บทที่ 8 อยากหวนคืน
บทที่ 7
อยากหวนคืน
รตีมองฟิลลิปตาเขียวปั้ดสุดท้ายนางก็ยอมเดินออกไปด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียด ส่วนรพีภัทรก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก
“แกไปทำเรื่องสารเลวแบบนั้นที่นี่ ได้ยังไงตาภีม!” เสียงตะโกนลั่น
ไม่พอใจกับการกระทำของลูกชายดังก้องห้องทำงานกว้างทันทีที่ก้าวเท้ามาถึง
รตีเดือดดาลบอกไม่ถูกจนมือไม้สั่นเทา
“ก็ใครมันจะไปคิดล่ะครับ ว่าเรื่องมันจะไปถึงหูไอ้ฟิลลิป” รพีภัทรหย่อนก้นลงโซฟาตัวยาวด้วยความหงุดหงิดเต็มประดา เขาประมาทเกินไป
นึกไม่ถึงว่านางผู้หญิงนั้นจะกล้าเอาไปพูดให้ฟิลลิปมันฟัง
“แกมันทำอะไรไม่เคยคิดจริง ๆ เลยนะ”
“คุณแม่อย่าบ่นได้ไหมครับ ผมขี้เกียจฟัง”
“ที่ฉันพูดเนี่ย ก็เพราะว่าฉันอยากให้แกใช้สมองให้มากกว่านี้ ไม่ใช่ใช้แต่ไอ้ที่มันอยู่ตรงหว่างขา!”
“งั้นถ้าเป็นข้างนอกก็ทำได้”
“ภีม!”
“ผมไปทำงานละ คุณแม่เองก็หาทางจัดการเรื่องนี้ให้ผมด้วยนะครับ”
“ภีม กลับมาคุยให้รู้เรื่องก่อน ภีม!” รตีตะโกนเรียก แต่ลูกชายนาง
มันหันกลับมาเสียที่ไหน วัน ๆ หนึ่งจะมีบ้างไหมที่จะไม่หาเรื่องปวดหัวมาให้นาง
“แกไม่ต่างไปจากพ่อแกจริง ๆ”
ก่อนที่รตีกับรพีภัทรจะเดินออกไป เขาเห็นนัยน์ตาแข็งกร้าวของสอง
แม่ลูกชัดเจน เขารู้ดีว่าสองแม่ลูกเกลียดตนเข้าไส้ แต่แล้วยังไง? ทำไมเขาต้องสนใจคนประเภทนั้น อีกอย่างเวลานี้เขามีเรื่องที่ควรจัดการอีกเรื่อง
“ไม้ เรียกนิศามณีมาพบฉันหน่อย”
‘คงจะไม่ได้ครับคุณฟิลลิป’ ในความสัมพันธ์อันน่าขมขื่น เมธานินท์เป็นอีกหนึ่งคนที่รับรู้การมีตัวตนของนิศามณีว่าหญิงสาวตกอยู่ในสถานะแบบไหน
“ทำไมอีก แม่นั่นเล่นตัวรึไง”
‘เปล่าหรอกครับ แต่จันทร์ไม่สบาย วันนี้ไม่ได้มาทำงานครับ แล้วก็เห็นพี่เกดบอกว่าลาหลายวันเลยด้วย’
“ไม่สบาย?” คิ้วหนาเลิกขึ้นด้วยความสงสัย เมื่อวานยังเห็นดี ๆ อยู่ วันนี้กลับสำออยเป็นไข้ซะอย่างนั้นหรือ?
‘ใช่ครับ เห็นว่าไข้ขึ้น เพราะตากฝนเมื่อคืน เช้ามาก็เลยป่วย’
“งั้นช่างเถอะ นายมีอะไรก็ไปทำไป”
‘ครับ’
ฟิลลิปวางสายจากเมธานินท์ไปได้ไม่นาน ประตูห้องก็ถูกเปิดขึ้น
มันไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นเหมันต์ที่เดินดุ่ม ๆ เข้ามา สีหน้าคล้ายไม่สบอารมณ์
สักเท่าไร ก่อนฟิลลิปจะกระจ่างเมื่อรับรู้ได้ว่าสาเหตุมันมาจากใคร
“เมื่อคืนมึงทำอะไรจันทร์รึเปล่า”
“มีเรื่องจะคุยกับกูแค่นี้?” ฟิลลิปนั่งไขว่ห้างสบายใจ
“มันไม่แค่นี้ไอ้ฟิลลิป เมื่อวานกูเจอเขายืนตากฝนอยู่ ดูก็รู้ว่าเพิ่งกลับมาจากไปหามึง”
“แล้วยังไง?”
“มึงแม่งเนี่ยนะ” ท่าทางสบายใจ ไม่ทุกข์ร้อนของเพื่อนมันทำให้เขาอยากตะบันหน้ามันเสียจริง
“ถ้ามึงจะมาพูดเรื่องแค่นี้ก็ออกไป กูจะทำงาน”
“เมื่อวานกูเห็นรอยมือบนคอของจันทร์ ไม่ใช่ฝีมือมึงใช่ไหม” ไม่รอช้า รีบเข้าประเด็นทันทีเพราะหากนานกว่านี้ก็มีแต่เสียเวลา
“...”
“ไอ้ฟิลลิป” เหมันต์ร้องถามอีกครา เมื่ออีกฝ่ายเงียบไป
“กูไม่ได้ทำ” ปฏิเสธออกไป
“มึงแน่ใจนะ”
“มึงจะเชื่อหรือไม่เชื่อนั่นมันก็สิทธิ์ของมึง แต่กูพูดความจริง”
“งั้นใครทำ”
“มึงน่าจะรู้ดี” ฟิลลิปไม่ตอบแต่เขาบอกให้อีกฝ่ายได้คิด แน่นอนว่าสำหรับเหมันต์มันไม่ใช่เรื่องยากอะไร
“ไอ้ภีม น้องมึง?” คนเลว ๆ มีไม่กี่คนหรอกที่เขานึกถึง ซึ่งถ้าไม่ใช่คนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ ก็เป็นชายอีกคน
“มันไม่ใช่น้องกู”
“แม่ง! เหี้ยฉิบหาย!” ไม่รู้ว่าบ้านนี้มันกินอะไรกัน ถึงได้พากันเลวทั้งพี่
ทั้งน้องแบบนี้ แต่ถึงอย่างนั้นเพื่อนเขามันก็เลวน้อยกว่าไอ้เดนนรกนั่นหน่อยนึง
“มันพยายามทำร้ายคุณปริม นิศามณีเห็นเลยไปช่วยเอาไว้” เขาก็เพิ่งรู้จากปริมาเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้า ว่าเรื่องราวมันเป็นมายังไง
“แล้วมึงจัดการมันไปยัง”
“อืม กูหักเงินเดือนมันไป แล้วก็ย้ายไปเป็นผู้ช่วยทุกคนในฝ่ายการตลาด”
“แค่นั้นเหรอวะ?”
“กูกำลังหาที่เหมาะ ๆ ส่งมันไป กูไม่ให้มันอยู่นานเกินไปหรอก” เพราะคนอย่างรพีภัทรมันเป็นหอกข้างแคร่ อีกอย่างมันไม่มีประโยชน์อะไรต่อชีวิตเขาเลยสักนิด “แล้วมึงเป็นไร ถึงได้เป็นเดือดเป็นร้อน แทนผู้หญิงคนนั้น”
“กูสิต้องถามมึง ว่าทำไมมึงถึงไม่เป็นเดือดเป็นร้อน ไม่เห็นรอยช้ำบนคอจันทร์”
“ทำไมกูต้องสนใจ ผู้หญิงคนนั้นมีค่าอะไร”
“เผื่อมึงจะลืม ว่าจันทร์ก็เป็นคน มีความรู้สึกเหมือนคนอื่น ถ้ามึงไม่เห็นค่าเขา ก็ขอร้องอย่าไปทำลายเขาเลยว่ะ”
“ผู้หญิงคนนั้นเลือกเองต่างหาก”
“มึงนี่เลวได้ใจกูฉิบหาย”
ฟิลลิปไหวไหล่ไม่สะทกสะท้านกับคำพูดของเพื่อนเลยสักนิดเดียว เหมันต์เห็นแบบนั้นแล้วก็เหนื่อยใจ สุดท้ายก็เป็นเขาที่ต้องเดินออกไป เพราะกลัวว่าจะเผลอด่ากราดมันอีกครา
ตั้งแต่วันที่เกิดเรื่องจนวันนี้ก็ผ่านมาสองวันแล้ว เป็นสองวันที่นิศามณีไม่ได้เจอหน้ากับคนใจร้าย ซึ่งมันก็ดีแล้วที่เธอไม่ต้องไปเผชิญหน้ากับเขา ทว่ามันก็มีเรื่องค้างคา ครั้งหนึ่งเคยบอกว่าหากเขาออกปากไล่ให้เธอไกลห่าง เธอก็พร้อมจะเดินออกมาอย่างไม่ลังเล
แต่มันยังไม่ใช่ตอนนี้ เธออยากหวนคืน เธออยากวนกลับไปแม้จะต้องเจ็บช้ำมากก็ตาม เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเธอมันไม่ใช่ตัวเอง แต่มันคือผกายรัตน์
“ให้พี่ออกไปด้วยไหม”
“ไม่ต้องเลยค่ะ ไข้ขึ้นยังไม่หายดี พี่จันทร์จะไปได้ยังไง” เธอมีไปส่งเค้กที่ร้านกาแฟหน้าปากซอยบ้าน คนป่วยเพราะพิษไข้เลยอาสาอยากช่วย
“ได้พักตั้งสองวัน ตอนนี้พี่หายดีแล้ว”
“ไม่เอาอะ ไม่ต้องเลยค่ะนอนพักอยู่ที่บ้านนี่แหละ เดี๋ยวดาวไปเอง
ของก็ไม่ได้เยอะด้วย”
“แน่ใจนะ”
“แน่ใจสิคะ อีกอย่างพี่จันทร์ต้องเก็บผ้าไปหาแม่ครูพรุ่งนี้ด้วยไม่ใช่เหรอ?”
“ก็ใช่ แล้วเราจะไม่ไปกับพี่จริง ๆ เหรอ” พรุ่งนี้เธอต้องลงไปจัดการปัญหาที่บ้านเพียงรัก และไปหาแม่ครูที่คอยดูแลเธอกับน้องสาวตั้งแต่บิดามารดาจากไป
“ร้านเขาสั่งออเดอร์เข้ามาเยอะเลย ดาวกำลังสนุกค่ะ”
“งั้นก็แล้วแต่เราเลย แต่ต้องสัญญากับพี่ก่อนว่าจะไม่ฝืนตัวเอง”
“สัญญาค่า” น้องสาวรับปาก
“งั้นวันนี้ก็ให้พี่ช่วยด้วย”
“ไม่ได้ ก็ดาวบอกแล้วว่าให้พัก”
“ถ้าไม่ให้พี่ช่วย พรุ่งนี้ก็ไปด้วยกันนี่แหละ”
“โธ่พี่จันทร์”
“ไม่ต้องมาธงมาโธ่เลย สรุปจะให้พี่ช่วยไหม”
“แล้วดาวเลือกอะไรได้ด้วยเหรอ” บังคับมาเสียขนาดนั้น ก็มีแต่เธอต้องยอมนั่นแหละ ไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้มีหวังขาดทุนย่อยยับแน่นอน
โชคดีหน่อยที่ร้านกาแฟที่ผกายรัตน์เอ่ยถึงนั้น ไม่ได้ไกลจากบ้านที่พวกเธออยู่ ขี่รถจักรยานยนต์ไปไม่ถึงห้านาทีก็ถึงที่หมาย ครั้งนี้เป็นครั้งแรกเสียกระมังที่นิศามณีมีโอกาสได้แวะมาทีนี่ เธอลอบสังเกตบทสนทนาและรอยยิ้มของเจ้าของร้านกับน้องสาว คล้ายมบางอย่างแอบแฝงเอาไว้
“เขาชื่ออะไรนะ? คุณคนหล่อคนนั้น” น้องสาวเคยพูดถึงไปครั้งหนึ่ง
แต่เธอดันลืมไปเสียแล้ว
“คุณรุจค่ะ”
“พี่ว่านะ คุณรุจเขาชอบดาวแน่นอน” นิศามณีกระแซะไหล่ใส่น้องสาวไปหนึ่งที รอยยิ้มปรากฏบนดวงหน้า
“พี่จันทร์ว่าอะไรนะ ชอบดาวเนี่ยนะ”
“ก็ใช่น่ะสิ พี่เห็นนะ สายตาที่เขามองเรา” มันไม่น่าแปลกใจที่ใครต่อใครจะชื่นชอบน้องสาวของเธอ เพราะดวงหน้าของผกายรัตน์ช่างน่าหลงใหลและ
มีเสน่ห์น่าค้นหา แม้จะป่วยแต่ความสวยไม่เคยจางลงเลย
“ไม่ใช่หรอกค่ะ พี่จันทร์น่ะคิดเยอะ”
“จริงอะ”
“จริงสิ อีกอย่างดาวกับเขาเป็นคู่ค้าที่ดีต่อกัน ไม่มีทางเป็นแบบนั้นได้หรอกค่ะ”
“จ้า พี่เชื่อก็ได้” ปฏิเสธเสียงแข็งขนาดนั้น เธอก็ไม่อยากเซ้าซี้
เดี๋ยวยายแสบจะงอนเธออีก จากนั้นก็ชักชวนกันกลับบ้านเพื่อที่ว่านิศามณี
จะได้จัดเตรียมข้าวของ พร้อมออกเดินทาง
ไม่รู้ว่านานกี่เดือนกันแล้วเชียวที่นิศามณีไม่ได้ย่างกายไปหาผู้มีพระคุณ เธอและผกายรัตน์ก้าวเท้าออกจากบ้านที่แสนอบอุ่นนั้นมาตั้งแต่เธออายุได้
สิบแปดปีบริบูรณ์ จนถึงตอนนั้นสามารถหาเลี้ยงยังชีพด้วยตัวเองได้แล้ว
บ้านเพียงรักที่เธออยู่มันก็ไม่ใช่สถานสงเคราะห์ใหญ่โตอะไร มีเด็กอยู่ไม่เกิน
สิบห้าคน แต่ถึงอย่างนั้นความอบอุ่นมันก็ช่างมากล้น เป็นสถานที่ที่ทำให้มี
พวกเธอในวันนี้
นิศามณีใช้เวลาเดินทางไปกับรถประจำทางที่นั่งมานานเกือบสามชั่วโมงเห็นจะได้ ในที่สุดก็มาถึงอำเภอสวนผึ้งหนึ่งในอำเภอเขตจังหวัดราชบุรี พื้นที่
แถบนี้มีชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านใกล้ที่สุดจากระยะทางจาก
เมืองหลวง ทั้งยังเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของจังหวัด และยังมีป่านานาพรรณที่อุดมสมบูรณ์ตลอดแนวเทือกเขาตะนาวศรี
นิศามณีเดินผ่านสวนเข้ามาภายในบ้านเรือนไม้หลังใหญ่ ที่มีพื้นที่
มากเพียงพอให้เด็ก ๆ นับสิบชีวิตพักอาศัยอยู่ที่นี่ เนื้อที่รอบ ๆ มีต้นไม้ที่แม่ครูและเด็ก ๆ ช่วยกันปลูกเอาไว้ ตอนนี้มันยืนต้นสูงให้ร่มเงาเย็นสบาย
ลักษณะของบ้านเพียงรัก มีลักษณะเป็นบ้านสวนที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยธรรมชาติ มีเล้าเป็ด เล้าไก่ และมีลำน้ำขนาดเล็ก พื้นที่ตื้นเขินเป็นทางยาวก่อนถึงตัวบ้าน คอยให้เด็ก ๆ ช่วยกันตักน้ำไปรดน้ำต้นไม้ได้ รวมถึงพืชผักสวนครัว
หลายชนิด
“พี่จันทร์!” เสียงเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ ในบ้านที่กำลังเล่นกันอยู่ วิ่งเข้ามาโอบเอวพี่สาวเอาไว้ด้วยความคิดถึง หลังจากเห็นนิศามณีเดินมาแต่ไกล
“ว่าไงเด็ก ๆ สบายดีหรือเปล่าเอ่ย คิดถึงพี่ไหม” เธอย่อตัวลงไปถาม
“คิดถึงค่า/ครับ”
“พี่ก็คิดถึงทุกคน”
“แล้วพี่ดาวละคะ”
“พี่ดาวไม่ว่างจ้ะ พี่จันทร์เลยมาคนเดียว แต่เดี๋ยวรอบหน้าพี่ดาวมาด้วยแน่นอน”
“จริง ๆ นะคะ”
“จริงสิจ๊ะ”
“แม่ครูสวัสดีค่ะ” นิศามณียืนเต็มความสูง เมื่อเห็นหญิงวัยหกสิบห้าปีเดินมาทางตนเอง เธอจึงเดินไปหาและโอบกอดเอาไว้ด้วยความคิดถึง
“อ้าว ทำไมจะมาถึงไม่บอกแม่ครูก่อนจันทร์”
“ถ้าบอกแม่ครูก่อน แม่ครูก็ไม่ให้จันทร์มาน่ะสิคะ” หลายเดือนที่ผ่านมา เธอไม่ได้มาที่นี่ก็เป็นเพราะคนตรงหน้านี่แหละ ที่บอกไม่ต้องมา อ้างเหตุผลว่าเดินทางไกลมันลำบาก แถมเธอยังต้องดูแลน้องและไหนจะงานที่ทำอีก
“ก็แม่ครูเป็นห่วง เดินทางไกลมันเหนื่อยจะตาย”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แค่นี้เอง...แล้วนี่ตัวต้นเรื่องอยู่ไหนคะ” นิศามณีหมายถึง ‘การัณย์’ เด็กชายวัยรุ่นอายุสิบเจ็ดปี
“ที่มาเพราะเรื่องของตากรีนใช่ไหน แม่ครูไม่น่าบอกเราจริง ๆ”
ก่อนหน้านี่นางโทรไปพูดเรื่องของการัณย์ให้นิศามณีฟัง นางก็ไม่คิดว่าหญิงสาว
จะลงมาจัดการด้วยตัวเองแบบนี้
“จันทร์ปล่อยให้แม่ครูจัดการคนเดียวไม่ได้หรอกค่ะ เดี๋ยวจันทร์
จะจัดการเรื่องนี้เอง”
การัณย์เป็นเด็กกำพร้าไม่ต่างไปจากเธอ แต่อยู่ในวัยคึกคะนองตามเพื่อนตามฝูงจนพากันเดินไปในทางที่มันผิด ช่วงเดือนสองเดือนให้หลังมานี้ การัณย์มักไม่ยอมกลับบ้านเพียงรักหรือกลับก็ดึกจนเข้าอีกวันหนึ่ง หลายต่อหลายครั้ง
ที่แม่ครูต้องคอยชะเง้อคอมองหาเพราะเป็นห่วง แต่ชายหนุ่มหาได้สนใจ
ความห่วงใยเหล่านั้น
แม่ครูเองก็ไม่กล้าเอาเรื่องพวกนี้มาบอกเธอ จนเมื่อไม่กี่วันก่อน
ท่านร้อนใจ เพราะนับวันการัณย์ยิ่งหนักข้อมากขึ้นไม่ยอมกลับบ้านเพียงรักติดต่อกันหลายวันหลายคืน ในเรื่องของอุปนิสัยการัณย์เป็นคนนิสัยดีคนหนึ่ง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคงจะเป็นการหวังในอำนาจและเงินทอง
เธอรู้...
รู้ว่าเรื่องพวกนี้มันไม่เข้าใครออกใคร ยิ่งคนอย่างพวกเธอที่ไม่เคยได้ความรักและความอบอุ่นมาเติมเต็มมากพอ และสิ่งที่มันสามารถเติมเต็มสิ่งที่มันขาดหายไปได้คงไม่พ้นเรื่องเงิน
“แม่ครูไม่อยากให้เราลำบาก ไหนจะงานแล้วก็ดาวอีก อย่าเอาเรื่องนี้
ไปทำให้ปวดหัวเปล่า ๆ เลยนะลูก” ท่านเอื้อมมือมาแตะลงบนดวงหน้านิศามณีแผ่วเบา ที่ผ่านมานิศามณีช่วยเหลือพวกตนมามากเกินพอแล้วจริง ๆ
“ไม่เป็นไรค่ะ กรีนก็เหมือนน้องจันทร์คนหนึ่ง เห็นกันมาตั้งแต่ตัวเล็ก ๆ ถ้าน้องเดินไปผิดทาง จันทร์ก็แค่ต้องช่วยดึงเขาออกมา”
หญิงสาวคว้ามือแม่ครูมากอบกุมเอาไว้ บีบแน่ ๆ นัยน์ตามองลึกเข้าไปในแววตาผ่านโลกที่หม่นหมองลงไปตามกาลเวลา
“จันทร์”
“แม่ครูอย่าห้ามเลยค่ะ เชื่อจันทร์นะคะ จันทร์จะพาน้องกลับมา” เธออยากให้แม่ครูเชื่อมั่นในตัวเธอ เธออยากตอบแทนอะไรให้ท่านบ้าง ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่เธอเป็นผู้รับตลอดเวลา บางทีสิ่งที่เธอคืนกลับไปมันอาจเทียบเท่าไม่ได้ด้วยซ้ำ
“งั้นแม่ครูขอฝากด้วยแล้วกันนะ” สุดท้ายก็จนปัญหาจะห้าม คงได้แต่ปล่อยให้นิศามณีจัดการเรื่องนี้
“ว่าแต่แม่ครูพอรู้ไหมคะ ว่ากรีนชอบไปที่ไหนบ้าง”
“ไม่รู้หรอก เวลาแม่ครูถามก็ไม่ยอมตอบสักครั้ง เวลาเพื่อนมารับก็รีบพากันออกไปแทบไม่เหลียวหลัง”
“แล้วเพื่อนกรีนชื่ออะไรคะ เดี๋ยวจันทร์จะไปถามเอากับทางนั้นก็ได้”
“ชื่อเอกราชแหละมั้ง เห็นเจ้าพวกนั้นมันเรียก ๆ กันอยู่ บ้านก็ไม่ไกลจากที่นี่ ถัดไปอีกประมาณสองซอย” ที่นางรู้ก็เพราะว่าครั้งหนึ่งเคยออกไปซื้อของ แล้วดันเจอเจ้าพวกนั้นออกมาจากซอยนั้นพอดี
“โอเคค่ะ งั้นเดี๋ยวจันทร์จะไปตามน้อง” ว่าจบนิศามณีก็ลุกขึ้น พรั่งพร้อมออกไปตามหาเจ้าตัวแสบที่บังอาจมาทำให้คนที่เธอรักห่วงใยอยู่ทุกวัน
“เพิ่งมาเหนื่อย ๆ จะไม่พักหน่อยรึไง” ตอนนี้ก็บ่ายสามโมงเย็นเข้าไปแล้ว มาถึงเหนื่อย ๆ ก็น่าจะพักสักหน่อยคงจะดีกว่า
“ไม่เป็นไรค่ะ จันทร์ไปไม่นาน”
“เอาเถอะ แม่ครูคงรั้งเราไม่ได้”
“เดี๋ยวจันทร์มานะคะ แม่ครูไม่ต้องห่วง” เธอบอกไว้ เพื่อไม่ให้ท่าน
เป็นกังวลกับเรื่องนี้ ก่อนจะย้อนกลับออกไปทางที่เคยเดินเข้ามา
บ้านของเพื่อนการัณย์อยู่ห่างออกไปประมาณสองซอย ซึ่งมันไม่ได้ไกลมากเท่าไร หญิงสาวขี่จักรยานยนต์ไม่ถึงห้านาทีก็ถึง
หญิงสาวยืนอยู่บริเวณหน้าชุมชนบ้านเพื่อนการัณย์ เธอเดินเข้าไป
ด้านในสายตารอบสังเกตพื้นที่โดยรอบ สัมผัสได้ถึงความแออัดของชุมชน
เธอแทบไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมทั้งการัณย์และเพื่อนถึงได้เลือกทำแบบนั้น
ซึ่งคงจะเป็นเรื่องดีถ้าสิ่งที่ทำมันถูกกฎหมาย
“เอ่อ...ขอโทษนะคะ พอดีอยากทราบว่าพี่รู้จักบ้านน้องที่ชื่อเอกไหมคะ” เธอถามไถ่คนเดินผ่านไปผ่านมา
“เอกไหนละแม่หนู คนชื่อเอกมันก็มีเยอะแยะนะแถวนี้น่ะ”
“เอกราชน่ะค่ะ”
“อ้อ ไอ้เอกลูกยายอ้น นู้น! เดินไปอีกสักห้าหลังก็ถึงแล้ว” บอกพร้อมนับนิ้วไล่บ้านแต่ละหลังให้ดู
“ขอบคุณมากนะคะ” นิศามณีโค้งตัวขอบคุณอีกฝ่าย ก่อนจะตั้งหน้า
ตั้งตาเดินไปยังบ้านที่เขาบอกเอาไว้
บ้านหลังเล็ก ๆ สภาพค่อนไปทางทรุดโทรมปรากฏอยู่ตรงหน้าหญิงสาว ประตูบ้านถูกเปิดเอาไว้ จึงตัดสินใจตะโกนเรียกหาคนด้านใน ทว่าขณะที่กำลัง
จะอ้าปากก็มีผู้หญิงอายุราว ๆ สี่สิบห้าปีเดินออกมา ถ้าให้เดาคงเป็นมารดาของเอกราช
“สวัสดีค่ะ”
“หวัดดีข้าเหรอ?” นางถาม
“ใช่ค่ะ ใช่แม่ของน้องเอกไหมคะ” หญิงสาวไม่รีรอ เธอรีบถามออกไปทันที
“ใช่ มีอะไรรึเปล่า”
“พอดีหนูเป็นพี่สาวของกรีนนะคะ เพื่อนน้องเอก”
“โอ้ย มาหาไอ้กรีนเหรอ มันไม่อยู่ที่นี่หรอก ออกไปกับไอ้เอกตั้งหลายวันแล้วไม่กลับสักที”
“หนูพอทราบมาบ้างค่ะ แต่ที่มาวันนี้ก็เพราะอยากรู้ว่า น้าพอจะรู้ไหมคะว่าพวกเขาอยู่ไหนกัน”
“ข้าจะไปรู้ได้ยังไงละ เวลาไปไหนมาไหนมันเคยบอกเสียที่ไหน”
“ไม่รู้จริง ๆ เหรอคะ พอดีว่าที่บ้านเป็นห่วง-”
“เอ๊ะ! ยังไงกัน! ก็บอกว่าไม่รู้ก็ไม่รู้สิ อย่ามาเซ้าซี้จะได้ไหม คนเพิ่งโดนไพ่แดกมา ยิ่งอารมณ์เสียอยู่!” อาการฉุนเฉียวแสดงออกมาชัดเจน จนทำให้
นิศามณีหน้าร้อนผ่าวเพราะเธอเพิ่งโดนอีกฝ่ายด่าไปหยก ๆ จนทำตัวไม่ถูก
ต้องบอกขอโทษขอโพย
“ถ้าอย่างนั้นหนูขอตัวก่อนนะคะ ขอโทษที่รบกวนค่ะ”
“เอ่อ! ไปเถอะ เสียเวลาคนจะทำมาหาแดกฉิบหาย!” นางอ้นรวบผ้าถุงลงจากบ้านแล้วเดินดุ่ม ๆ ผ่านหน้านิศามณีไปอีกทางหนึ่ง วันนี้วันห่าเหวอะไรไม่รู้ มือไม่ขึ้น ลงเล่นไพ่กี่ใบต่อกี่ใบไปสุดท้ายก็โดนกินเหมือนเดิม น่าโมโห!
นิศามณีจำเป็นต้องยอมถอยออกมา เพราะถ้าอยู่นานกว่านั้นไม่วายต้องโดนด่าอีกแน่ ๆ หญิงสาวเริ่มร้อนเนื้อร้อนใจ เพราะมารดาของเอกราชก็ไม่ได้ดูเป็นเดือดเป็นร้อนอะไรเลยที่ลูกชายไม่กลับบ้าน แล้วแบบนี้เธอจะไปถามเอา
กับใคร
มือบางยกขึ้นขึงขมับ เธอมืดแปดด้าน ไม่รู้ควรจัดการอย่างไรดีต่อจากนี้ ห่วงใยการัณย์ไม่ขาด อีกอย่างสัญญากับแม่ครูเอาไว้แล้ว ถ้าเธอทำไม่ได้ท่านจะผิดหวังมากแค่ไหนกันเชียว
“พี่สาวตามหาพี่เอกอยู่เหรอ?” เสียงเด็กผู้ชายดังแว่วเข้ามาในโสตประสาทหู ทำให้นิศามณีตื่นตัว รีบหันไป เห็นว่าเป็นเด็กผู้ชายเนื้อตัวมอมแมมเล็กน้อย อายุอานามก็น่าจะราว ๆ สิบห้าปี
“ใช่จ้ะ เราพอจะรู้บ้างไหม?”
“ผมไม่รู้หรอกนะว่าพี่เอกอยู่ที่ไหน แต่ครั้งหนึ่งเคยได้ยินว่าจะไปที่บ่อนเสี่ยศักดิ์ดา”
“บ่อนเสี่ยศักดิ์ดาเหรอ?”
“ใช่ พี่ก็ลองไปหาดูแล้วกัน”
“ขอบใจมากนะ” นึกขอบใจเด็กคนนี้ ถ้าไม่ได้ข้อมูลจากเจ้าตัว มีหวังเธอเริ่มต้นไม่ถูกแน่นอน
แต่แล้วคิ้วเป็นอันต้องขมวดเมื่ออยู่ ๆ มือเด็กชายก็ยื่นออกมาแล้วแบออก คล้ายขอบางอย่าง “อะไรเหรอ?”
“ผมให้ข้อมูลพี่ไปแล้ว พี่ก็ต้องจ่ายผมมาสิ” ของฟรีไม่มีในโลก เคยได้ยินคำนี้หรือเปล่า?
“แล้วพี่จะรู้ได้ยังไง ว่าที่เราบอกมามันคือความจริง”
“ผมเอาหัวเป็นประกันเลย ถ้าไม่ใช่นะ ผมให้พี่กลับมาเอาเงินคืนที่ผม
ได้เลย”
นิศามณีเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะเด็กชายคนนี้ก็ไม่ได้มีหลักฐานอะไรมายืนยันได้ แต่ถ้ามันจริงขึ้นมา ค่าตอบแทนมันก็ไม่ใช่เรื่องน่าเกลียดอะไร
“มีหลักฐานรึเปล่า”
“ผมจะไปมีได้ยังไงเล่า ที่พูดมาก็เพราะได้ยินมาจากพี่เอกด้วยหูผมเนี่ย” เด็กชายยังคงแน่วแน่
“เอาเถอะ ๆ พี่จะเชื่อ แล้วพี่จะให้เงินเรา แต่ถ้ามันไม่ใช่ที่นั่น พี่จะมาเอาเงินคืน”
“ได้สิครับ ผมน่ะลูกผู้ชายพอ คำไหนคำนั้น” ดูสินั่นอายุแค่นี้ แต่หัดพูดหัดจา
“โอเค ตามนั้น” นิศามณีล้วงเงินที่อยู่ในกระเป๋าสะพายของตัวเองออกมา หยิบแบงค์สีแดงยื่นส่งให้เด็กชาย
“พี่ไม่รู้หรอกนะ ว่าเราจะเอาเงินไปซื้ออะไร แต่เดี๋ยวพี่จะกลับมาถาม
คนแถวนี้ แล้วก็ห้ามซื้อของไม่ดีเด็ดขาด” นิศามณีขู่ เพราะเด็กวัยนี้กำลังอยู่ในวัยคึกคะนอง ของที่คิดอยากรู้อยากลองมันมีมาก
“ผมจะเอาไปซื้อกับข้าวเย็นนี้ ไม่เชื่อพี่ก็ไปถามแม่ค้าที่ตลาดได้เลย
เขารู้จักผมทุกคน”
“จ้า ๆ พี่ไปแล้ว ขอบใจเรามากนะ”
เมื่อได้ความมาแล้ว หญิงสาวก็รีบหาข้อมูลทันที ว่าบ่อนของเสี่ยศักดิ์ดาที่เด็กผู้ชายพูดนั้นอยู่แถวไหน ก่อนจะรีบขึ้นรถจักรยานยนต์คันโปรดของแม่ครู หลังจากรู้แล้วว่าสถานที่นั้นอยู่ตรงไหน
ไม่นานนิศามณีก็มาถึงที่หมาย เธอเริ่มรู้สึกประหม่าทันทีที่ยืนอยู่หน้าทางเข้า สถานที่แห่งนี้ด้านนอกดูเหมือนไม่มีอะไร คลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นร้านอาหารปกติ แต่ด้านในกลับเต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา ความหรูของบ่อนที่นี่กระแทกเข้าตาของนิศามณีเต็มเปา ผู้คนที่เข้ามาเสี่ยงดวงก็ล้วนใส่เพชรใส่ทองเส้นโต
“อยู่ที่นี่จริง ๆ เหรอกรีน?” มันไม่ใช่สถานที่ที่การัณย์สมควรเข้าไปอยู่แท้ ๆ
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ ก่อนตั้งหน้าเดินไปทางเข้า
ทว่าทันทีที่เธอปรากฏตัว ผู้คุมประตูที่อยู่ด้านหน้ากลับขวางกั้น ไม่ยินยอมให้เข้าไปด้านใน
“เข้าไม่ได้ครับ”
“อ้าว ทำไมฉันเข้าไม่ได้ละพี่ ฉันก็มาเสี่ยงโชคเหมือนกันนะ”
“ที่นี่รับแค่คนมีบัตรสมาชิก ถ้าไม่มีบัตรก็เข้าไม่ได้”
“ก็ฉันมาครั้งแรกมีคนแนะนำมา พี่ชายให้ฉันเข้าไปไม่ได้เหรอ?”
“แล้วน้องมีเงินมาเท่าไหร่ล่ะ?” เรื่องพวกนี้ ถ้าเงินหนักก็ผ่าน
“สักสามแสน พอรึเปล่า?” นิศามณีเลิกคิ้วถาม ความจริงทั้งเนื้อทั้งตัวเธอมีติดตัวอยู่สามพันบาทถ้วน แต่เพราะต้องเข้าไปในนั้นให้ได้ เลยหาคำโป้ปด
มากล่าวอ้าง
“งั้นก็ผ่าน”
นิศามณีส่งยิ้มหวานไปให้อีกฝ่าย ก่อนจะรีบจ้ำอ้าวเดินเข้าไปด้านใน
พอเข้าไปถึงก็เห็นผู้คนมากหน้าหลายตาเต็มไปหมด ความเป็นจริงมันไม่ใช่
บ่อนพนันไก่กาอะไรเลย แต่มันคือบ่อนหรูสำหรับคนมีเงินและกล้าเสี่ยงดวง แน่นอนว่าเธอไม่ใช่หนึ่งในคนพวกนั้น เป้าหมายที่ต้องทำในตอนนี้คือใช้สายตา
อันเฉียบแหลมของตัวเอง สอดส่องมองหาการัณย์
นิศามณีพยายามทำตัวให้กลมกลืนกับผู้คนที่นี่ให้ได้มากที่สุดเท่าที่
จะทำได้ เธอไม่อุกอาจแต่ค่อย ๆ กวาดสายตามองหา ที่นี่มีห้องอยู่หลายห้อง
ถ้าให้เดาก็คงไม่พ้นเป็นห้องเกี่ยวกับการพนันนั่นแหละ แต่แค่ต่างชนิดออกไป ทว่ายังไม่ทันได้ทำอะไรมากกว่านั้น จู่ ๆ เธอก็ถูกใครไม่รู้ดึงรั้งข้อมือเอาไว้แล้วฉุดกระชากให้เดินตามไป หลบซ่อนในพื้นที่ลับตาคน
“พี่มาทำอะไรที่นี่!” ไม่ใช่ใคร แต่เป็นการัณย์ ที่อยู่ในชุดของบริกร
“มาตามกลับบ้าน”
“พี่จันทร์รู้รึเปล่าว่ามันอันตราย”
“ทำไมพี่จะไม่รู้ มีแต่เรานั่นแหละที่รู้รึเปล่าว่ากำลังทำอะไรอยู่”
“ถ้าพี่จันทร์จะมาพูดเรื่องไร้สาระก็กลับไปเถอะ”
“กรีน ที่พี่มานี่ก็เพราะพี่เป็นห่วง รู้บ้างรึเปล่าว่าทุกวันนี้แม่ครูกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เอาแต่นั่งรอเราอยู่ทุกวัน โรงเรียนก็ไม่ไป แล้วแบบนี้จะเรียนจบไหม”
“พี่อย่ามายุ่งกับผมได้ไหม! พี่น้องก็ไม่ใช่ พ่อแม่ยิ่งแล้วใหญ่!”
“...” นิศามณีสะอึก เธอไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะโดนน้องที่รักตอกกลับมาแบบนี้ กระนั้นยังคงฝืนไม่รู้สึก และพูดต่อ
“พูดแบบนี้ได้ยังไง ตัวเองกำลังทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน เคยรู้บ้างไหม!”
“แล้วพี่เคยรู้ไหม! ว่าที่ผมต้องมาทำแบบนี้ก็เพราะว่าแม่ครูกำลังป่วยเป็นโรคหัวใจ บ้านเพียงรักก็กำลังจะถูกยึด! พี่จะให้ผมนิ่งนอนใจอยู่เฉย ๆ ให้บ้านที่ผมอยู่ตั้งแต่เด็กถูกยึดไปต่อหน้าต่อตาอย่างนั้นเหรอ!” การัณย์เอ่ยออกมา
ทั้งน้ำตา
หยดน้ำตาลูกผู้ชายกลิ้งหล่นลงมาจากดวงตา กระทบลงข้างแก้ม
น่าเวทนา...
“มะ...เมื่อกี้ว่าอะไรนะ”
“พี่ไม่เคยรู้อะไรเลยจริง ๆ” นัยน์ตาเด็กชายมองไปที่พี่สาวที่เขาเห็นมาตั้งแต่ยังเล็ก
“พะ...พูดอีกทีได้ไหมกรีน” น้ำเสียงนิศามณีสั่นเทา เธอไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่เพิ่งได้ยินเมื่อครู่นี้มันจะเป็นเรื่องจริง มันต้องไม่ใช่สิ...
“แม่ครูเอาบ้านไปจำนองไว้ แล้วกำลังถูกขายทอดตลาด ที่ตรงนั้นมีคนจะซื้อไปทำรีสอร์ท” เท่าที่เขารู้มามันมีแค่นี้ เพราะแอบฟังที่แม่ครูพูดคุยกับคนที่เอาบ้านไปจำนองเอาไว้ เห็นว่าคนที่จะซื้อต่อถูกใจและอยากได้มาครอบครอง
ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้
เขารู้ว่าแม่ครูไม่บอกเรื่องนี้ให้ใครต่อใครรู้ เพราะว่าไม่อยากให้คิดกังวลแต่เรื่องแบบนี้ท่านจัดการด้วยตัวคนเดียวไม่ได้หรอก เงินจำนวนมากขนาดนั้น
แม่ครูจะไปหาที่ไหนมาจ่ายคนพวกนั้นทัน ทางเดียวที่เขาทำได้มันคงไม่พ้นเรื่องพวกนี้
เข้าใจว่ามันไม่ใช่งานที่สุจริตอะไร แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อตัวเลือก
มันมีไม่เยอะ สำหรับคนที่แทบไม่เคยได้รับโอกาสในสังคมแบบนี้
“แล้วที่ผ่านมาแม่ครูก็ป่วยมาตลอด แต่เขาไม่ยอมบอกพี่จันทร์กับ
พี่ดาว”
“...” นิศามณีพูดไม่ออกน้ำตาปริ่ม มึนงงไปหมด ตลอดเวลาที่ผ่านมา
แม่ครูไม่เคยบอกเธอเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ส่วนเธอก็ไม่เคยรับรู้ความเปลี่ยนแปลง ทั้ง ๆ ที่พักหลังมานี้แม่ครูอ่อนล้า และดูอิดโรย แต่เธอไม่เคยคิดใส่ใจอะไร
สักนิดเดียว
“ทีนี้พี่เข้าใจผมรึยัง ว่าทำไมผมต้องทำแบบนี้”
“พี่ขอโทษกรีน พี่ขอโทษ...” เธอไม่มีคำไหนจะพูดนอกเสียจากคำนี้
เธอรู้สึกผิดที่ไม่มารับรู้เรื่องนี้ช้าเกินไป “แต่ยังไงกรีนก็ควรบอกพวกพี่”
“แม่ครูไม่ให้ผมบอก แม่ครูไม่อยากให้พวกพี่เดือดร้อน กลัวพี่ดาว
จะอาการทรุดด้วย” ส่วนหนึ่งตนก็เห็นด้วย เพราะนิศามณีและผกายรัตน์มีเรื่องมากมายให้ต้องคิดอยู่แล้ว หากเพิ่มเรื่องนี้เข้าไปก็กลัวจะมีผลเสียตามมา
“พี่ไม่เข้าใจ เราเป็นครอบครัวเดียวกันไม่ใช่เหรอ” เธอรู้ว่าพวกเขาห่วงใย แต่ปัญหาพวกนี้ มันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย
“กรีนไม่ควรทำแบบนี้ ไม่ควรออกมาทำงานแบบนี้”
“แล้วพี่จะให้ผมนั่งอยู่เฉย ๆ รอดูบ้านถูกใครไม่รู้ซื้อไปรึไง”
“ไม่ เดี๋ยวพี่จะจัดการเรื่องนี้เอง”
“พี่คนเดียว ทำไม่ได้หรอก”
“พี่ทำได้ พี่มีทางออก เชื่อพี่...แล้วกลับบ้านเถอะ”
“...”
“ไม่...ผมทำไม่ได้” การัณย์ปฏิเสธ เขาไม่สามารถปล่อยเรื่องนี้ให้เป็นความรับผิดชอบของใครแค่คนเดียวเด็ดขาด
“พี่จันทร์กลับไปเถอะ” เอ่ยจบก็เดินสาวเท้าไว ๆ กลับเข้าไปด้านใน
นิศามณีพยายามไขว่คว้าข้อมือของน้องชายเอาไว้ ทว่าเธอไม่สามารถคว้าไว้ได้ทัน แม้เดินตามเข้าไปด้านในการัณย์ก็หนีหายไปในกลุ่มฝูงชน หญิงสาวสอดส่องสายตาหันซ้ายแลขวา แต่เธอไม่พบแม้เพียงเงา...
เด็กวัยแค่นี้เธอไม่อยากให้เขาต้องมาแบกรับเรื่องพวกนี้เอาไว้
หายไปไหน...
การัณย์หายไปไหน!
“ว้าย!” แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรจู่ ๆ ข้อมือก็ถูกดึงรั้งอีกครั้งจนร่างสาวถลาจนแทบเสียหลักให้ออกไปข้างนอก ก่อนร่างสาวจะกระแทกเข้ากับกำแพงหนาอย่างแรง รู้สึกจุกไปทั้งร่าง
“มาหาเหยื่อใหม่ ไกลเหมือนกันนะ”
“คุณฟิลลิป...”
