนเตียงกว้างนั้นก่อน
นิศามณีใช้เวลาไปเกือบ ๆ หนึ่งชั่วโมงเพื่อเช็ดตัวและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้กับหญิงสาว ที่เธอไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อเสียงเรียงนาม แต่นั้นมันไม่ใช่สิ่งที่เธอควรสนใจในเมื่อหมดหน้าที่แล้ว ก็ควรออกไปจากตรงนี้
“จันทร์เช็ดตัวแล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้า ให้คุณเขาเรียบร้อยแล้วนะคะพี่ไม้”
นิศามณีเปิดประตูเดินออกมาบอกแก่เมธานินท์ที่อยู่หน้าประตูห้อง
เพื่อรอรับข้าวของพวกกะละมังน้ำและผ้าเช็ดต่อจากหญิงสาวโดยที่ไม่เหลียวมองอีกคน เพราะเธอไม่อยากเริ่มต้นบทสนทนากับเขา เนื่องจากรู้อยู่แล้วว่าบทสรุปสุดท้ายมันคงจบลงด้วยกันมีปากมีเสียงกัน
“ขอบคุณนะครับ”
“งั้นจันทร์ขอตัวก่อนนะคะ”
“ครับ” เมธานินท์ส่งยิ้มให้ นิศามณีก็ยิ้มตอบ
“จะไปก็รีบไป ฉันไม่ได้จ้างให้เธอมาทำตัวอ่อยผู้ชายไปวัน ๆ” ถ้อยคำเจ็บแสบแทรกขึ้นมา ทำลายบรรยากาศตรงหน้าไปโดยปริยาย เขายอมรับว่าหงุดหงิดที่นิศามณีมายืนยิ้มหน้าระรื่นอยู่กับเมธานินท์ ทั้ง ๆ ที่งานมันก็มีตั้งมาก แต่กลับมายื่นหน้าสลอนอยู่ตรงนี้
ในขณะที่เมธานินท์รู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ แต่กับนิศามณีเธอยังคงนิ่งเฉยต่อคำพูดของฟิลลิป เพราะเริ่มจะชินชากับคำพูดถากถางของเขาแล้ว นับวันเธอยิ่งมีภูมิคุ้มกันมากขึ้นทุกที
“จันทร์ไปก่อนนะคะ” หญิงสาวไม่ได้สนใจชายหนุ่ม เธอบอกเมธานินท์อีกครั้ง แล้วก็เดินเร่งฝีเท้าผ่านหน้าคนใจร้ายออกไป พอดีกับประตูห้องทำงานของฟิลลิปถูกเปิดออก ปรากฏร่างของชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลา ‘เหมันต์’
เพื่อนสนิทของฟิลลิป
เธอจึงได้โค้งตัวให้เขาหนึ่งครั้งก่อนจะเดินออกไปจากห้องของซาตาน
ที่พร้อมจะพูดแดกดันเธอทุกช่วงเวลา ส่วนเหมันต์เองก็ยิ้มตอบรับ เดินตรงไป
หาเพื่อน เมธานินท์รีบขอตัวเดินตามนิศามณีออกไปติด ๆ เพราะคิดว่าเจ้านายและเพื่อนคงจะมีเรื่องพูดคุยกัน
“มึงมาทำไมไอ้เหนือ” เป็นคำถามจากฟิลลิป ในน้ำเสียงของท่านประธานยังคงเจือปนไปด้วยความฉุนเฉียว
“พนักงานเขาลือกันให้แซด ว่าท่านประธานพาสาวเข้ามาในโรงแรม” เหมันต์กรรมการหนุ่มสุดหล่อตอบเหตุผลที่เขาเข้ามาหาเพื่อนในวันนี้
จริง ๆ ตนเองก็ไม่รู้เรื่องหรอก จะมารู้ก็ตอนที่แอบได้ยินพวกพนักงานซุบซิบกัน
“ใคร เดี๋ยวกูจะหักเงินเดือนให้หมด”
“ก็มึงเล่นอุ้มเขาดุ่ม ๆ เข้ามาในโรงแรมแบบนั้น ใครมันจะไม่เอาไปพูดวะ มึงก็รู้ว่าปากคนมันมีหูรูดเสียที่ไหน” ยิ่งสำหรับเพื่อนเขาที่ปกติเคยสนใจใครที่ไหนด้วยแล้ว ยิ่งทำให้พนักงานหลายคนเอาไปพูดกันจนสนุกปาก ท่านประธานหนุ่มสุดหล่อแห่ง ‘ฮอร์น เวย์ รอยัล’ อุ้มผู้หญิงเข้ามาในโรงแรม นี่ถ้าพาดหัวข่าวใหญ่รายวันได้คงทำไปแล้ว
“มึงก็เลยมาสาระแน?”
“ตามที่ท่านประธานเข้าใจเลยครับ” เหมันต์เล่นหูเล่นตา
“เสือกฉิบหาย”
“เขาเรียกว่าความห่วงใย” เพื่อนเขาก็พูดแรงไป “แล้วเรื่องมันเป็นยังไง ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร?”
“คนของไอ้แอรอน”
“อะไรนะ!” นี่หูไม่ได้ฝาดไปใช่ไหม ผู้หญิงคนนั้นเป็นคนของแอรอน แต่เพื่อนเขามันดันมาเข้ามาในโรงแรมตัวเองเนี่ยนะ!
“มึงบ้าป้ะ! ไอ้ฟิลลิป!”
“กูเห็นเขาตากฝนอยู่ ก็เลยช่วยเอาไว้” เพื่อนมนุษย์ด้วยกันจะไม่ช่วย
ก็ยังไง ๆ อยู่
“ปกติมึงไม่ใช่คนใจดี” เขากับฟิลลิปคบกันเป็นเพื่อนมานาน ทำไมถึงจะไม่รู้ว่านิสัยใจคอ หรือแม้กระทั่งสันดานมันเป็นยังไง ยิ่งเรื่องพวกนี้ยิ่งแล้วใหญ่
“แล้วครั้งนี้ กูแค่อยากใจดีบ้าง มันผิดนักรึไง?” คิ้วเข้มขมวดมุ่นตั้งคำถาม
“มันก็ไม่ผิด แต่กูแค่กำลังคิดว่ามึงอาจจะอยากยั่วโมโหแอรอนมัน”
ฟิลลิปกับแอรอนเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานาน เพราะทั้งสองเป็นคู่แข่งทางธุรกิจ พอเจอหน้ากันแต่ละทีก็ไม่วายมีปากเสียง แยกเขี้ยวยิงฟันใส่กัน
“กูก็แค่เป็นคนดี”
“คนอย่างมึง ให้อมพระมาทั้งวัด กูยังไม่อยากเชื่อ”
“งั้นก็เรื่องของมึง” ฟิลลิปตอบแบบขอไปที ไม่ใส่ใจกับคำพูดของเพื่อน
