บทที่ 7 ปลิดปลิว

บทที่ 6

ปลิดปลิว

หลังจากหาข้ออ้างบอกผกายรัตน์แล้ว ในที่สุดนิศามณีก็มายืนอยู่

หน้าบ้านของฟิลลิป หญิงสาวกลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคอ ส่วนลึกในจิตใจนั้นรู้ดีว่าต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่ว่าจะผ่านมากี่ครั้งก็ยังไม่ชินเสียที

ก่อนหน้านี้เธอสับสนกับเจตนาที่เขาซุกในข้อความที่ส่งให้ เพราะถึงแม้เขาไม่เคยพูดจาดี ๆ ด้วย ทว่าทุกคำสั่งมักจะละเอียดและชัดเจนเสมอ นั่นรวมถึงเรื่องสถานที่และเวลานัดหมาย แต่คราวนี้มันแปลกไปจนเธอรับรู้ถึงอันตรายและอยากเมินเฉยต่อความต้องการของเขาเสีย แต่คงไม่ใช่การตัดสินใจที่ดีนัก สุดท้ายจึงต้องจำยอมก้าวเท้าเข้าไปในพันธนาการความช้ำอีกครั้ง

‘ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!’

มือบางเคาะประตูห้องนอนของฟิลลิป ที่ที่เธอจะได้พบเขาแน่นอนหลังจากได้รับข้อความแบบนั้น แต่ในทันทีที่ประตูเปิดออก ทั้งร่างก็ถลาเข้าไปตามแรงกระชากของฟิลลิป

‘ว้าย!’

เขาลากเธอเข้าไป มือที่จับข้อแขนเล็กบีบแรงจนเธอรู้สึกเหมือนแขนจะหลุดทำให้เธอไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าทำไมเขาถึงเกรี้ยวกราดขนาดนี้

“คุณฟิลลิป จันทร์เจ็บนะคะ ปล่อยจันทร์” เธอวอนขอ แต่สิ่งมีเพียงการตอบรับที่เงียบงัน

‘ตุ้บ!’

ร่างอิ่มถูกเหวี่ยงไปกระแทกเข้ากับกำแพงห้องน้ำอย่างจังจนจุกเสียด

ไปทั้งตัว ในขณะที่เขายืนประจันหน้าแววตาน่ากลัวพาหัวใจของนิศามณีสั่นไหว ไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

“คุณฟิลลิป คุณเป็นอะไร ทำไมถึงทำกับจันทร์แบบนี้?”

“หึ! นี่เธอไม่รู้จริง ๆ เหรอ” ฟิลลิปแสยะยิ้มออกมา เขานึกสมเพช

ที่นิศามณีจำการกระทำของตัวเองไม่ได้เลยสักนิด ทั้ง ๆ ที่มันเพิ่งผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง

สายตาเขาจับจ้องเธออย่างเย้ยหยัน ความกรุ่นโกรธปะทุกรุ่นและแผ่ซ่านออกมา จนนิศามณีรับรู้ถึงความไม่ปลอดภัยของตัวเอง

หญิงสาวรีบถอยหนีโดยสัญชาตญาณ แต่ฟิลลิปก็กระโจนเข้ามาคว้าหมับเข้าที่หัวไหล่ของเธอ และบีบเคล้นผลักดันให้ติดกำแพง ความโกรธเคืองสะท้อนผ่านนัยน์ตาของฟิลลิป ทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกตรึงแน่นจนหายใจไม่ออก

ร่างกายของเธอสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวที่เธอต้านทานอีกไม่ไหว

“คุณฟิลลิป ฉันไม่- ว้าย!”

นิศามณีกรีดร้อง เมื่อเขาสาดน้ำจากฝักบัวใส่เต็ม ๆ และเธอจะหลบ

ก็ไม่ได้เพราะคนใจร้ายยังจับกุมเธอเอาไว้ มิหนำซำแรงบีบที่หัวไหล่มันเพิ่มมากยิ่งขึ้น จนเธอรู้สึกเจ็บลึกเข้าไปจนถึงกระดูก

ทำไม... ทำไมทุกคนถึงโหดร้ายกับเธอขนาดนี้

จะช่วยทำเหมือนเธอเป็นคนหน่อยได้ไหม ถึงเธอไม่ได้อยู่ในสถานะ

ที่จะต่อรองหรือเรียกร้องอะไรได้ แต่เธอก็ยังมีหัวใจ และเจ็บปวดได้เหมือนกับพวกเขาเป็น

แต่แค่เพียงเศษเสี้ยวของความเห็นใจที่เธอปรารถนา... ฟิลลิปยังต้องการให้เธอขอร้องอ้อนวอนอีกหรือไร

“จันทร์...จันทร์เจ็บ” เธอทั้งดิ้นรน ทั้งเตะทั้งผลักเขา ทว่าแรงเธอ

เหลือเพียงน้อยนิดซ้ำสมองยังพร่าเบลอเพราะความอ่อนแอที่ประดังประเดเข้ามา สุดท้ายร่างกายที่หมดแรงจึงทรุดลงโดยรูดกับผนังห้องน้ำล้มพับกับพื้นโดยที่เขายังตามลงมาเกาะกุม

“ถ้าอยากให้ฉันปล่อยนักล่ะก็...”

“บอกฉันมาก่อนสิเธอกับนายภีม เอากันไปถึงไหนแล้ว”

“...” เหตุผลที่เขาโหดร้ายกับเธอ มันเป็นเพราะเรื่องนี้หรอกหรือ?

“จันทร์กับคุณภีมไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น”

“ตอแหล!” เขาตะโกนกร้าว ไม่เชื่อคำตลบตะแลง

“จันทร์ไม่ได้ตอแหล จันทร์พูดจริง”

“แล้วไอ้การที่เธอออกมาจากห้องนั้นด้วยสภาพที่ดูไม่ได้ เธอจะให้ฉันมองว่ายังไง!”

มือที่หัวไหล่มนเปลี่ยนมาบีบปลายคางของนิศามณี บังคับให้เธอมองหน้าเขา นัยน์ตาของฟิลลิปน่ากลัว...มันน่ากลัวจนเธอไม่กล้าสบตา เขาจ้องมองมาราวกับว่าจะใช้มันฆ่าเธอให้ตายเสียตรงนี้

“ถ้าจันทร์พูด คุณจะเชื่อจันทร์รึเปล่าว่าเขาทำร้ายจันทร์ และพยายามข่มขืนคุณปริม”

“อย่าดึงคนอื่นเข้ามายุ่ง”

“จันทร์ไม่ได้โกหก ที่จันทร์พูดมันคือเรื่องจริง คุณ...คุณภีมเขาจะข่มขืนคุณปริม ถ้าคุณไม่เชื่อ...” นิศามณีพยายามอธิบาย แต่ดูเหมือนว่าถ้อยคำของเธอมันจะไม่แทรกแซงเข้าไปในโสตประสาทเขาเลย

“คนอย่างเธอมันมีอะไรให้น่าเชื่อ? ทำทุกอย่างได้เพื่อเงิน แม้กระทั่งอ้าขาให้คนอื่นเอา”

“...”

นิศามณียกมือขึ้นมาปิดหน้า...

ยิ่งได้ยินเขาพูด เธอยิ่งไม่อาจห้ามน้ำตาไม่ให้ไหล ฟิลลิปดึงมือเธอออกจนได้ นั่นทำให้ปราการเพียงหนึ่งเดียวที่เธอสามารถใช้ปกป้องตัวเองได้พังครืน

“เงียบทำไม!?” ความเงียบไม่ใช่สิ่งเขาต้องการจากเธอ “อย่าทำแบบนี้

ใส่ฉัน”

เขากระชากไหล่สองข้างเธอขึ้นมา หวังให้เธอตอบโต้หรือไม่ก็เอ่ย

ปฏิเสธบ้าง แต่นิศามณีก็ยังคงเงียบ... จนเขากลัวใจ ฟิลลิปไม่รู้จะทำเช่นไร

จึงตะโบมจูบกักขฬะลงไปอีกคราและมันก็ได้ผล

“อื้อ!”

ไม่ว่านิศามณีจะทุบตีเพื่อให้เขาปล่อยเธอเท่าไร แต่ฟิลลิปยังคงแสดงความป่าเถื่อนออกมาไม่หยุดหย่อนผ่านจูบที่เรียกร้องความสนใจนั้น เฝ้าส่งผ่านความโกรธแค้นเคืองใจใส่ร่างแน่งน้อยไม่ลดรา นิศามณีได้แต่ปล่อยน้ำตาให้

รินไหล เธอหมดเรี่ยวแรงจะสู้ต่อ เขาอยากจะทำอะไรก็เชิญเลย

จะฆ่าจะแกงก็สุดแล้วแต่ใจเขาจะปรารถนา เธอเหนื่อย...

เหนื่อยมากแล้วจริง ๆ

เขาผละดวงหน้าออกมาอีกครั้ง จับกุมไหล่มนสองข้างเอาไว้มั่น

“...” นัยน์ตาโศกจ้องมอง ความอ่อนแอและอ่อนล้าเผยชัดออกมา

แต่คนอย่างฟิลลิปหรือจะสนใจ

“ดี...ปากแข็งให้มันได้ตลอดแล้วกัน” ในเมื่อใช้ไม้อ่อนไม่ได้ผล เขาก็คงต้องเล่นไม้แข็ง

ฟิลลิปอาศัยจังหวะที่นิศามณีเผลอไผลช้อนร่างของหญิงสาวขึ้นแล้วเดินตรงดิ่งออกไปห้องนอน ขณะที่นิศามณีก็เริ่มต่อต้าน เธอดิ้นขลุกขลักหวังให้

เขาปล่อย แต่มันกลับไม่ได้ผลใด ๆ

‘ตุ้บ!’

ชายหนุ่มโยนร่างอิ่มกระแทกลงบนเตียงกว้างอย่างแรง จนนิศามณี

จุกเสียดไปทั้งร่างตัวเธองอเกร็งราวกับกุ้งโดนน้ำร้อนลวก เพียงเสี้ยววินาทีฟิลลิป

กระโจนตัวเองขึ้นมาทาบทับเอาไว้ นัยน์ตาขึงขังแสดงถึงความโกรธที่จวนจะปะทุ

“คะ...คุณฟิลลิป” คนที่เงียบเริ่มร้อนรนขึ้นมา หลังรับรู้ว่าฟิลลิปจะทำอะไรต่อจากนี้ เธอพยายามถดถอยกายห่างจากเขา แต่สุดท้ายก็ถูกดึงรั้งให้มาอยู่ใต้ร่างของเขาอยู่ดี

“จะกลัวอะไร งานถนัดเธอไม่ใช่เหรอ?”

“ยะ...อย่านะคะ อย่า อื้อ!”

เสียงหวานร้องห้ามแต่มันไม่ได้ผล เมื่อฟิลลิปจับดวงหน้าเธอและฉกชิมกลีบปากสีกุหลาบเอาไว้ด้วยความกักขฬะ สัมผัสของเขามันไม่มีความอ่อนโยนแทรกซึมอยู่เลย จะมีแต่ความแข็งกร้าวที่เธอได้รับ

ฟิลลิปใช้เวลาเพียงไม่ถึงนาที เขาก็กระชากกางเกงของนิศามณีออกไปจนได้ นิ้วมือซุกซนเริ่มสอดผ่านเนื้อผ้ากางเกงชั้นในเข้ามา ก่อนจะกดมันลงไปในดงดอกไม้จนร่างสาวดิ้นเร้าอยู่ไม่เป็นสุข

การกระทำของฟิลลิปสร้างความทรมานแก่นิศามณี จนหาอะไรเทียบไม่ได้ เธอพยายามทั้งทุบ ทั้งตี และดิ้นรนจนสุดกำลัง แต่มันไม่ได้ทำให้เขา

ผละกายออกไป มิหนำซ้ำมันเหมือนเป็นฉนวนเพิ่มความคุกรุ่นขึ้นมาอีกหลายเท่า

ท้ายที่สุดแล้ว คนอ่อนแออย่างเธอก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับเขา กลิ่นเลือด

จาง ๆ จากริมฝีปากคือสิ่งที่เธอรับรู้และสัมผัสมันได้ ครั้งนี้เขาทำรุนแรงอย่างกับเธอไม่ใช่คน แต่เธอไม่เหลือแรงจะต่อต้าน ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อช่วงเย็นมันก็ให้ท้อแท้กับโชคชะตามากพอแล้ว

แต่มาตอนนี้...

มันกลับเจ็บปวดยิ่งกว่า ผู้ชายคนนี้ไม่เคยเชื่ออะไรเธอเลย

นิศามณีเหนื่อยจะฝืน มือที่เคยปัดป้องตกลงข้างลำตัว เธอจำยอมฟิลลิปในที่สุด ในเมื่ออยากคาดโทษและลงทัณฑ์เธอมากนัก ก็เชิญเลย อยากจะทำอะไรกับเธอ อยากจะฆ่ากันให้ตาย ก็เอาเลย...

หยดน้ำตาหญิงสาวค่อย ๆ หลั่งรินกระทบลงบนที่นอนอย่างน่าเวทนา แรงขัดขืนสูญสลายไปในที่สุด

คนที่กำลังถาโถมความร้ายกาจเข้าใส่ชะงักค้าง หยุดการกระทำ

เมื่ออีกคนทำตัวหมดอาลัยตายอยาก ความนิ่งเฉยจากนิศามณีไม่ใช่สิ่งที่เขาปรารถนา ต้องเป็นคำวิงวอนและร้องขอสิมันคือสิ่งที่ต้องการ ฟิลลิปรู้สึกหัวเสียกับเรื่องนี้ เขาเกลียดน้ำตาของผู้หญิงที่สุด

โดยเฉพาะกับผู้หญิงคนนี้!

“โธ่เว้ย!” ฟิลลิปผละกายออกอย่างหงุดหงิด ก่อนไปยืนมองอีกคน

อยู่ปลายเตียงมองนิศามณีร่ำร้องออกมา ก่อนจะพูด

“ฉันไม่อยากใช้ผู้หญิงร่วมกับคนอื่น ตั้งแต่วันนี้สัญญาระหว่างฉันกับเธอ” นัยน์ตาจ้องลึกไปที่นิศามณี

“ถือเป็นโมฆะ”

เขาต้องเชือดไก่ให้ลิง ในเมื่อนิศามณีฝืนข้อตกลง มันก็ไม่จำเป็น

ที่เขาจะต้องเก็บเธอไว้อีกต่อไป และยิ่งคนที่นิศามณียุ่งเกี่ยวมันคือรพีภัทร

สิ่งนั้นยิ่งไม่ควร

คำพูดของฟิลลิปทำให้นิศามณีมีสติขึ้นมาได้ เธอร้อนรนกับเรื่องที่

เขาบอก แต่ยังไม่ทันได้โต้แย้งอะไรเขาก็เดินออกไปจากห้องแล้วปิดประตูลงเสียงดังสนั่น ร่างสาวสะดุ้งเธออยากวิ่งออกไปและร้องขอ

แต่เธอไร้เรี่ยวแรงเกินจะฝืน และรู้ดีอีกว่าหากเธอเข้าไปอ้อนวอน

มันก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม นิศามณีเหมือนตัวเองอับจนหนทาง

ถ้าเขาทำแบบนั้นมันก็เท่ากับว่าชีวิตของน้องเธอ...

ถูกทิ้งเอาไว้กลางทาง

พอนึกถึงรอยยิ้มของผกายรัตน์ที่มันค่อย ๆ จางหายไป ยิ่งทำให้ดวงใจเจ็บแปลบ เสียงร้องไห้ดังเล็ดลอดออกมาคล้ายคนจะขาดใจ แล้วจากนี้เธอจะ

ทำยังไง เธอจะช่วยน้องยังไง...

“คะ...คุณฟิลลิป อย่าทำแบบนี้กับจันทร์ ฮึก...อย่าทำแบบนี้”

ความเสียใจพรั่งพรูออกมาไม่หยุด น้ำเสียงร่ำไห้ดังก้อง คำพูดของฟิลลิปเหมือนเข็มแหลม ๆ นับพันที่ทิ่มแทงเข้าไปในเนื้อเยื่อหัวใจของเธอจนเป็นรูพรุน

“ฮึก...ฮือ ๆ”

ท้ายที่สุดนิศามณีก็ต้องฝืนลุกขึ้นมาเพื่อจะได้ออกไปจากที่แห่งนี้

ความเป็นจริงเธออยากพูดคุยเรื่องนั้นกับเขาอีกครั้ง แต่สถานการณ์แบบนี้ถ้าเข้าไปเผชิญหน้าก็มีแต่แย่กับแย่ ทางที่ดีรอช่วงเวลาที่มันเหมาะสมมากกว่านี้อาจจะดีกว่า

สายตาเหลียวมองห้องทำงานที่ถูกเปิดไฟ เธอรู้ว่าเขาอยู่ภายในนั้น

มันใกล้กันแค่เอื้อม แต่เธอไม่สามารถข้ามผ่านบานประตูเข้าไปหาเขาได้ นิศามณีเดินย้อนกลับออกไปจากบ้านฟิลลิป ใบหน้าเหนื่อยล้าแหงนมองท้องฟ้า ฝนกำลังจะตกลงมาแต่เธอไม่มีพื้นที่ให้หลบเลี่ยง สุดท้ายก็ต้องก้าวเท้าเดินต่อไป...

แสงไฟบนท้องถนนไม่อาจช่วยให้ความสว่างเกิดขึ้นในใจ นิศามณี

ติดแหง็กอยู่ที่ป้ายรถประจำทางมาร่วมเกือบหนึ่งชั่วโมง จนแล้วจนรอดก็ไม่มีรถผ่านมาสักคัน เนื้อตัวของหญิงสาวเปียกปอนราวกับลูกสุนัขตกน้ำ ไม่รู้ว่าป่านนี้ผกายรัตน์จะหลับไปหรือยัง หรือยังคงชะเง้อคอรอเธอกลับบ้าน

‘ปิ๊ด!’

เสียงบีบแตรรถชวนให้คนที่กำลังเหม่อลอยหันไปหาต้นตอ ก่อนจะพบว่าเจ้าของเสียงนั้นเป็นเหมันต์ ไม่พอเขายังลดกระจกลงมาทักทายเธอ

“รอรถเมล์อยู่เหรอ?”

“ค่ะ”

“ฝนตกหนักขนาดนี้ คงนานกว่าจะมาขึ้นรถมากับฉันสิ เดี๋ยวฉันไปส่ง”

“ไม่เป็นไรค่ะคุณเหนือ จันทร์ตัวเปียกขึ้นรถไปเดี๋ยวจะเปื้อนเปล่า ๆ ค่ะ”

“ไม่เป็นไร ขึ้นมาเถอะ”

“แต่ว่า-”

“น้องเธอคงกำลังรอพี่สาวกลับบ้าน” คำพูดของเหมันต์ชวนให้นิศามณีฉุกคิดขึ้นมาได้

“งั้นจันทร์รบกวนหน่อยนะคะ” เธอส่งยิ้มหวานให้เขา ก่อนจะก้าวเท้าขึ้นรถยนต์คันหรูของชายหนุ่มไป

เป็นที่รู้ดีกันอยู่แล้วว่าเมืองหลวงมักขึ้นชื่อเรื่องการจราจรติดขัด และยิ่งช่วงฝนตกแบบนี้ด้วยแล้วไม่ต้องพูดถึงเลย การรอคอยอยู่บนถนนสีเทาคือสิ่งที่หลายคนเริ่มชินชา ไม่รู้ว่าผู้คนพากันเมินเฉยต่อปัญหานี้ได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่มันควรได้รับการแก้ไขให้เร็วที่สุด

ระหว่างนั้นภายในรถก็มีเพียงความเงียบเข้าปกคลุม นิศามณีนั่งตัวลีบด้วยอาการหนาวสั่นไม่พูดไม่จา ก่อนจะตกใจเมื่ออยู่ ๆ ก็มีเสื้อสูทของเจ้าของรถวางพาดบนหน้าตักเธอ

“ห่มตัวเธอไว้ สั่นเป็นเจ้าเข้าแล้ว”

“ขอบคุณนะคะ”

“เรื่องเล็กน้อย” เขาหันมาตอบ “แล้วนี่เพิ่งกลับมาจากบ้านไอ้ฟิลลิป

ใช่ไหม?”

เหมันต์ตั้งคำถาม นั่นทำให้นิศามณีเหลียวไปมองเขา เธอรู้ว่าชายหนุ่มรู้เรื่องนี้เพราะวันที่เธอเสนอตัวให้ฟิลลิป เขาเปิดประตูเข้ามาได้ยินพอดี แต่ตลอด เวลาที่ผ่านมาเหมันต์ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้มาตลอดเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ปิดปากเงียบเรื่องความสัมพันธ์ของเธอกับเจ้าของโรงแรมใจยักษ์

“ค่ะ จันทร์เพิ่งกลับออกมา”

“ฟิลลิปมันทำอะไรเธอรึเปล่า ทำไมที่คอมีรอย” เขาเห็นเป็นรอยจ้ำแดง ๆ ร่องรอยคล้ายรอยนิ้วมือ มันน่าแปลกใจที่มันไปปรากฏอยู่บนคอหญิงสาว

ทันทีที่เหมันต์พูดจบนิศามณีก็เอามือจับที่ลำคอของตัวเองในทันที “ไม่ใช่คุณฟิลลิปหรอกค่ะ”

“มันไม่ได้ทำร้ายเธอใช่ไหม?” ถึงเขาจะเป็นเพื่อน แต่ก็ไม่ได้สนับสนุนความรุนแรง ถ้าเพื่อนทำไม่ถูกเขาก็พร้อมตักเตือนและสั่งสอนมัน

“นอกจากคำพูด ก็ไม่มีค่ะ”

“แล้วใครทำ”

“อุบัติเหตุนิดหน่อยค่ะ ไม่มีอะไรหรอก”

“ฉันเชื่อเธอได้กี่เปอร์เซ็นต์เชียว” คำพูดของนิศามณีไม่ได้ทำให้เขาอยากเชื่อที่หญิงสาวพูดออกมาเลยสักนิด

“จริง ๆ ค่ะ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร”

“เอาเถอะ ถ้าเธอไม่อยากพูดฉันก็จะไม่ถามต่อ”

เขาตัดสินใจไม่ถาม เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะอึดอัด แค่ลำพังเรื่องของ

ฟิลลิปมันก็เกินพอแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ยอมปล่อยไปง่าย ๆ เดี๋ยวพรุ่งนี้เขาจะไปคาดคั้นเอากับเพื่อนว่ามันได้ลงไม้ลงมืออะไรกับนิศามณีหรือเปล่า

และถ้าฟิลลิปไม่ได้ทำจริง ๆ ก็ยังสงสัยว่าเพื่อนเขามันไม่สังเกตอะไรหน่อยหรือ ทั้ง ๆ ที่สองคนใกล้ชิดกันขนาดนั้น

หลังจากรอคอยมานาน ในที่สุดเหมันต์ก็พานิศามณีมาส่งที่บ้านของ

หญิงสาว เป็นไปอย่างที่คิดเพราะเมื่อขับรถมาถึงก็เห็นสีหน้าเป็นกังวลของ

ผกายรัตน์ กำลังยืนรอพี่สาวกลับบ้าน

“ขอบคุณนะคะคุณเหนือ ที่มาส่ง”

“ไม่เป็นไร ยังไงแถวนี้มันก็ทางผ่านบ้านฉันอยู่แล้ว เธอรีบไปเถอะ

น้องเธอดูท่าทางจะเป็นห่วงมาก”

“งั้นจันทร์ไปก่อน ขับรถปลอดภัยนะคะคุณเหนือ”

ชายหนุ่มพยักหน้ารับ ก่อนที่นิศามณีจะก้าวเท้าลงจากรถ แต่ก่อนจะเดินเข้าบ้านไปก็หันไปพูดกับชายหนุ่มอีกหนึ่งประโยค

“เดี๋ยวจันทร์ซักให้เรียบร้อย แล้วจะเอาไปคืนนะคะ” เธอหมายถึง

เสื้อสูทของเขา ที่หยิบยื่นมาให้ช่วยบรรเทาความหนาว เหมันต์ยิ้มรับและขับรถกลับออกไป

“พี่จันทร์ดาวรอตั้งนาน ทำไมเพิ่งจะกลับคะ” เดินมาถึงก็โดนน้องสาวตั้งคำถามทันที

“พอดีพี่เพิ่งเสร็จธุระ แล้วฝนมันตกยื่นรอรถแท็กซี่ รถประจำทางตั้งนานไม่มีผ่านมาสักคัน” นิศามณีบอก

“แล้วนี่ทำไมเรายังไม่นอน พี่ก็บอกแล้วใช่ไหมว่าไม่ต้องรอ”

“ก็น้องอยากนอนพร้อมพี่สาวไม่ได้เหรอคะ อีกอย่างดาวเพิ่งอบเค้กเสร็จ คุณรุจเจ้าของร้านกาแฟหน้าปากซอยบอกว่าลูกค้าติดใจรสชาติเค้กของดาว

เลยสั่งออเดอร์เพิ่มเข้ามา” เพราะอยู่บ้านเฉย ๆ แล้วนึกเบื่อ เธอเลยหาอะไรทำ เพื่อสร้างรายได้ให้กับตัวเองและพี่สาว แม้ว่ามันจะไม่ได้มาก แต่อย่างน้อยเธอก็อยากช่วยเท่าที่ทำได้

“อย่าฝืนนักนะดาว ร่างกายเราไม่ได้เหมือนคนอื่นเขา” ความจริงเธออยากให้น้องอยู่เฉย ๆ แต่เพราะเจ้าตัวบ่นอยู่บ่อย ๆ ว่าเบื่อ เธอเลยยินยอม

อีกอย่างถ้าผกายรัตน์ได้ทำอะไรที่ชอบอาการของน้องเธอมันอาจดีขึ้น

“รับทราบแล้วค่า ดาวรู้ลิมิตตัวเอง...ว่าแต่พี่จันทร์เถอะ ใครมาส่ง

แล้วทำไมตัวเปียกแบบนี้” ปกติเธอไม่เคยเห็นใครมาส่งนิศามณีที่บ้านเลย

ครั้งนี้ครั้งแรกก็ว่าได้

“เพื่อนที่ทำงาน เขาผ่านมาเห็นพี่กำลังรอรถตากฝนอยู่พอดี ก็เลยช่วยพามาส่ง”

“จริงอ่ะ?”

“จริงสิ ไป ๆ เข้าบ้านกันดีกว่า พี่ง่วงแล้ว”

นิศามณีจับดึงมือน้องสาวให้เข้าบ้านไปด้วยกัน ก่อนจะแยกตัวไปอาบน้ำอาบท่า ทันทีที่เธอเห็นตัวเองในกระจกร่องรอยที่รพีภัทรฝากเอาไว้ในช่วงเย็น

ก็เด่นชัดขึ้นมา ขอบคุณแสงไฟหน้าบ้านที่มันไม่สว่างมากพอให้ผกายรัตน์เห็นรอยพวกนี้

และแน่นอนว่าหากฟิลลิปสังเกตมันสักนิด ไม่มีทิฐิใส่เธอ เขาจะมอง

เห็นมัน แต่สำหรับเขาไม่

ฟิลลิปไม่เคยมองเห็น...

มือบางแตะเข้าลำคอตัวเองแผ่วเบา ดวงหน้านิ่วหน้าด้วยความเจ็บ เธอเห็นแผลถลอกอยู่นิดหน่อย คงเป็นเล็บของรพีภัทรที่จิกเข้าไปตอนนั้น

ชั่ววินาทีหยดน้ำตากลิ้งไหลออกมา เธอบอบช้ำไปทั้งกายและจิตใจ อยากร้องไห้ออกมาให้ความอ่อนล้าทั้งหมดจางหายไป แต่เธอรู้ดี…รู้ดีว่าต่อให้เธอร้องไห้ออกมามากมายแค่ไหน มันก็ช่วยอะไรมากไม่ได้ นิศามณีรีบปัดน้ำตาตัวเองทิ้งไป เป่าปากและสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เธอต้องเข้มแข็ง

ไม่ว่าสถานการณ์มันจะเป็นยังไง เธอต้องอดทนให้ได้ ก่อนจะฝืนยิ้มออกมาหน้ากระจกพร้อม ๆ กับน้ำตาที่กลิ้งหล่นลงมา..

ตั้งแต่ที่เกิดเรื่องเมื่อคืนขึ้น ฟิลลิปไม่สามารถสงบจิตสงบใจลงได้

เขาหงุดหงิดตัวเองที่เอาแต่คิดเรื่องของนิศามณี เขาไม่ควรใจดีกับผู้หญิงคนนั้น

ในเมื่อคิดทรยศสิ่งที่ทำมันก็สมควรแล้วต่างหาก มือหนากำแน่นด้วยความโกรธ แกทำถูกแล้วฟิลลิป ถ้าปล่อยไว้นิศามณีอาจกลายมาเป็นหอกข้างแคร่

“เอกสารรายละเอียดเกี่ยวกับอัตราการเติบโตของรายได้ เมื่อเดือน

ที่แล้วค่ะ”

และก่อนที่จะคิดเคืองแค้นนิศามณีไปมากกว่านั้น เสียงหวาน ๆ ของ

ปริมาเรียกขานให้คนที่ตกอยู่ในภวังค์ดึงตัวเองกลับมาได้ “ขอบคุณครับ”

“ส่วนนี่เป็นเอกสารที่คุณฟิลลิปต้องเซ็นต์นะคะ”

“ครับ”

“คุณฟิลลิปจะรอให้ปริมรอรับไปเลยไหมคะ หรือค่อยให้ปริมเข้ามา

ทีหลัง”

“ไม่เป็นไรครับ ผมเซ็นต์แป๊บเดียว”

“ได้ค่ะ”

ฟิลลิปใช้เวลาในการตวัดปากกาลงบนแฟ้มเอกสารไม่นานก็เสร็จสมบูรณ์ เขาปิดและส่งมันคืนให้กับปริมา ทว่าระหว่างนั้นสายตากลับสังเกตเห็นรอยช้ำบนคอของปริมามันโผล่มาจากผ้าพันคอหญิงสาวเล็กน้อย แม้ว่าไม่ได้มาก แต่มันไม่ใช่เรื่องปกติ

“คอคุณ ไปโดนอะไรมาคุณปริม”

“คะ?”

“รอยอะไรที่คอคุณ”

ปริมาสัมผัสแผ่วเบาที่คอของตัวเอง ตอนแรกเธอใคร่สงสัยว่าฟิลลิป

หมายถึงอะไร ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ฟิลลิปต้องการรู้

“ถ้าจันทร์พูด คุณจะเชื่อจันทร์รึเปล่าว่าเขาทำร้ายจันทร์ และพยายามข่มขืนคุณปริม”

พอเห็นรอยช้ำบนลำคอของปริมา ทำให้เขานึกหวนถึงคำพูดของนิศามณีขึ้นมา หรือที่หญิงสาวพูดมันไม่ใช่คำโป้ปด

“บอกผมมา ไม่ต้องกลัว”

พอได้ยินแบบนั้นปริมาน้ำตาปริ่มในทันที เธอแทบร้องไห้โฮออกมาทว่าก็ยังสามารถสะกดกลั้นเอาไว้ได้

“ผมไม่เข้าข้างคนผิด” เขาพูดออกมา เมื่อปริมามีท่าทีลังเล

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ มันก็แค่อุบัติเหตุเล็กน้อย” ปริมาเลือกไม่พูด

“อย่าโกหกผม รอยพวกนั้นมันเกิดขึ้นได้ยังไง”

“ปริมไม่กล้าพูดค่ะ ปริมกลัว” ถึงสถานะของรพีภัทรจะเป็นพนักงานคนหนึ่งในโรงแรม ทว่าเขาก็มีศักดิ์เป็นน้องชายเป็นญาติของฟิลลิป

“นายภีมเป็นคนทำใช่ไหม?”

“…”

“ผมบอกแล้วว่าผมไม่เข้าข้างคนผิด บอกมาเถอะครับ” นัยน์ตาของชายหนุ่มแน่วแน่ แสดงให้เห็นว่าเขาสามารถเป็นที่พึ่งให้กับปริมาได้

สุดท้ายหญิงเลือกพยักหน้าตอบ น้ำตาปริ่มจวนจะไหลออกมา “ขะ...ค่ะ”

“ถ้าผมไม่ถาม คุณคิดจะบอกผมรึเปล่า”

“ปริมขอโทษค่ะ”

“ตะ…แต่จันทร์มาช่วยปริมไว้ได้ทันค่ะ ปริมไม่เป็นอะไรมาก แต่จันทร์…” เธอยังจำสภาพของนิศามณีได้อยู่เลย แม้หญิงสาวพยายามยิ้มและบอกไม่เป็นไร แต่เธอรู้ว่านิศามณีต้องฝืนความเจ็บปวดเอาไว้มากแค่ไหน

ฟิลลิปกำมือแน่นหลังจากที่ได้ยินคำบอกเล่าของปริมา สันดานของ

รพีภัทรแก้ไม่เคยหาย แม้กระทั่งในที่ทำงานมันยังทำเรื่องน่าบัดซบ

“คุณไม่มีอะไรต้องขอโทษ เป็นผมต่างหากที่ควรขอโทษ”

“ปริมโอเคค่ะ” เธอบอกให้ฟิลลิปสบายใจ แม้เป็นจะเป็นเหตุการณ์

ที่เลวร้าย แต่เธอเข้มแข็งพอ อีกอย่างเธอเชื่อในตัวเจ้านายของตัวเอง

“มันไม่เกี่ยวว่าคุณโอเคหรือไม่โอเค แต่มันไม่ควรเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น”

“เดี๋ยวผมจะจัดการเรื่องนี้เองครับ คุณไม่ต้องกลัวไป” ฟิลลิปมอง

ดวงหน้าปริมา “ผมจะไม่ให้นายภีมมันทำเรื่องแบบนี้ได้อีก”

“ขอบคุณนะคะคุณฟิลลิป”

ฟิลลิปพยักหน้าตอบ แล้วยื่นส่งแฟ้มเอกสารไปให้กับปริมา ก่อนหญิงสาวจะขอตัวกลับออกไปด้านนอก เพื่อทำหน้าที่ของตัวเองต่อ ส่วนชายหนุ่มเขาต้องรีบจัดการเรื่องนี้ มือหนายกหูโทรศัพท์ต่อสายหาเมธานินท์

“เรียกรพีภัทร มาพบฉันหน่อย”

ไม่นานรพีภัทรก็เข้ามาพบฟิลลิปตามที่ชายหนุ่มเรียกหา ทว่ามันไม่ได้มาเพียงลำพังแต่กลับหอบเอามารดาสุดที่รักอย่างรตีมาด้วยอีกคน ฟิลลิปเห็นแล้วนึกสมเพชอายุอานามมันก็ไม่ใช่น้อยอีกไม่กี่ปีก็ขึ้นเลขสาม แต่ยังทำตัวเป็นเด็ก

ไม่เคยเปลี่ยน

“พี่ฟิลลิปเรียกผมมา มีอะไรครับ?”

“เหมือนนายจะรู้อยู่แล้วนะ ว่าฉันจะคุยเรื่องอะไร” เขามองไปที่

สองแม่ลูกก่อนจะพูดต่อ “ถึงได้เอาไม้กันหมามาด้วยแบบนี้”

“นี่ฟิลลิป! ฉันเป็นน้าแกนะ!” รตีเดือดดาล เสียงแข็งใส่หลานชายนัยน์ตาจ้องเขม็ง

“ผมทราบครับ ไม่อย่างนั้นผมคงไล่ตะเพิดนายภีมออกไปแล้ว แต่นี่ผมยังไม่ทำเพราะผมยังเห็นหัวน้ารตีอยู่!” เขาใจดีมากขนาดไหนกันนะ สองแม่ลูกถึงได้จองหองมากขนาดนี้

“แต่ถ้าลูกชายน้ารตี ยังไม่เลิกทำสันดานเลว ๆ ในที่ทำงานผมอีก

มันก็ไม่แน่” เขารู้ว่ารพีภัทรมันไม่ใช่คนดี แต่ไม่คิดไม่ถึงว่ามันจะทำเรื่องเลวทรามแบบนี้กับคนใต้อำนาจการปกครองของเขา หรือไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ไม่ควรเจอเรื่องแบบนี้

“แกหมายถึงอะไร?” รตีตั้งคำถาม

“ก็ลองถามลูกชายคนเก่งดูสิครับ ว่ามันไปทำเรื่องระยำอะไรไว้!”

“ว่ายังไงตาภีม แกไปทำอะไร”

“คือผม…ผม” รพีภัทรพูดไม่ออก เขาไม่รู้ว่าจะสรรหาคำตอบไหน

มาแก้ต่างให้ตัวเอง

“ดูท่าทาง นายลำบากใจมากเลยนะ?” ฟิลลิปเห็นท่าทีของรพีภัทรแล้วรำคาญลูกตา ตอนมันทำมันไม่คิดแล้วตอนนี้มันมาคิดเพื่ออะไร “บอกแม่นายไปสิ ว่านายพยายามทำร้ายร่างกายพนักงานของฉัน!”

เขาจะไม่พูดให้ปริมาต้องเสียหาย คนที่ต้องอับอายมันสมควรเป็นคนกระทำเรื่องพวกนั้นต่างหาก!

“พี่ฟิลลิป!”

“แกทำแบบนั้นจริงเหรอตาภีม!”

“คุณแม่คือผม…”

“ตอนนี้กลัวเหรอ? กลัวอะไร!?” ฟิลลิปลุกขึ้นไปเผชิญหน้ากับรพีภัทร เลิกคิ้วตั้งคำถาม ขณะที่อีกฝ่ายก็เดินถอยหลังหนีด้วยความหวาดกลัว “นายคิดได้ไงถึงมาทำร้ายคนของฉัน ฮะ!”

วินาทีที่ฟิลลิปเคืองโกรธ ก็ไม่มีใครเอาเขาลงทั้งนั้น คนที่ปากเก่งเป็นอันต้องกลัวหัวหดทุกราย

“ฟิลลิปใจเย็น น้าว่าเราคุยกันได้”

“คุยกันได้เหรอครับ?” คราวนี้เขาหันไปจ้องตา “ลูกชายน้ารตีทำร้าย

คนของผม คิดเหรอครับว่ามันจะคุยกันได้!”

“แค่ทำงานวันแรกก็ก่อเรื่องแล้ว ต่อไปคนอย่างนายมันจะทำอะไรได้”

“พี่ดูถูกผมเกินไป” รพีภัทรขบกรามแน่น มือหนากำเข้าหากัน แต่

ชายหนุ่มก็ยังเก็บสีหน้าได้ดี

“ฉันไม่เคยดูถูก ที่พูดมีแต่เรื่องจริง นายมันทำตัวเองทั้งนั้น” นัยน์ตาแข็งกร้าวมองไปที่รพีภัทรอย่างเป็นเอาตาย

“คิดบ้างนะ ว่าตั้งแต่เกิดมา เคยทำตัวมีประโยชน์บ้างรึเปล่า หรือแค่เกิดมาใช้ชีวิตน่าสมเพชไปวัน ๆ แล้วก็ตาย”

“ฟิลลิป!/พี่ฟิลลิป!” สองแม่ลูกพากันโกรธจนควันแทบออกหู มือกำแน่นระงับอารมณ์ความโกรธเอาไว้เต็มปรอท

“แต่ก็อย่างว่าแหละครับคุณน้า จะโทษแค่ลูกอย่างเดียวไม่น่าได้ คงต้องดูแม่ด้วยว่าสอนใช้ชีวิตสังเวชขนาดไหน”

“ฉันเป็นน้าแกนะ!”

“แล้วคราวนี้มาทวงสิทธิ์ความเป็นน้าอะไรจากผม! ตอนที่ผมไม่เหลือใคร คุณน้าสุดที่รักของผมไปมุดหัวอยู่ที่ไหน!” ตั้งแต่เล็กจนโต ผู้หญิงคนนี้ไม่เคยมีบทบาทในชีวิตเขาเลยสักนิด ที่เขามีวันนี้ได้เพราะตัวเองล้วน ๆ

“เพราะฉะนั้น อย่ามาเรียกร้องอ้างสิทธิ์อะไรจากผม เพราะผมไม่มีให้” ในเมื่อเขาไม่เคยได้รับอะไรสักอย่างกับสองแม่ลูกตรงหน้า ก็ไม่จำเป็นที่เขาต้องให้สิทธิเหนือใคร

“อ้อ…ส่วนนาย ฉันจะตัดเงินหกเดือน แล้วก็ลดตำแหน่งงานไปเป็นผู้ช่วยทุกคนในแผนกการตลาด” เขารู้ดีว่าคนอย่างรตีศักดิ์ศรีมันค้ำคอ ไม่มีทางให้ลูกชายตัวเองไปขอโทษคนที่ฐานะต่างไปจากตัวเองเด็ดขาด แต่ก็ใช่ว่ามันจะ

ไม่มีทางที่เขาจะแก้เผ็ดแม่ลูกคู่นี้ได้

“ฟิลลิป แกเห็นน้องเป็นทาสคนพวกนั้นเหรอ!”

“ผมไม่ทำมากกว่านี้ ก็บุญแค่ไหนแล้ว”

“แล้วก็อย่าให้ฉันเห็นว่านายเข้าใกล้หรือทำร้ายใครอีก ไม่อยากนั้น

มันไม่จบแค่นี้แน่” ใจจริงเขาอยากตะบันหน้ารพีภัทรหลาย ๆ ที แต่ความอดทนของเขามันยังพอมีอยู่ เลยสงบสติอารมณ์ไม่ทำอะไรที่ขาดสติไป

“ฉันมีหูมีตาเป็นสับปะรด หวังว่าคงไม่ลืม เข้าใจรึเปล่า?” ฟิลลิปกดเสียงถาม

“…”

“ฉันถาม”

“ฟิลลิป” รตีแทรกเสียงขึ้น

“ครับ” ในใจของรพีภัทรลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิง เขาเกลียดไอ้ฟิลลิป เกลียดทุกอย่างที่เป็นมัน!

“ดี…หมดธุระแล้ว เชิญออกไป”

“ฟิลลิปแกต้องคุยกับน้า”

“ผมไม่มีอะไรจะคุย เชิญออกไปครับ ยังมีงานอีกเยอะที่ผมต้องทำ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป